ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 852 ส่งสัญญาณทางสายตาให้กัน
บทที่ 852 ส่งสัญญาณทางสายตาให้กัน
“ท่านแม่ ข้าถูกเอาเปรียบเจ้าค่ะ…” หลิวซื่อได้ยินคำพูดนี้ก็ไม่พอใจ รีบเปิดเผยความไม่เป็นธรรมที่ได้รับในช่วงนี้ทั้งหมดออกมา
นางตั้งครรภ์ได้เป็นอย่างดี ยามที่ยังไม่ถึงกำหนดคลอด กลับถูกจูเอ้อร์ผลักแรงมากกระทั่งลูกในท้องเกือบออกมาจนทั้งสองคนเกือบตาย
คาดไม่ถึงว่ากว่าจะให้กำเนิดลูกชายนั้นไม่ง่ายเลย แต่จูเอ้อร์กลับไม่เหลียวแล ทั้งวันรู้จักแต่ไปอยู่กับนังจิ้งจอกนั่น
นางต้องการการดูแล นางยังอยู่ในช่วงรักษาตัวหลังคลอด แม้แต่เขายังไม่สนใจแล้วนางจะดูแลได้อย่างไร?
นางจ้องเขม็งไปยังนังจิ้งจอกที่ตั้งท้องอยู่ ยามนั้นนางไม่ได้เป็นคนสร้างปัญหาหรือ?
เกิดปัญหาขึ้นแต่จูเหล่าโถวเป็นผู้นำครอบครัวทำให้จูเอ้อร์รับนังจิ้งจอกเข้ามาเป็นอนุ แล้วนางจะทำอย่างไรได้?
……
ยามที่เย่อวี๋หรานไม่อยู่ จูเหล่าโถวก็รู้สึกว่าตัวเองทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวได้ไม่มีปัญหา ผลคือเมื่อเย่อวี๋หรานจ้องมองมา เขาก็กลัวจนรีบโยนความผิด “ยายเฒ่า เรื่องนี้จะตำหนิข้าไม่ได้นะ คนก็ท้องไปแล้วข้าจะทำอย่างไรได้เล่า? จะปล่อยให้เลือดเนื้อของสกุลจูออกไปอยู่ภายนอกไม่ได้กระมัง?”
“ยิ่งไปกว่านั้น ครอบครัวแม่นางเปี้ยนเป็นผู้มีพระคุณของสกุลจูของพวกเรา เป็นนางที่ช่วยพริกของบ้านพวกเราเอาไว้ ไม่เช่นนั้นรอเจ้ากลับมา พริกคงตายไปหมดแล้ว”
……
“เรื่องพริกมาเกี่ยวข้องด้วยได้อย่างไร” เย่อวี๋หรานขมวดคิ้ว
“หากไม่เชื่อ เจ้าก็ถามเจ้าใหญ่ได้” จูเหล่าโถวลากจูต้าลงน้ำอีกครา
จูต้าก็รู้สึกกลัวอยู่บ้างเช่นกันที่ชื่อของตัวเองถูกเรียกขึ้นมา เขารู้ว่าไม่ใช่ความผิดตัวเอง และไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับตัวเอง แต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกใจฝ่อ
“เรื่องนี้เป็นความจริงขอรับ ไม่กี่วันก่อนพริกของพวกเรามีปัญหาจริง ๆ…” จูต้าบอกว่าวันหนึ่งหลี่ซื่อสังเกตเห็นเรื่องที่ใบของพริกมีสีเหลือง
หลี่ซื่อออกมาอธิบายว่าในยามที่เก็บพริกบังเอิญเห็นเข้าจึงบอกให้ทุกคนรู้ทันที
ทุกคนในหมู่บ้านรู้เรื่องนี้เข้าก็ล้วนวิ่งมาช่วย แต่ไม่มีผู้ใดเคยปลูกพริก ทุกคนจึงไม่รู้ว่าสาเหตุคืออันใดจนลำบากกันอยู่พักหนึ่ง
ในยามนั้นเองเปี้ยนชิวอิ่งก็ปรากฏตัว
“ท่านแม่ แม่นางเปี้ยนผู้นี้บอกว่านางเป็นอดีตชาวสวน พริกของท่านที่ซื้อไปก็เป็นพริกจากบ้านนางเจ้าค่ะ…” ยามที่หลี่ซื่อพูดก็ยังระมัดระวังท่าทีของเย่อวี๋หรานไปด้วย กลัวว่าอีกฝ่ายจะระเบิดโทสะออกมา
เฮ้อ รู้สึกว่าตัวเองจะต้องกลับไปเป็นคนเลวอีกครั้งแล้ว!
ความจริงอนุนี่ก็ไม่ใช่ของผู้ชายในบ้านข้าด้วย!
สืบสาวราวเรื่องไปมา คาดไม่ถึงว่าเรื่องนี้กลับย้อนมาหาตัวเอง เย่อวี๋หรานรู้สึกขมขื่นจนแทบไม่อยากเอ่ยอันใด
ใบหน้าของนางไร้ความรู้สึก สายตากวาดมองไปยังทุกคนที่อยู่ตรงนั้น มีเพียงเปี้ยนชิวอิ่งผู้เดียวที่นางไม่ได้มองราวกับผู้หญิงคนนี้ไม่มีตัวตน “เช่นนั้นเรื่องนี้ก็เป็นความผิดของข้าหรือ?”
เปี้ยนชิวอิ่งรู้สึกแปลก ๆ ก่อนหน้านี้ยามที่เกิดเรื่องของนางสกุลจูไม่ได้มีการตอบสนองเช่นนี้
แต่เมื่อ ‘ฮูหยินเฒ่าจู’ ผู้นี้กลับมา ท่าทีของทุกคนก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
ยามนี้นางไม่แน่ใจแล้วว่าตกลงเรื่องนี้นับวันจะยิ่งเข้าทางนางหรือไม่เข้าทางกันแน่?
สถานการณ์ไม่ชัดเจน นางก็เตรียมพร้อมจับตาดูอีกครา
หลี่ซื่อมีท่าทีเคร่งขรึม “ท่านแม่ พวกเราไม่ได้หมายความเช่นนั้นเจ้าค่ะ พวกเราเพียงอยากบอกว่ายามนั้นพวกเราเก็บแม่นางเปี้ยนไว้เพราะเหตุนี้…ไม่เช่นนั้น หากมีหญิงแปลกหน้าวิ่งเข้ามาที่บ้านพวกเรา พวกเราย่อมไม่ให้มาอยู่ด้วยตามใจ พวกเราไม่ได้โง่ถึงเพียงนั้นเจ้าค่ะ…”
“เหอะ! ไม่ได้ ‘โง่’ ถึงเพียงนั้นแต่ก็ยัง ‘กวักมือเรียกคน’ เข้าบ้าน” เย่อวี๋หรานกล่าวถากถางหนึ่งประโยค
หลิวซื่อคาดไม่ถึงกับเรื่องนี้ว่าแม่สามีจะตำหนิ นางจึงกล่าวอย่างไม่พอใจ “ท่านแม่ ท่านว่ามาเถอะเจ้าค่ะว่าเรื่องนี้จะจัดการอย่างไร ลูกชายท่านพาคนท้องโตเข้ามา หรือพวกเราจะทำเป็นไม่รู้จักคนแล้วขับไล่ออกไปได้หรือเจ้าคะ? ข้าหวังว่าท่านจะจัดการเรื่องนี้เพื่อที่ยามบ้านเดิมของข้ามา ข้าจะสามารถอธิบายให้คนฟังได้ว่าอนุคนนี้มาได้อย่างไร ทั้งยังเป็นข้าที่เสียหน้าอีก…”
เด็กก็เกิดมาแล้ว นางเองก็ยังอยู่ในช่วงเก็บตัวหลังคลอด แต่กลับมี ‘อนุ’ ผู้หนึ่งเข้ามาเช่นนี้ เกรงว่านางคงไม่กล้าแจ้งให้ที่บ้านเดิมรู้ด้วยซ้ำ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องงานเลี้ยงของเด็กแรกเกิดเลย
ตอนนี้ความหวังเพียงหนึ่งเดียวถูกฝากไว้กับเย่อวี๋หราน แต่แม่สามีกลับเพิ่งต่อว่านาง นางก็ไม่รู้แล้วว่าตัวเองยังสามารถกอดความหวังนี้ไว้ได้หรือไม่
เย่อวี๋หรานเมินเฉยหลิวซื่อ ในใจครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ จากนั้นไล่ทุกคนออกจากห้องไปเหลือไว้เพียงจูซาน
“ท่านแม่ เรื่องนี้ดูเหมือนจะซับซ้อนอยู่บ้างขอรับ” แม้จูซานจะไม่พูดตามตรง แต่หูของเขาก็ตั้งขึ้นมา
เขาคาดไม่ถึงว่าช่วงที่พวกเขาไปโจวเสวีย ที่บ้านจะเกิดเรื่องราวมากมายเช่นนี้
“ต่อให้เป็นเรื่องซับซ้อน ขอเพียงพินิจดูให้ดีก็จะสามารถค้นพบอย่างชัดแจ้งว่าตกลงแล้วเกิดอันใดขึ้น เดี๋ยวเจ้ามาช่วยข้าเรียกคนเข้ามาทีละคน ค่อย ๆ ถามทีละคน…” เย่อวี๋หรานสบตาจูซานพลางกล่าวว่า “ป้องกันไม่ให้มีผู้สมรู้ร่วมคิดกัน เข้าใจหรือไม่?”
นางกัดฟันเน้นย้ำคำว่า ‘ผู้สมรู้ร่วมคิด’
จูซานแปลกใจ “ท่านแม่ คงไม่ถึงขั้นนั้นกระมัง? พวกเขาอย่างมากก็กลัวถูกท่านต่อว่าจึงอาจโกหกไปบ้าง แต่เรื่องสมรู้ร่วมคิด…มันไม่ร้ายแรงเกินไปหรือขอรับ?”
“ร้ายแรงเกินไป? แต่เจ้ารู้หรือว่าในบรรดาพวกเขาผู้ใดพูดจริง ผู้ใดพูดเท็จ?”
“เอ่อ…เรื่องนี้ข้าไม่รู้จริง ๆ ข้ากับท่านแม่ล้วนเพิ่งกลับมาเช่นเดียวกัน”
“ในเมื่อไม่รู้ เช่นนั้นก็ให้ถือว่าพวกเขาทั้งหมดพูดโกหก ตอนนี้สิ่งที่พวกเราต้องทำก็คือการเรียกเข้ามาทีละคน แล้วดูว่าใครพูดความจริง เลือกความจริงออกมาแล้วทิ้งคำโกหกไป ในเมื่อเป็นคนโกหกย่อมต้องมีร่องรอยให้จับสังเกตเป็นธรรมดา”
จูซานได้ยินแม่ของเขาพูดเช่นนี้ก็รู้สึกว่าสมเหตุสมผล จึงไม่พูดเรื่องไร้สาระอีกและให้ความร่วมมือด้วย
คนแรกที่เข้ามาเป็นธรรมดาที่จะเป็นหลี่ซื่อ เรื่องในบ้านนอกบ้านมากมายไม่มีเรื่องที่นางไม่รู้ ขอเพียงถามนางก็จะรู้เรื่องมากมายที่ถามแล้วคนอื่นไม่รู้
เป็นไปดังคาด เย่อวี๋หรานได้รู้เรื่องมากมายจากปากของหลี่ซื่อ
เป็นต้นว่าวันนั้นยามที่เปี้ยนชิวอิ่งมาถึงสกุลจูสวมเสื้อผ้าแบบใด ติดต่อกับผู้ใดเป็นคนแรก และไปพูดกับใครที่ไหนบ้าง…
ที่สำคัญคือเปี้ยนชิวอิ่งมักจะติดต่อกับผู้ใด
ในเรื่องเหล่านี้ เย่อวี๋หรานก็สามารถคว้าประเด็นมาไว้ได้มาก หลังจากจับประเด็นเหล่านี้ได้ก็พาคนเข้ามา
‘ตรวจสอบ’ ทีละคน
ในขั้นตอนตรวจสอบเหล่านี้ เย่อวี๋หรานก็ยังได้รู้รายละเอียดอีกมาก
นางเรียกคนหนึ่งเข้ามาแต่ไม่ได้ให้เขาเชิญใครออกไป และให้จูซานใช้ผ้าเช็ดหน้าผูกใบหน้าคนเอาไว้เพื่อเป็นการ ‘ปิด’ ปาก
พวกเขาแต่ละคนถูก ‘เชิญ’ เข้ามาทีละคน ไม่มีใครถูกละเว้น ทุกคนพอใจกับการเข้าพบนี้
พวกเขาส่งสัญญาณทางสายตาให้กัน
ท่านแม่หมายความว่าอย่างไร?
โธ่เอ๊ย ไม่ต้องสนใจความหมาย แค่ทำตามก็พอ
ค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป จนนอกห้องเหลือเพียงเปี้ยนชิวอิ่ง หลินซานเม่ย หลินซื่อเม่ย รวมถึงพวกเด็ก ๆ อย่างต้าเป่าและเอ้อร์เป่า
เข้าห้องไปแล้วไม่มีใครออกมา ยิ่งเวลาผ่านไป เปี้ยนชิวอิ่งก็ยิ่งไม่สบายใจมากขึ้นเรื่อย ๆ
เพราะนางพบว่าหญิงชราจากชนบทผู้นี้ไม่ได้ใช้วิธีตามปกติ จนทำให้คนได้แต่เกาหัว
เรื่องที่นางได้ยินมาก่อนหน้านี้ล้วนกลายเป็นเรื่อง ‘ไร้สาระ’
นางไม่อาจทนรออยู่ต่อไปได้ จึงเริ่มเข้าไปพูดคุยกับหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ย หวังว่าจะได้ยินเบาะแสอะไรบ้าง
แต่หลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยจะรู้อันใดเล่า เรื่องที่จูปาเม่ยไม่รู้ พวกนางก็ยิ่งไม่รู้
ถามอยู่นานก็ไม่มีสิ่งที่ใช้ประโยชน์ได้แม้แต่น้อย
ในใจเปี้ยนชิวอิ่งก็อดไม่ได้ที่จะมีโทสะ ‘มิน่าเล่า เด็กสาวสองคนนี้อยู่สกุลจูมาตั้งนานก็ยังเป็นเพียงคนใช้ ช่างโง่เขลาเสียจริง’
ยามนี้เองจูซานก็เดินออกมาจากข้างใน “แม่นางเปี้ยน ถึงตาเจ้าแล้ว”
เปี้ยนชิวอิ่งกอดท้องสูดหายใจเข้าลึกและเดินเข้าไป