ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 818 กิจการรถลาก
บทที่ 818 กิจการรถลาก
ถึงจะเป็นพรรคใหญ่อย่างพรรคเหลยถิง พวกเขาก็ยังต้องเผชิญกับแรงกดดันจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนสมาชิกเช่นกัน ถ้าสวัสดิการดีไม่สู้พรรคอื่นก็ย่อมมีคนย้ายออก
พร่ำพูดเรื่องน้ำใจลูกผู้ชายไปก็ไร้ประโยชน์ เพราะทุกคนล้วนต้องหาเลี้ยงครอบครัวกันทั้งนั้น
ด้วยเหตุนี้ เมื่อหัวหน้าพรรคซานไห่ยินดี ‘จ่ายเงิน’ คลี่คลายปัญหา พรรคเหลยถิงไตร่ตรองเล็กน้อยก็เต็มใจช่วยไปจัดการให้
นอกจากจะตัดคู่แข่งไปได้คนหนึ่ง ยังสามารถนำเขตอิทธิพลของพรรคซานไห่มาจัดสรรปันส่วน อีกฝ่ายยังจ่ายค่าคุ้มครองให้ ขณะเดียวกันก็ได้ประกาศบารมีของพรรคเหลยถิงอีกครั้ง กล่าวได้ว่าเป็นการยิงทีเดียวได้นกหลายตัว
“ไม่เป็นไร ข้าก็แค่สะท้อนใจเท่านั้น” หัวหน้าพรรคซานไห่กล่าว “ที่ผ่านมาข้าก็เป็นหัวหน้าพรรคคนหนึ่ง คิดไม่ถึงเลยว่าวันนี้กลับกลายมาเป็นคนที่ต้องจ่ายค่าคุ้มครองเสียเอง”
กำแพงคลอนแคลน ผู้คนช่วยกันผลัก*[1] เขาเข้าใจมาตลอดว่าอาศัยสายสัมพันธ์จากในอดีตเหล่านั้น แม้จะไม่สามารถทำให้พรรคซานไห่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้ แต่คงสามารถทำให้พรรคซานไห่สงบสุขปลอดภัย
แต่กลับมองข้ามไปว่า ต่อหน้าผลประโยชน์มหาศาล พันธมิตรใด ๆ ล้วนสามารถแปรพักตร์ได้ทั้งสิ้น
“แต่ชื่อพรรคซานไห่ก็สามารถรักษาเอาไว้ได้อยู่ไม่ใช่หรือ? ต่อไปท่านก็ยังคงเป็นลูกพี่ของพรรคซานไห่” จูซานกล่าว
หัวหน้าพรรคซานไห่อ้าปากอยากแย้งว่าไม่เหมือนกัน เสี่ยวเอ่อร์ตัวก็ยกถาดใบหนึ่งเข้ามาพอดี
“หัวหน้าพรรค พี่สาม พี่สาวเยี่ยนจื่อทำของอร่อยให้ข้าเอามาส่งให้ขอรับ” เสี่ยวเอ่อร์ตัวมีรอยยิ้มเกลื่อนใบหน้า นำถาดของว่างและน้ำชาไปวางบนโต๊ะด้วยท่าทางเบิกบานใจ
ครั้นเห็นเขาเข้ามา คนทั้งสองจึงพักเรื่องที่สนทนากันไว้ชั่วคราว
“พี่จูซาน อันนี้ของท่านขอรับ” เสี่ยวเอ่อร์ตัวเลือกชิ้นที่ใหญ่ที่สุดบนนั้นมาให้จูซาน กล่าวอย่างจริงใจว่า “ขอบคุณที่ท่านช่วยเหลือพรรคซานไห่”
จูซานรับมาแล้วลูบศีรษะอีกฝ่าย “ข้าเพียงรักษาชื่อพรรคซานไห่ไว้ได้เท่านั้น หวังว่าวันหน้าจะคู่ควรกับคำขอบคุณของเจ้า”
คราวนี้ เสี่ยวเอ่อร์ตัวไม่ได้ปัดมือของเขาออก เพียงกล่าวว่า “ไม่ใช่หรอก พี่จูซาน ท่านช่วยรักษา ‘ครอบครัว’ ไว้ให้พวกข้า ถ้าท่านไม่ได้ช่วยพรรคซานไห่เอาไว้ ข้ากับพวกพี่สาวเยี่ยนจื่อก็ไม่มีที่ให้ไปอีกแล้ว”
เขตอิทธิพลของพรรคซานไห่ถูกค่ายพรรคต่าง ๆ นำไปเฉือนแบ่งกันแล้ว แต่เห็นแก่ที่หัวหน้าพรรคซานไห่แสดงท่าทีได้เหมาะสม พวกเขาจึงเต็มใจยกเรือนหลังหนึ่งให้กับหัวหน้าพรรคซานไห่
เรือนที่หัวหน้าพรรคซานไห่เลือกมาหลังนี้เป็นเรือนเก่าแก่ที่บิดาของเขาเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมา เก่าโทรมไปหน่อยก็จริง แต่ก็เป็นสถานที่ที่คนเก่าคนแก่ของพรรคซานไห่ชอบมารวมตัวกัน พวกเสี่ยวเอ่อร์ตัวก็อาศัยอยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน
หลายวันหลังจากนั้น กิจการรถลากของพรรคซานไห่ก็เริ่มต้นดำเนินการ
“นี่คืออะไร?” หัวหน้าพรรคเหลยถิงมาร่วมพิธีฉลองเปิดกิจการด้วยเช่นกัน ถึงอย่างไรร้านของพรรคซานไห่ก็เป็นร้านค้าในเขตอิทธิพลของพรรคเขา ทั้งยังเพิ่งผ่านเรื่องเช่นนั้นมา เขาจึงต้องออกหน้ามาข่มขวัญคนที่คันไม้คันมือเหล่านั้นเสียบ้าง
ป้องกันไม่ให้พ่อค้าหมาด ๆ ที่เขาเพิ่งรับปากไปว่าจะให้การคุ้มครองถูกคนอื่น ‘ลอบสังหาร’ แบบนั้นมิเท่ากับตบหน้าเขาแล้วหรือ?
ทว่าหัวหน้าพรรคซานไห่ ไม่ใช่สิ ยามนี้สมควรเรียกว่าอู๋เจียงหรือเถ้าแก่อู๋แล้ว
อู๋เจียงผู้นี้กำลังทำอะไรอยู่กันแน่?
รถไม่เหมือนรถ เก้าอี้ไม่เหมือนเก้าอี้
“หัวหน้าพรรคเหลยถิง นี่คือรถลาก ท่านลองนั่งดูสักหน่อยก็จะเข้าใจเอง” อู๋เจียงเชิญหัวหน้าพรรคเหลยถิงทดลองนั่งด้วยท่าทางกระตือรือร้น
ว่ากันตามตรง ตอนแรกที่เขาเห็นเจ้าสิ่งนี้ก็ตกใจเช่นกัน คิดไม่ถึงว่าบนโลกนี้จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกเช่นนี้ด้วย?!
ไม่ต้องใช้ม้า เพียงใช้แรงคนลากไปข้างหน้าก็สามารถไปได้ทุกที่แล้ว
อีกอย่าง เจ้าสิ่งนี้ยังมีขนาดเล็ก ถ้ามาตามลำพัง แต่ไม่ต้องการเดินเท้า เพียงจ่ายเงินไม่กี่เหรียญก็สามารถเดินทางไปทั่วเมืองผู่โซ่ว สะดวกยิ่งนัก
แน่นอนว่าเนื่องจากมีขนาดเล็กจึงบรรทุกคนได้ไม่มาก ทั้งยังไม่มีเครื่องป้องกันฝน เจ้านี่จึงสามารถนำมาใช้งานได้แค่ในวันที่ฝนไม่ตกเท่านั้น
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่อาจติดตั้งเครื่องป้องกันฝน แต่เป็นเพราะยังไม่พบสิ่งที่เหมาะสม
“เจ้านี่อาศัยแรงคนลาก ถ้าท่านอยากติดตั้งเครื่องป้องกันฝน พอลากไปข้างหน้าก็จะต้านลม…พอต้านลมก็จะมีแรงต้านทาน พอคนออกแรงลากก็จะสิ้นเปลืองแรง”
จูซานว่าแล้วก็ให้คนทดลองลากแบบที่มีม่านกันฝนกับแบบที่ไม่มีม่านกันฝน
อู๋เจียงยังทดลองด้วยตัวเองมาแล้ว พบว่าถ้าไม่มีม่านกันฝน เวลาลากจะเบาแรงกว่า
“ไม่เพียงเท่านี้ พวกเรายังต้องออมแรงเอาไว้” จูซานกล่าวต่อไป “ถ้าผู้โดยสารน้ำหนักมาก คนที่ลากรถกลับไม่มีแรง แบบนั้นก็คงลากไม่ไป”
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็เสียลูกค้าไปหลายคนเลยน่ะสิ?” อู๋เจียงขมวดคิ้ว รู้สึกว่านี่ไม่ใช่วิธีการที่ดี
“ช่วยไม่ได้ จะทำลายหม้อข้าวของตัวเองก็คงไม่ได้กระมัง? พวกเราทำให้ทุกคนรู้เสียก่อนว่าจะออกเดินทางต้องมาหาพรรคซานไห่ วันหน้าคิดอยากจะทำกิจการอย่างอื่นก็จะสะดวกมากขึ้น…” จูซานทราบว่าหากจะทำเพียงธุรกิจรถลาก วันหนึ่ง ๆ คงทำเงินได้แค่ไม่กี่เหรียญ แต่เขาไม่ได้คิดจะพึ่งพาเจ้านี่หาเงินอยู่แล้ว
รถลากเป็นเพียงก้าวแรกในการผันตัวไปทำการค้าของพรรคซานไห่
เขาเลือกเจ้าสิ่งนี้เพราะได้แรงบันดาลใจมาจากเย่อวี๋หราน
ตอนนั้น หลังลองเข็นรถเข็นออกมาข้างนอก เย่อวี๋หรานก็พบว่าไม่ค่อยสะดวกนัก จึงดัดแปลงเป็น ‘รถเหลือง’
ไม่จำเป็นต้องให้คนเข็น แต่ให้คนลากไปข้างหน้า เท่านี้ก็ประหยัดแรงได้มากแล้ว
จูซานเห็นของสิ่งนี้ก็รู้สึกคันยุบยิบขึ้นมาในใจ “ท่านแม่ ท่านคิดว่าถ้าพรรคซานไห่ทำอันนี้จะเป็นอย่างไรขอรับ?”
“หา?!” เย่อวี๋หรานอึ้งไป คิดไม่ถึงว่าจูซานจะบังเกิดความคิดทำกิจการรถลาก
แต่ครั้นคิดถึงว่าในชาติก่อน รถลากก็เคยเป็นที่นิยมอยู่ช่วงเวลาหนึ่งจึงไม่ได้คัดค้าน
แต่นางถามขึ้นมาว่า “เจ้าต้องคิดให้ดีนะ ของแบบนี้เปิดเผยโล่งแจ้ง ไม่ใช่ทุกคนหรอกที่จะอยากนั่ง โดยเฉพาะพวกคนตระกูลใหญ่ที่มีกำลังใช้จ่ายเงินเหล่านั้น พวกเขาย่อมอยากนั่งรถม้ามากกว่า”
“ท่านแม่ ท่านลืมไปแล้วหรือว่ายังมีค่ายพรรค?” จูซานเอ่ยเตือนยิ้ม ๆ “พวกคนตระกูลใหญ่มีข้อถือสามาก โดยเฉพาะพวกผู้หญิงในเรือนหลังคงไม่กล้านั่ง แต่ในเมืองผู่โซ่ว คนส่วนใหญ่เป็นคนที่อยู่ในค่ายพรรค ไม่ใช่คนตระกูลใหญ่ โดยเฉพาะพวกผู้ชายก็คงไม่มีข้อถือสามากมายอะไร”
อีกอย่าง เขายังลองคำนวณค่าใช้จ่ายกับเย่อวี๋หรานดูแล้ว ต้องการซื้อรถม้าอย่างน้อยก็ต้องใช้เงินหลายร้อยจนถึงพันตำลึง นั่นยังไม่รวมค่าจ้างสารถีกับค่าใช้จ่ายสำหรับดูแลม้า
แต่ถ้าเป็นรถลากก็ไม่เหมือนกัน ท่านไม่จำเป็นต้องซื้อเอง แค่จ่ายเงินไม่กี่เหรียญก็นั่งได้แล้ว ทั้งยังสามารถเหมาจ่ายเป็นรายเดือน หรือรายปี พอคำนวณดูแล้วก็ประหยัดกว่ารถม้ามากทีเดียว
“สามารถซื้อรถม้า เลี้ยงม้า ทั้งยังมีสารถีบังคับรถม้า ที่บ้านต้องมีฐานะระดับหนึ่ง อีกอย่างคนในบ้านยังต้องผลัดกันใช้งาน แต่รถลากไม่เหมือนกัน อยากขึ้นตอนไหนก็ขึ้น ถ้าใช้งานเป็นบางครั้งบางคราวก็ไม่ถือว่าแพง”
จูซานยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นไปได้
เห็นท่าทางคันไม้คันมือของเขา เย่อวี๋หรานก็ไม่ได้บั่นทอนกำลังใจ เพียงกล่าวว่า “ได้ ถ้าเจ้าคิดว่าทำได้ก็ลองทำดูเถอะ หากไม่ลอง เจ้าก็ไม่อาจรู้ได้ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไร”
จูซานแปลกใจระคนยินดี “ท่านแม่ ท่านเห็นด้วยหรือขอรับ?!”
เย่อวี๋หรานพยักหน้า
จูซานกล่าวอย่างปรีดา “เช่นนั้นก็ดียิ่ง ขอแค่เป็นสิ่งที่ท่านแม่สนับสนุนก็ไม่มีที่จะไม่สำเร็จ ฮ่า ๆๆๆ…เท่านี้ข้าค่อยวางใจได้แล้ว”
เย่อวี๋หราน: วาจานี้กล่าวหนักเกินไปแล้ว ถ้าไม่สำเร็จขึ้นมาจะโทษข้าหรือเปล่าเนี่ย?
[1] กำแพงคลอนแคลน ผู้คนช่วยกันผลัก (墙倒众人推) หมายถึง เมื่อคนผู้หนึ่งตกต่ำก็มักจะถูกคนอื่นมาซ้ำเติม