ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 815 พบหัวหน้าพรรคซานไห่
บทที่ 815 พบหัวหน้าพรรคซานไห่
“ยังจะทำอย่างไรได้อีก? ก็นอนอยู่บนเตียงน่ะสิ ถ้าไม่ใช่เพราะหลังจากนั้นข้าหาคนทำเก้าอี้รถเข็นให้ได้ เข็นพาท่านแม่ออกไปข้างนอกได้บ้าง จนถึงตอนนี้ท่านแม่ก็คงยังไม่ได้ออกไปไหน”
“เก้าอี้รถเข็น?” เสี่ยวเอ่อร์ตัวไม่เคยได้ยินอะไรแบบนี้มาก่อนจึงรู้สึกงุนงง
จูซานทำท่าทางประกอบพลางอธิบาย “ก็คือเก้าอี้ที่มีล้อ เป็นแบบนี้…”
เขาอธิบายไปพลาง สังเกตสีหน้าของเสี่ยวเอ่อร์ตัวไปพลาง เห็นอีกฝ่ายมีท่าทางอ่อนลงแล้ว คล้ายจะไม่ได้สังเกตว่าตนเองปล่อยมือ ในใจค่อยนึกโล่งอก
โชคดีที่ไม่ใช่เด็กดื้อด้าน ไม่อย่างนั้นก็ยุ่งยากแล้ว!
จูซานพูดไปพูดมาก็ถามเรื่องพรรคซานไห่
“ท่านจะถามเรื่องนี้ทำไม?” เสี่ยวเอ่อร์ตัวบ่น กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์นัก “พรรคซานไห่ถูกพวกท่านทำร้ายจนมีสภาพนี้แล้ว ยังมีหน้ามาถามอีก? หรือท่านคิดว่าพรรคซานไห่ยังอนาถไม่พอ?”
จูซานระบายยิ้มออกมา “ในเมื่อรู้แล้วว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะพวกข้า ไยต้องพูดจาพาลพาโลเช่นนี้ด้วย?”
เสี่ยวเอ่อร์ตัวเข้าใจคือเรื่องหนึ่ง แต่ปากกลับยังคงไม่ยอมแพ้ “แต่พวกท่านก็ปัดความเกี่ยวข้องไปไม่พ้นอยู่ดี ถ้าไม่ใช่เพราะพวกท่าน เรื่องนี้ก็คงไม่ระเบิดออกมาเร็วเพียงนี้…”
“ถือว่าพวกข้าซวยเอง จบหรือยัง?”
“พวกท่านรนหาที่เอง ผู้ใดใช้ให้พวกท่านมาเมืองผู่โซ่วตอนนี้กันล่ะ?”
“โจวเสวียเปิดเรียนแล้ว ถ้าพวกข้าไม่มาตอนนี้แล้วจะให้มาตอนไหน?” จูซานกล่าว “ตอนนั้นเจ้าแนะนำพวกข้าให้อาเฉินเองนี่นา ถ้าเจ้าแนะนำคนที่ไว้ใจได้สักหน่อย คนที่ให้เช่าที่พักคนนั้นก็คงไม่ใส่ร้ายพวกข้าเหมือนพวกคนตระกูลเฉิน และก็คงจะไม่เกิดเรื่องนี้ขึ้นแล้ว”
เสี่ยวเอ่อร์ตัวพูดอะไรไม่ออก เพราะเขารู้สึกว่าอีกฝ่ายพูดมีเหตุผล
ถ้าเขาไม่ได้เป็นคนกลางแนะนำคนสกุลจูให้อาเฉิน อาเฉินก็คงไม่แนะนำพวกเขาให้คนตระกูลเฉิน คนตระกูลเฉินก็คงจะไม่ได้ใส่ร้ายครอบครัวพี่จูซาน…
หมายความว่าเป็นความผิดของเขาตั้งแต่ต้น?
จูซานรู้สึกว่าตัวเองพูดจาล้ำเส้นเกินไปแล้ว จึงรีบยื่นมือออกมาลูบศีรษะของเสี่ยวเอ่อร์ตัว พูดปลอบว่า “เจ้าคงไม่ได้กำลังคิดว่าเป็นความผิดของเจ้าอยู่ใช่ไหม? ข้าล้อเล่น เจ้าอย่าคิดจริงจัง”
“แต่ที่ท่านพูดมาก็ไม่ผิด…” เสี่ยวเอ่อร์ตัวกล่าวอย่างลังเล
“คนใช้มีดฆ่าคน เป็นความผิดของมีดอย่างนั้นหรือ?”
เสี่ยวเอ่อร์ตัว “…”
“ก็ได้ ตัวอย่างนี้ไม่ค่อยเห็นภาพสักเท่าไหร่ ข้าเปลี่ยนใหม่ก็แล้วกัน เจ้าเอามีดให้คนอื่นยืมด้วยเจตนาดี แต่คนผู้นั้นกลับเอามีดที่เจ้าให้ยืมไปฆ่าคน เจ้าคิดว่านี่เป็นความผิดของคนที่ให้ยืมมีดอย่างเจ้า หรือเป็นความผิดของมีดกันเล่า?”
“ก็ต้องเป็นความผิดของคนที่ยืมมีดไปฆ่าคนผู้นั้นน่ะสิ มีดพูดจาไม่ได้เสียหน่อย อีกอย่าง คนที่ให้ยืมมีดไปก็ไม่ได้ไปเอาชีวิตผู้อื่นเสียหน่อย”
“นั่นก็ถูกแล้ว ตอนนี้เจ้าก็คือคนที่ให้ยืมมีดไปผู้นั้น ส่วนพวกข้าก็คือมีดเล่มนั้น คนที่ฆ่าคนคือคนตระกูลเฉิน อธิบายเช่นนี้ เจ้าคงเข้าใจแล้วกระมัง?”
ผ่านไปครู่หนึ่ง เสี่ยวเอ่อร์ตัวดูเหมือนจะเข้าใจได้แล้ว เขาถอนหายใจออกมาแล้วกล่าวขออภัยจูซาน “ขอโทษ! พี่จูซาน เมื่อครู่นี้ข้าใช้อารมณ์มากเกินไป”
“ในเมื่อเจ้าขอโทษข้าแล้ว ข้าก็ให้อภัยเจ้า ความจริงที่ข้ามาหาเจ้าก็เพราะมีธุระ หวังว่าเจ้าจะช่วยข้า เจ้าช่วยข้าได้ไหม?” ปลอบเสี่ยวเอ่อร์ตัวเสร็จ จูซานค่อยบอกธุระของตนเองออกมา
เมื่อเสี่ยวเอ่อร์ตัวได้ยินว่าอีกฝ่ายต้องการให้ตนเองพาไปพบหัวหน้าพรรคซานไห่ เขาก็ไม่ค่อยจะเห็นด้วย
แม้จูซานจะอธิบายว่าที่พรรคซานไห่เป็นเช่นนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเขา แต่คนอื่นในพรรคซานไห่ไม่ได้คิดเช่นนี้นี่นา เขาเข้าพรรคซานไห่ไปก็เท่ากับรนหาที่ตายชัด ๆ
“พี่จูซาน ท่านไม่อาจไปได้ พวกเขาจะต้องหาเรื่องท่านแน่นอน พวกเขาไม่ใช่เด็กน้อยที่ทำอะไรท่านไม่ได้เหมือนข้าหรอกนะ…ข้าได้ยินพวกผู้ใหญ่พูดกันบ่อย ๆ ว่าอยากแก้แค้นพวกท่าน”
“ถ้าพวกเขาอยากแก้แค้นพวกข้าจริง ถึงข้าไม่ไป พวกเขาก็ยังคงแก้แค้นอยู่ดี ครั้งนี้ข้าอยากพบหัวหน้าพรรคซานไห่ก็เพราะอยากสะสางเรื่องนี้”
เสี่ยวเอ่อร์ตัวพบว่าตนเองเถียงอีกฝ่ายไม่ได้จึงจำต้องรับปาก
“ก็ได้ แต่พวกเราตกลงกันก่อนนะว่าท่านต้องเข้าไปเอง ประเดี๋ยวเกิดเรื่องอะไรขึ้น อย่ามาโทษข้าก็แล้วกัน”
“วางใจเถอะ ข้าไม่โทษเจ้าหรอก”
……
เนื่องจากพรรคใหญ่คอยกดดันทำให้แหล่งรายได้ของพรรคซานไห่ถูกตัดขาด ก็เหมือนกับที่จูซานไปสืบมาก่อนหน้านี้ มีคนไปจากพรรคซานไห่จำนวนไม่น้อย
แม้กระทั่งเฟิ่งข่ายเฟิงที่ผิดใจกันกับอาเฉินในตอนนั้นก็หาโอกาสพาคนจากไปแล้วเช่นกัน
“หัวหน้าพรรค ขอโทษด้วย!”
หัวหน้าพรรคซานไห่โบกมือ บอกให้อีกฝ่ายจากไป
ไปเถอะ ไปเถอะ ล้วนจากไปให้หมด
สถานการณ์ปัจจุบันของพรรคซานไห่ไม่อาจรั้งพวกเจ้าเอาไว้ได้อีกแล้ว รีบจากไปก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องเดือดร้อนเพราะพรรคซานไห่
เฮ้อ…ข้ารับช่วงต่อพรรคซานไห่มาจากท่านพ่อ คิดไม่ถึงว่าวันนี้กลับกลายเป็นเช่นนี้ ไม่รู้ว่าพอไปอยู่ปรโลกแล้วจะอธิบายให้พ่อข้าฟังว่าอย่างไรดี
ใครบางคนมาเกลี้ยกล่อมหัวหน้าพรรคซานไห่ “หัวหน้า ท่านไปกับพวกข้าเถอะ พวกเราออกจากเมืองผู่โซ่วไปให้ไกลหน่อย อำนาจอิทธิพลของพวกค่ายพรรคที่นี่จะยิ่งใหญ่แค่ไหนก็คงเอื้อมไปไม่ถึงเมืองอื่นหรอกกระมัง?”
หัวหน้าพรรคซานไห่ส่ายหน้า “พอเถอะ ข้าไม่ไปหรอก ท่านพ่อส่งต่อพรรคซานไห่ให้ข้า ที่นี่ถือว่าเป็นรากเหง้าของข้า”
ทั้งยังเป็นที่พำนักสุดท้ายของเขา
ตอนที่เสี่ยวเอ่อร์ตัวพาจูซานมาถึงพรรคซานไห่ก็พบคนกลุ่มหนึ่งถือห่อผ้ากำลังจะจากไป
พวกเขาเห็นเสี่ยวเอ่อร์ตัวก็ร้องทักว่า “เสี่ยวเอ่อร์ตัว ทำไมเจ้ายังไม่ไปอีก?”
เสี่ยวเอ่อร์ตัวตะลึง “พวกท่านก็จะจากไปแล้ว? ถ้าอย่างนั้นในพรรคก็ไม่เหลือใครแล้วน่ะสิ?”
เพราะคนที่เหลือก็มีแค่คนแก่กับเด็กเล็ก ยังมีแม่ม่ายที่สามีตายอีกจำนวนหนึ่ง
คนที่อยู่ข้างหน้าสุดรู้สึกละอายใจอยู่บ้าง กระอึกกระอักไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี
เสี่ยวเอ่อร์ตัวโมโห “พวกท่านจากไปทั้งอย่างนี้ได้อย่างไร? คนอื่นจะไปก็ช่างเถอะ แต่ตอนที่พวกท่านไม่มีที่ไป พรรคซานไห่ก็รับพวกท่านเอาไว้ มอบครอบครัวให้พวกท่าน…”
“พรรคซานไห่มอบครอบครัวให้พวกข้าจริง ๆ พวกข้าก็อยู่ที่พรรคซานไห่มาโดยตลอด แต่ผู้ใดจะไปคิดว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น” คนผู้นั้นกล่าวด้วยสีหน้าลำบากใจ “เสี่ยวเอ่อร์ตัว ตอนนี้เจ้ายังเด็ก ยังไม่เข้าใจ ภายภาคหน้าพวกข้ายังต้องหาเลี้ยงครอบครัว ถ้ายังอยู่ที่นี่…เฮ้อ…”
ถอนหายใจออกมาแล้วก็ไม่พูดอะไรอีก สุดท้ายยังคงพากันจากไป
เสี่ยวเอ่อร์ตัวมองตามเงาหลังของพวกเขาอย่างเศร้าสร้อย
จูซานลูบศีรษะอีกฝ่ายอย่างปลอบใจอีกครั้ง “อย่ากังวลไปเลย สักวันคนที่จากไปเหล่านั้นก็จะกลับมาหาพรรคซานไห่”
“ไม่หรอก ตามกฎพรรคซานไห่ เมื่อจากไปแล้วก็ไม่อาจกลับมาอีก ไม่มีพรรคไหนชอบคนที่เปลี่ยนใจกลับไปกลับมา ถึงจะเป็นพรรคซานไห่ก็ไม่ได้”
หัวหน้าพรรคซานไห่เห็นเสี่ยวเอ่อร์ตัวปรากฏกายก็ไม่ได้รู้สึกเหนือความคาดหมาย
“เจ้าก็จะไปแล้วเหมือนกัน? รีบไปเถอะ รีบจากไปก่อนที่พรรคซานไห่จะสลายตัวโดยสมบูรณ์ รอจนพรรคซานไห่ไม่เหลืออะไรก็จะไม่มีที่ให้ไปแล้ว…” หัวหน้าพรรคซานไห่เข้าใจว่าจูซานเป็นคนที่จะรับเสี่ยวเอ่อร์ตัวไปอยู่ด้วย จึงกำชับให้เขาทำดีต่อเสี่ยวเอ่อร์ตัว บอกว่าเสี่ยวเอ่อร์ตัวเป็นเด็กที่กตัญญูรู้คุณ
“ในเมื่อเขาเป็นเด็กกตัญญู ท่านที่เป็นหัวหน้าพรรคเป็นคนดูแลจะดีกว่า เด็กดีขนาดนี้ อย่าปล่อยให้คนอื่นรังแกเลย”
หัวหน้าพรรคซานไห่พลันหน้าเปลี่ยนสี “ท่านพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร? ท่านกำลังเยาะเย้ยข้าอยู่ใช่ไหม?”