ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 817 ผันตัวไปเป็นพ่อค้า
บทที่ 817 ผันตัวไปเป็นพ่อค้า
จูซานกลัวว่าเรื่องนี้จะแพร่งพรายออกไปก่อนเวลาอันควรจึงไม่ได้อธิบายให้ชัดเจน เพียงบอกว่าพรรคซานไห่กลายเป็นเช่นนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกเขา พวกเขาจึงอยากช่วยเหลืออะไรบ้าง
ซุ่ยเอ๋อพึมพำ “มีอันใดต้องช่วย? จูต้าเหนียงเป็นแบบนี้ก็เพราะคนพวกนั้นนั่นแหละ”
อยู่ใกล้ชิดกันมาพักใหญ่ นางชอบจูต้าเหนียงผู้นี้มากทีเดียว จึงรู้สึกไม่พอใจแทนอีกฝ่าย
“นั่นเป็นคนละเรื่องกัน ถึงคนที่ทำร้ายท่านแม่จนเป็นแบบนี้จะเป็นคนพรรคซานไห่ แต่ว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพรรคซานไห่” จะบอกว่ามารดาของเขาไปชนกับรถม้าของคุณชายเยี่ยนก็คงจะไม่ได้กระมัง?
ตอนที่จูซานอยู่ในชั้นศาล เขาเล่าข้ามรายละเอียดเรื่องนี้เพื่อโจมตีครอบครัวเฉินหลิ่ง ไม่ได้บอกความจริงทั้งหมด ตอนนี้จึงทำได้เพียงกลบเกลื่อนต่อไป
แต่จูซานก็ไม่ได้พูดผิด ถึงอาเฉินจะเป็นคนของพรรคซานไห่ แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคซานไห่จริง ๆ
“แล้วอย่างไร?” ซุ่ยเอ๋อกล่าวอย่างไม่พอใจ “ตราบใดที่คนแซ่เฉินเป็นคนพรรคซานไห่ นั่นก็หมายความว่าพรรคซานไห่ไม่เข้มงวดกวดขัน กระทั่งคนในพรรคก็ควบคุมไม่ได้ ยังจะเหลือศักดิ์ศรีอันใด?”
ซุ่ยเอ๋อก็เพียงแต่ระบายโทสะเท่านั้น ไม่ได้คิดจะขัดขวางจูซานจริงจัง
ถึงอย่างไร คนหนึ่งเป็นนาย อีกคนเป็นบ่าว ทำอะไรย่อมมีขีดจำกัด
จูซานไปเจรจากับหัวหน้าพรรคซานไห่อย่างไร เย่อวี๋หรานไม่ได้เข้าไปยุ่ง เพียงสอบถามความก้าวหน้าเล็กน้อยตอนที่เขากลับมาในแต่ละวัน
พอได้พบกันแล้ว จูซานค่อยพบว่า แม้หัวหน้าพรรคซานไห่จะตอบรับ แต่กลับเป็นคนหัวแข็งอย่างมากคนหนึ่ง
เขารับช่วงต่อพรรคซานไห่จากบิดา เขาก็ต้องการจะให้พรรคเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลง
แต่จูซานกลับคิดไม่เหมือนกัน ในเมื่อแวดวงค่ายพรรคในเมืองผู่โซ่วไม่เหลือที่ยืนให้พรรคซานไห่อีกแล้ว เช่นนั้นก็พลิกโฉมหน้าไปใช้ชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งจะไม่ดีกว่าหรือ?
“ไม่ได้ เรื่องนี้ข้าไม่มีทางเห็นด้วย” หัวหน้าพรรคซานไห่ยืนกรานปฏิเสธ “พรรคก็คือพรรค ถ้าพรรคซานไห่ไม่ใช่พรรคอีกต่อไปแล้ว ยังจะเหลือความหมายอันใด?”
จูซานพยายามอธิบาย “ตอนแรกที่พ่อของท่านส่งต่อพรรคซานไห่ให้ท่าน จะต้องไม่ได้หวังให้พรรคซานไห่เป็นบ่วงผูกมัดท่านเอาไว้ ทำให้ท่านไม่อาจทำอันใดได้อย่างแน่นอน แต่หวังให้ท่านมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิมมากกว่า ตอนนี้วิถีพรรคกลายเป็นอุปสรรคของท่าน ท่านก็น่าจะเปลี่ยนแนวทางไปเสีย ท่านใช้ชีวิตด้วยดีหรือไม่ นั่นต่างหากจึงจะเป็นสิ่งที่พ่อของท่านสนใจที่สุด ข้าไม่เชื่อหรอกว่าจะมีพ่อแม่คนไหนไม่หวังให้ลูกตัวเองได้มีชีวิตที่ดี”
“หลักการที่ท่านพูดมาข้าล้วนเข้าใจ แต่นี่เป็นสิ่งเดียวที่พ่อข้าทิ้งไว้ให้ข้า…” หัวหน้าพรรคซานไห่กล่าวอย่างเจ็บปวด
“หัวหน้าพรรคซานไห่ ข้าถามท่านสักเรื่อง ท่านมีลูกไหม?”
“มี”
“หมายความว่าท่านก็เป็นพ่อคนแล้ว ในเมื่อเป็นพ่อคน ข้าคิดว่าท่านน่าจะเข้าใจพ่อของท่านได้ดียิ่งขึ้น ท่านลองคิดดูสิว่า ถ้าลูกชายท่านยืนอยู่จุดเดียวกันกับท่านในตอนนี้ ท่านที่เป็นพ่อจะเต็มใจให้เขาเฝ้าพิทักษ์พรรคซานไห่จนตัวตายหรือไม่?”
ไม่เคยมีใครพูดเตือนสติหัวหน้าพรรคซานไห่เช่นนี้มาก่อน เขาชะงักไปเล็กน้อย
นั่นสิ ถ้าตอนนี้ลูกชายอยู่ในจุดเดียวกันกับเขา…
ไม่ต้องพูดเลย เขาย่อมไม่อยากให้ลูกชายทำเช่นนั้นแน่
พรรคซานไห่จะสำคัญแค่ไหน แต่จะสำคัญเท่าลูกชายของเขาเช่นนั้นหรือ?
ทันใดนั้น หัวหน้าพรรคซานไห่ก็พลันเข้าใจแล้ว “ท่านพูดถูก ถ้าเป็นข้า ข้าคงไม่หวังให้ลูกชายต้องมีอันเป็นไปเพราะพรรคซานไห่เป็นแน่”
“นั่นก็ใช่แล้ว ทุกคนล้วนเป็นพ่อคน หัวอกเดียวกันทั้งนั้น ถึงจะทำไปเพราะความกตัญญูต่อพ่อ พวกเราที่เป็นลูกชายก็ต้องใช้ชีวิตต่อไป ไม่อย่างนั้นก็เท่ากับว่า ‘อกตัญญู’ แล้ว”
พูดจาถึงขั้นนี้ หัวหน้าพรรคซานไห่ย่อมไม่อาจโต้แย้ง
เขากล่าวว่า “ตกลง ข้าเอาด้วยกับเจ้า!”
นับแต่นั้นมา พรรคซานไห่ก็ไม่เรียกว่า ‘พรรคซานไห่’ อีกต่อไป และไม่ใช่พรรคซานไห่ในอดีตด้วยเช่นกัน
“เจ้าได้ยินไหม พรรคซานไห่ถูกพวกคนตัวใหญ่เตะออกจากกลุ่มพันธมิตรค่ายพรรคในเมืองผู่โซ่วแล้ว เจ้าว่าพวกเขาจบเห่แล้วหรือเปล่า?”
“ดูน้ำเสียงยินดีในความทุกข์ของคนอื่นของเจ้าสิ นั่นเป็นเรื่องเก่าไปแล้ว เจ้าไม่รู้หรือว่าพรรคซานไห่ผันตัวมาเป็นพ่อค้ากันแล้ว”
“พ่อค้า?”
“ใช่น่ะสิ หลายวันก่อนมีคนเห็นเขาไปรับป้ายอนุญาตที่สมาคมพ่อค้า”
“สวรรค์ เรื่องจริงหรือเนี่ย?!”
……
ขณะที่ข่าวลือเริ่มโบยบินไปทั่ว จูซานกับหัวหน้าพรรคซานไห่ก็ดำเนินการตามแผนการที่ได้วางเอาไว้
ไม่เห็นแก่หน้าภิกษุก็ควรเห็นแก่หน้าพุทธองค์*[1] แท้จริงแล้วบรรดาผู้มีอิทธิพลในค่ายพรรคต่าง ๆ ของเมืองผู่โซ่วก็ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการเอาชีวิตหัวหน้าพรรคซานไห่ ถึงอย่างไรคนเหล่านั้นก็เคยได้รับบุญคุณจากบิดาของหัวหน้าพรรคซานไห่มาก่อน
ทว่าเรื่องนี้ใหญ่โตเกินไป ถึงพวกเขาจะเป็นหัวหน้าพรรคก็ไม่อาจกระทำการสวนกระแส จึงได้แต่ ‘สงบปากสงบคำ’
ตอนนี้เขาเป็นฝ่ายสลายพรรคซานไห่ด้วยตนเอง ไม่คลุกคลีอยู่ในแวดวงค่ายพรรคอีกต่อไปแล้ว คนเหล่านั้นจึงไม่อาจ ‘สงบปากสงบคำ’ ได้อีก แต่ทยอยออกมาติดต่อสายสัมพันธ์ต่าง ๆ หวังว่าทุกท่านจะสามารถ ‘ละเว้น’ หัวหน้าพรรคซานไห่ไปสักครา
“เรื่องตระกูลเฉินครานี้ ถึงจะเป็นเพราะหัวหน้าพรรคซานไห่ไม่เข้มงวดกวดขันต่อลูกน้อง แต่พวกเราก็ไม่อาจทำอะไรสุดโต่งเกินไป กระทั่งโอกาสกลับเนื้อกลับตัวก็ไม่ยอมเปิดให้อีกฝ่ายกระมัง?”
“สั่งสอนก็สั่งสอนไปแล้ว เชื่อว่าทุกท่านก็ทราบดี ใครกล้าสร้างปัญหาให้ค่ายพรรคอย่างพวกเรา คนผู้นั้นก็ต้องเตรียมใจรับการลงโทษ ดูหัวหน้าพรรคซานไห่สิ เขาเป็นถึงหัวหน้าพรรคคนหนึ่ง แต่กลับตกต่ำจนแม้แต่พรรคก็ไม่เหลือแล้ว”
……
ทั้งมีคนที่ทอดถอนใจให้กับจุดจบของหัวหน้าพรรคซานไห่ สะท้อนใจว่าพรรคใหญ่เหล่านั้นใจดำเกินไปแล้ว คนในพรรคคนหนึ่งทำเรื่องชั่ว แต่เอามาโทษคนทั้งพรรคเช่นนี้ได้อย่างไร?
แต่เพิ่งจะพูดออกมาก็ถูกคนอื่นห้ามปราม
“ไอ้หยา พูดให้น้อย ๆ หน่อยเถอะ ถ้าคนพรรคต้าเสอมาได้ยินเข้า เจ้าก็ถึงคราวซวยแล้ว”
คนผู้นั้นมองไปรอบทิศ กระซิบว่า “ที่แท้เจ้าก็รู้เรื่อง?!”
“จะไม่รู้เรื่องได้อย่างไร? คนรู้เรื่องมีมากมายถมไป เดิมทีเรื่องนี้ก็ไม่อาจโทษหัวหน้าพรรคซานไห่ แต่ผู้ใดใช้ให้พรรคซานไห่ขัดแย้งกับพรรคต้าเสอมาตลอดกันเล่า? ถ้าพรรคต้าเสอไม่ได้เล่นตุกติก อย่างมากทุกคนก็แค่สั่งสอนพรรคซานไห่สักยกก็เท่านั้น จะมาถึงขั้นนี้ได้อย่างไร? แต่เจ้าห้ามพูดออกไปเป็นอันขาด ถ้าคนพรรคต้าเสอมาได้ยินเข้า พวกเราซวยแน่”
“อืม ข้าเข้าใจแล้ว”
……
หัวหน้าพรรคซานไห่ได้ยินเรื่องนี้มาบ้างเช่นกัน เขากล่าววาจาสะท้อนใจอยู่หลายประโยค
จูซานตบบ่าอีกฝ่าย “ไม่ต้องไปคิดแล้ว มาหาวิธีหาเงินกันดีกว่า ทุกเดือนพวกเรายังต้องจ่ายค่าคุ้มครองให้พรรคเหลยถิงเป็นจำนวนไม่น้อย”
ใช่แล้ว เพื่อถอนตัวออกมาจากเรื่องนี้อย่างสมบูรณ์แบบ เขากับหัวหน้าพรรคซานไห่เจรจากันแล้ว ไม่เพียงแต่เป็นฝ่ายถอนตัวออกจากกลุ่มพันธมิตรค่ายพรรคในเมืองผู่โซ่วเท่านั้น พร้อมกันนั้นยังไปหาที่พึ่งใหม่ให้ตนเอง…นั่นก็คือพรรคเหลยถิง โดยสัญญากับพวกเขาว่าจะจ่ายค่าคุ้มครองให้ทุกเดือน
ค่ายพรรคในยุคสมัยนี้ยังมีวิธีหาเงินที่ค่อนข้างตายตัว ทุกเดือนนอกจากเก็บค่าคุ้มครองกับค่าดูแลจัดการแล้ว ยังเก็บค่าเปิดหอนางโลมและบ่อนพนัน
ค่ายพรรคใหญ่อย่างพรรคเหลยถิงย่อมไม่ขาดแคลนการค้าทั้งสองแบบ แต่ค่ายพรรคเล็ก ๆ นั้น…
ด้วยเหตุนี้ ระหว่างค่ายพรรคจึงมีการต่อสู้กันอย่างดุเดือด ทั้งยังเกิดเหตุนองเลือดเพื่อแย่งชิงเขตอิทธิพลอยู่บ่อยครั้ง
ช่วยไม่ได้ ผู้ใดใช้ให้แต่ละค่ายพรรคต้องเลี้ยงดูคนมากมายปานนั้นกันเล่า หากไม่มีแหล่งรายได้ที่แน่นอนย่อมไม่อาจเลี้ยงดูคนจำนวนมาก
[1] ไม่เห็นแก่หน้าภิกษุก็ควรเห็นแก่หน้าพุทธองค์ (不看僧面看佛面) เป็นสำนวน หมายถึง ขอให้ผ่อนปรนผ่อนผันให้ โดยเห็นแก่หน้าผู้หลักผู้ใหญ่