ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 82 เดิมพัน
บทที่ 82 เดิมพัน
ทุกคนกำลังมองอยู่ จูเหล่าโถวย่อมพูดประโยคนั้นไม่ออก จึงได้แต่มองนางอย่างกรุ่นโกรธ
“พูดมาเถอะ เจ้าจะเลือกลูกคนไหน?” คราวนี้เย่อวี๋หรานไม่ได้ยั่วโมโหเขาอีก ถอยให้ก้าวหนึ่งแล้วพูดว่า “ข้ารู้ว่าเจ้ากลัวข้าจะทำที่นาเสียหาย ข้าก็พูดไปแล้วนี่นา ใช้เมล็ดพันธุ์แบบเดียวกัน เจ้าให้ลูกชายข้ามาสามคน ลูกชายของเจ้าติดตามเจ้าทำนามาตั้งนาน เจ้ายังกลัวว่าพวกเขาที่จะเป็นพ่อคนอยู่แล้วยังทำนาไม่เป็นอีกหรือ?
“ข้าไม่ได้จะลงไปทำเองเสียหน่อย ตอนทำนาก็ต้องให้ลูกชายสามคนของเจ้าทำอยู่ดีนี่นา? ที่ดินแปลงนั้นก็คงจะไม่เสียหายอะไรมาก อย่างมากก็แค่ทำตามวิธีการของข้า ผลเก็บเกี่ยวอาจไม่ได้ดีเท่าที่ข้าพูดไว้ก็เท่านั้น”
ด้านหนึ่งเป็นเรื่องของศักดิ์ศรี อีกด้านนางก็ถอยให้แล้วก้าวหนึ่ง จูเหล่าโถวใช้สมองที่พองโตของตัวเองครุ่นคิดว่าถ้านางไม่ลงมาทำนาเอง แต่ให้ลูกชายสามคนทำ กับเขาที่ให้ลูกชายสามคนทำนาจะต่างกันตรงไหน?
เขาถามเพื่อยืนยันอีกครั้ง “เจ้าแน่ใจนะว่าจะไม่ทำที่นาเสียหาย จะให้ลูกสามคนเป็นคนทำนาจริง ๆ?”
เย่อวี๋หรานพยักหน้า “ข้ายืนยันและมั่นใจด้วย จะต้องให้ลูกชายสามคนของเจ้าเป็นคนทำงานแน่นอน”
ล้อเล่นกันหรือไร งานหนักอย่างการทำนา ให้นางใช้ปากทำก็แล้วไปเถอะ คิดจะให้นางลงมือทำเองจริง ๆ หรือ?
รอให้แผ่นดินรกร้างไปก่อนเถอะ
“งั้นก็ได้ ข้าเดิมพันกับเจ้า” จูเหล่าโถวพูด “ข้าให้เจ้าใหญ่กับเจ้า เขาทำนากับข้ามาหลายปีแล้ว อย่างไรก็คงทำนาเป็น”
เขาคิดไว้ว่าเจ้าใหญ่ ‘ว่าง่าย’ เดี๋ยวค่อยให้เจ้าใหญ่มารายงานกับเขาเรื่อย ๆ เขาจะได้คอยระวังภรรยาผู้นี้เอาไว้ ถึงตอนนั้นจะปลูกข้าวอย่างไรก็ล้วนอยู่ในการควบคุมของเขาแล้วไม่ใช่หรือ?
“ได้ ให้เจ้าใหญ่อยู่กับข้า เจ้ารองก็ให้ไปอยู่กับเจ้าแล้วกัน ให้เจ้าสามกับเจ้าสี่ไปอยู่กับเจ้าด้วย ข้าขอเจ้าห้ากับเจ้าเจ็ด” เย่อวี๋หรานแบ่งกลุ่มลูกชายที่เหลือ
จูเหล่าโถวขมวดคิ้ว “เจ้าห้ายังด้อยประสบการณ์ เจ้าเจ็ดก็เป็นคนสมองทึ่ม เจ้าแน่ใจนะ?”
“ที่ดินของพวกเรามีอยู่แค่นั้น เจ้าใหญ่คนเดียวจะดูแลไม่ได้เลยหรือ? วางใจเถอะ เขาคนเดียวก็เอาอยู่”
จูเหล่าโถวนึกถึงที่ดินของครอบครัว แล้วนึกย้อนไปสมัยที่ตนเองยังหนุ่ม เขาก็ทำนาคนเดียวเหมือนกัน จึงค่อยวางใจ ตอบรับการเดิมพันนี้
มุมปากเย่อวี๋หรานยกขึ้นเล็กน้อย คิดไม่ถึงเลยว่าเรื่องนี้จะสะสางลงได้ด้วยความบังเอิญเช่นนี้ นางยังคิดอยู่เลยว่าจะงัดที่ดินสักผืนจาก ‘ทาสเฝ้าที่ดิน’ อย่างจูเหล่าโถวมาทำการเพาะปลูกอย่างไรดี และโอกาสกลับเดินเข้ามาหาเสียเอง
นางอารมณ์ดีจนเกือบจะครวญเพลงขึ้นมาเลยทีเดียว
ครั้นผู้ใหญ่คนหนึ่งโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงจากไป ส่วนอีกคนผละไปด้วยความเบิกบาน ในลานเรือนก็พลันเงียบเป็นเป่าสาก ทุกคนรวมถึงจูอู่ล้วนกลั้นหายใจ กลัวว่าทั้งสองคนจะกลับมาอาละวาดกันอีกครั้ง
จูอู่ลูบเหงื่อที่ไม่มีอยู่จริงบนหน้าผาก ตระหนกตกใจยิ่งนัก
เขาคิดในใจว่ามารดาของเขาใจกล้าขึ้นทุกที บิดาของเขาก็จริง ๆ เลย ยอมถอยให้ครั้งแล้วครั้งเล่า นี่ไม่เท่ากับว่าปล่อยให้ท่านแม่ได้คืบเอาศอกหรอกหรือ?
เมื่อคิดเช่นนี้ เขาก็ถลึงตามองหลินซื่อโดยไม่ให้ใครสังเกต สตรีผู้นี้ถ้ากล้าเอาเยี่ยงอย่างมารดาของเขา เขาจะเอานางถึงตายเชียว
จูอู่สาบานเอาไว้ตั้งแต่เด็กแล้วว่า เขาจะต้องไม่เป็นสามีที่ ‘กลัวภรรยา’ เหมือนบิดาของเขาเด็ดขาด
หลินซื่อไม่รู้เลยว่าจูอู่กำลังมองตนเองตาขวาง นางยังกลัวอยู่บ้างจึงกระซิบถามหลี่ซื่อ “พี่สะใภ้สี่ เมื่อก่อนท่านพ่อท่านแม่เคยทะเลาะกันรุนแรงเช่นนี้ไหมเจ้าคะ?”
นางคิดว่าตนเองต้องเตรียมใจเอาไว้บ้าง มิเช่นนั้นถ้าเกิดเรื่องทำนองนี้เป็นระยะ นางคงต้องตกใจตายกันเลยทีเดียว!
หลี่ซื่อส่ายศีรษะแล้วกล่าวเสียงเบา “ข้าแต่งเข้ามาตั้งนานแล้วก็เพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรกนี่แหละ”
ส่วนหลิวซื่อก็พูดเสียงเบา “ข้าก็เพิ่งเคยเห็นครั้งแรกเหมือนกัน”
“พี่สะใภ้ใหญ่ล่ะเจ้าคะ?” หลี่ซื่อหันไปหาหลิ่วซื่อ
หลิ่วซื่อใจลอยไปครู่หนึ่ง “หืม?”
“ท่านพ่อท่านแม่เคยทะเลาะกันแบบนี้มาก่อนไหมเจ้าคะ?”
หลิ่วซื่อก้มหน้าตอบ “ไม่เคย”
ทุกคนไม่รู้ว่าเย่อวี๋หรานอยากได้ที่นาเพราะจะทำนาเองจริง ๆ หรือแค่จะเสนอแนะวิธีการแล้วให้ลูกชายเป็นคนทำนา
สิ่งที่ทำให้จูอู่รู้สึกค่อนข้างเศร้าใจก็คือเขาถูกท่านแม่ระบุชื่อออกมา เจ้าเจ็ดก็เป็นแค่คนทึ่มคนหนึ่ง ถึงตอนนั้นเขาคงต้องได้ช่วยงานพี่ใหญ่แน่นอน เกรงว่าคงไม่มีโอกาสแอบอู้เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว เฮ้อ…
เขาก้มหน้าทอดถอนใจอย่างทุกข์ระทม แล้วแบกไม้หาบขึ้นมากลับไปทุ่งนาเพื่อแจ้งข่าวต่อทุกคน
เย่อวี๋หรานไม่รู้ว่าแต่ละคนคิดอะไรกันอยู่ หรือต่อให้รู้ก็มิได้นำพา เมื่อทำการใหญ่ที่ตั้งใจไว้สำเร็จแล้ว นางก็จุดไฟต้มชาสะระแหน่อย่างครึ้มอกครึ้มใจ
วิธีการก็เหมือนกับการต้มน้ำแกง โยนใบสะระแหน่ลงในน้ำเดือดและต้มสักครู่ ให้น้ำร้อนซึมซับกลิ่นอายของสะระแหน่เข้าไปอย่างเต็มที่ก็ได้แล้ว
สมาชิกในครอบครัวมีจำนวนมาก สะระแหน่เต็มตะกร้านั้นนางใช้ไปอย่างน้อยหนึ่งในสามส่วน ถ้าไม่ใช่เพราะเกรงว่าทุกคนดื่มเป็นครั้งแรก อาจยังไม่ชิน นางยังอยากจะเทใส่ไปสักครึ่งหนึ่งเลยเชียว
ส่วนที่เหลือ นางหากระจาดมาใส่ใบสะระแหน่เอาไปตากแห้ง ตั้งใจว่าตากแห้งแล้วจะเก็บไว้สำหรับชงน้ำร้อนดื่ม
เมื่อนางต้มชาสะระแหน่เสร็จแล้วก็หาถังไม้มาใส่ไว้เพื่อปล่อยให้เย็นลง
นางยังหาถ้วยเล็กหลายใบมาใส่ แล้วปล่อยให้เย็นลงเช่นกัน
“เมียเจ้าใหญ่ เมียเจ้ารอง พวกเจ้าพักก่อน ข้าต้มชาสมุนไพรมา พวกเจ้าดื่มคลายร้อนสักหน่อย” เย่อวี๋หรานแตะถ้วยดู เห็นว่าไม่ได้ร้อนมากแล้วจึงร้องเรียกออกไปข้างนอก
“ชาสมุนไพรคืออะไรหรือเจ้าคะ?” หลี่ซื่อตอบสนองเร็วที่สุด
“ของสิ่งนี้มีฤทธิ์เย็น เจ้าดื่มได้คำเดียวพอชิมรสชาติ” เย่อวี๋หรานกลัวว่าหลี่ซื่อจะแอบดื่ม จึงหาถ้วยอีกใบมาเทชาให้นางชิมคำหนึ่ง
“แค่นี้เองหรือเจ้าคะ?”
“ถ้าไม่ใช่เพราะว่าสุขภาพเจ้าดีเป็นทุนเดิม ก็คงจะไม่ให้เจ้าชิมสักคำแล้ว” เย่อวี๋หรานกล่าว
หลี่ซื่อเบะปาก
จูปาเม่ยพาหลินซานยากับหลินซื่อยาเข้ามา เห็นถ้วยบนเตาก็เดินเข้ามายกถ้วยขึ้นดู “ท่านแม่ อันนี้ก็คือชาสมุนไพรใช่ไหมเจ้าคะ? สีของน้ำแปลก ๆ อยู่นะ”
“ให้จิบทีละนิด อันนี้จะเย็น ๆ หน่อย เพิ่งเคยดื่มอาจยังไม่ชิน” เย่อวี๋หรานเพิ่งจะพูดจบก็ได้ยินเสียงหลี่ซื่อดังมาจากข้างนอก “เย็นจริงเจ้าค่ะ”
จูปาเม่ยดื่มไปหนึ่งคำอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็กล่าวขึ้นอย่างตื่นเต้นระคนยินดี “ท่านแม่ เย็นจริงด้วยเจ้าค่ะ! รสชาติเย็นสดชื่น กระปรี้กระเปร่ายิ่งนัก”
หลินซานยากับหลินซื่อยาก็พยักหน้าไปด้วย “อื้ม ๆ เย็น ๆ เจ้าค่ะ”
เห็นหลินซื่อ หลิ่วซื่อ และหลิวซื่อเดินเข้ามา เย่อวี๋หรานก็นึกขึ้นได้ว่าใครบางคนกำลังอยู่ไฟ จึงเปลี่ยนถ้วยของนางแล้วเทให้คำเดียว “อย่าหาว่าข้าตระหนี่เลย ตอนนี้เจ้าก็เหมือนกับเมียเจ้าสี่ กินของที่มีฤทธิ์เย็นไม่ได้ ชาสมุนไพรอันนี้ก็ไม่ได้เหมือนกัน ชิมได้คำเดียว”
หลิวซื่อเห็นแล้วค่อยสะใจขึ้นมาหน่อย แท้งไปครั้งเดียวยังจะวุ่นวายขนาดนั้น สะใภ้บ้านไหนเป็นเหมือนนางบ้าง? นางไม่กล้าโทษว่าแม่สามีลำเอียง ได้แต่แอบตำหนิว่าสะใภ้เหล่านั้นหาเหตุ ชอบเอาเปรียบนางอยู่เรื่อย
หลิ่วซื่อดื่มชาสมุนไพรเข้าไปคำหนึ่งก็ตะลึง เมื่อครู่ได้ยินพวกนางพูดกันว่า ‘เย็น ๆ’ นางคิดว่าพวกนางพูดไปเพื่อเอาอกเอาใจแม่สามีเสียอีก ตอนนี้ได้ดื่มเองจึงทราบว่าที่แท้ก็เย็นจริง ๆ!
สัมผัสที่ถ้วยยังอุ่นร้อนอยู่ชัด ๆ น้ำชาในปากก็ยังอุ่น ๆ แต่กลับสัมผัสได้ถึงความเย็นซ่านในช่องปาก นี่มันคืออะไรกัน? ความไม่สบายตัวราวกับถูกความเย็นหอบหนึ่งพัดพาจากไป ปลอดโปร่งโล่งสบายยิ่งนัก
“ท่านแม่ ข้าอยากดื่มอีกถ้วยเจ้าค่ะ” จูปาเม่ยดื่มน้ำชาจากถ้วยในมือหมดไปอย่างรวดเร็ว มองมาตาปริบ อยากจะขอเติมอีก
เย่อวี่หรานชายตามองนางแล้วเอ่ยว่า “เด็กสาวอย่างพวกเจ้าดื่มให้น้อยหน่อย บอกแล้วว่าของสิ่งนี้มีฤทธิ์เย็น ดื่มมากไปไม่ดีต่อสุขภาพ แต่เห็นแก่ที่วันนี้อากาศร้อน พวกเจ้าตรากตรำทำงานกันอยู่ข้างนอก ข้าจึงต้มมาให้พวกเจ้าดื่ม ถ้าเป็นเวลาอื่นคงไม่ทำมาให้พวกเจ้าดื่มแล้ว”
ปากพูดไปเช่นนั้น แต่ก็ยังรินน้ำชาให้จูปาเม่ยไปอีกครึ่งถ้วยเล็ก
“ของสิ่งนี้เป็นเครื่องดื่มสมุนไพร มีฤทธิ์เย็นช่วยคลายร้อน ดื่มเล็กน้อยในช่วงเก็บเกี่ยวจะช่วยแก้ร้อนได้ ประเดี๋ยวเมียเจ้าใหญ่กับเมียเจ้ารองดื่มเสร็จแล้ว ให้แบกคนละโถเอาไปส่งที่ทุ่งนา แดดเปรี้ยงถึงเพียงนี้ อย่าปล่อยให้พวกผู้ชายตากแดดจนจับลมร้อนได้ [1]”
หลิ่วซื่อขานรับ “เจ้าค่ะ ท่านแม่”
[1] โรคลมร้อน หรือโรคลมแดด (Heatstroke) เกิดจากสภาพอากาศร้อนจัด ทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนร่างกายไม่สามารถปรับตัวได้ทัน เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้