ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 867 ยิ่งใจแคบก็ยิ่งระแวง
โอ้สวรรค์ เหตุใดข้าถึงได้รู้สึกว่าหลังของข้าหายดีแล้ว!
เย่อวี๋หรานลุกขึ้นอย่างไม่อยากจะเชื่อก่อนพยายามก้าวเดิน
เดิมทีนางยังระวังอยู่บ้าง ทว่าภายหลังก็มั่นใจมากขึ้น ไม่ว่านางจะลองสักกี่รอบก็ดูท่าว่าเอวของนางจะไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใด
ราวกับว่านางไม่เคยบาดเจ็บมาก่อน
ตอนนี้เองที่เสียงจูปาเม่ยดังมาจากนอกบ้าน “ท่านแม่ ท่านตื่นหรือยัง?”
เย่อวี๋หรานรีบกลับไปนั่งบนเตียงพลางเอ่ยตอบ “อืม ตื่นแล้ว เข้ามาสิ”
“เช่นนั้นข้าเข้าไปแล้วนะเจ้าคะ” จูปาเม่ยเดินเข้ามาช่วยมารดาหวีผม
เนื่องจากเย่อวี๋หรานเดินไม่ได้ และโต๊ะเครื่องแป้งกับข้าวของอื่น ๆ ก็วางไว้อีกฟากห้อง จูปาเม่ยจึงรับหน้าที่หวีผมและนำน้ำมาให้ ระหว่างนั้นก็พูดคุยกันตามประสาแม่ลูก
ส่วนหน้าที่เข็นเก้าอี้รถเข็นนั้นตกเป็นของบรรดาพี่ชาย
ความคิดของเย่อวี๋หรานที่จะให้ครอบครัวถังช่วยเข็นเก้าอี้รถเข็นให้นั้นนับว่าไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง
หนึ่งคือสกุลจูไม่เคยชินกับการมีข้ารับใช้ พวกเขามักทำทุกอย่างด้วยตนเอง อีกทั้งเหล่าลูกชายและลูกสะใภ้ต่างไม่คิดว่าคนอื่นจะกตัญญูได้เหมือนพวกเขา และคงไม่สามารถดูแลท่านแม่ได้ดีเท่าพวกเขาเอง
ด้วยเหตุนี้นอกจากถังเสี่ยวไห่และภรรยาที่ติดตามจูซานกลับไปเมืองผู่โซ่ว สมาชิกสกุลถังที่เหลือจึงมีหน้าที่ ‘ทำงานบ้าน’ และ ‘ใช้แรงงาน’ เท่านั้น
ผู้ชายลงเรือกสวนไร่นาไปกับพี่น้องสกุลจู ขณะที่ผู้หญิงอยู่บ้านช่วยงานสะใภ้สกุลจู
ทำให้ถังต้าไห่ถึงกับบ่นกับถังเหล่าโถว “ท่านพ่อ เราเป็นข้ารับใช้ไม่ใช่ชาวไร่ ทำไมต้องมาทำไร่ทำสวนเช่นนี้ทุกวันด้วย”
“แล้วอย่างไรเล่า เจ้านายก็ทำงานกันหมด เราเองเป็นข้ารับใช้ก็ต้องทำให้ได้ จะอยู่ว่างหรืออย่างไร” หลังจากทำงานมาทั้งวัน ถังเหล่าโถวเองก็เหนื่อยล้า ไม่มีอารมณ์มาปลอบใจลูกชาย “ไม่ใช่หรืออย่างไร”
“แต่ว่า… เราทำสวนไม่เป็น”
“ไม่มีใครเก่งมาตั้งแต่เกิดหรอก เจ้านายสั่งให้ทำสิ่งใดก็ทำไป อย่าพูดมาก ต่อให้ไม่เห็นแก่ตัวเองก็เห็นแก่ลูกบ้าง” เมื่อนึกถึงหลานชายคนรองอย่างถังชิงจู้ที่ได้เล่าเรียนเป็นครั้งแรกและไปสำนักศึกษากับนายน้อยรองทุกวัน รวมถึงหลานชายคนโตอย่างถังเสี่ยวโต้วที่ได้รับเลือกเป็นเพื่อนเล่นของนายน้อยสามและนายน้อยสี่ ถังเหล่าโถวก็รู้สึกว่าคุ้มค่ากับที่ตนเองทำงานหนักแล้ว
อย่าคิดว่าที่ผ่านมาเขาจะเอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงานให้กับสกุลจู ทว่าแท้จริงยังไม่ลืมจะเปิดตาเงี่ยหูสังเกตเรื่องราวต่าง ๆ ของสกุลจูอยู่ตลอด
กอปรกับข่าวที่ภรรยาของเขาได้ยินมา ถังเหล่าโถวรู้สึกว่าสกุลจูค่อนข้าง ‘มีอนาคต’
อย่ามองเพียงว่าตอนนี้พวกเขาไม่โดดเด่น แต่พวกเขานับว่าเป็น ‘ผู้มีอิทธิพล’ ในหมู่บ้านสกุลจู แม้แต่เจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโสยังต้องฟังพวกเขา อีกทั้งยังทำธุรกิจในเมือง ทั้งหมดต่างเป็นสัญญาณของ ‘ความเจริญรุ่งเรืองของครอบครัว’
แม้สกุลจูจะไม่อาจกลายเป็นสกุลเศรษฐีได้ ทว่าด้วยกิจการการเพาะปลูกและการรู้หนังสือ ภายในไม่กี่ปีจะต้องกลายเป็นครอบครัวที่มีความเป็นอยู่ที่ดีอย่างแน่นอน
ถึงยามนั้นนายน้อยของสกุลจูค่อย ๆ เติบโตขึ้น และหลานชายของเขาจะกลายเป็นที่โปรดปรานของพวกเขา
“ท่านพ่อ ท่านยังมีใจพูดเช่นนั้นอีกหรือ” ถังต้าไห่ท้วง “เสี่ยวโต้วลูกข้าอายุมากกว่าชิงจู้เห็น ๆ ฮูหยินผู้เฒ่ากลับให้ชิงจู้ไปเรียนหนังสือ แล้วให้ลูกข้าอยู่บ้านเป็นเพื่อนเล่นกับหลานสองคน ชักจะมากเกินไปแล้ว”
“โทษใครได้เล่า” ถังเหล่าโถวเหลือบมองบุตรชาย “ตอนที่ฮูหยินผู้เฒ่าเลือก นางก็ให้พวกเขาทั้งสองไปเรียนและสอบทั้งคู่ ผลปรากฏว่าเสี่ยวโต้วลูกเจ้าด้อยกว่าชิงจู้มาก แล้วใครจะไม่เลือกชิงจู้เล่า นายน้อยใหญ่เป็นหลานคนโตของสกุลจู ต้องได้รับการฝึกฝนในภายภาคหน้า จะให้ฮูหยินผู้เฒ่าไม่เลือกคนเก่งแต่เลือกผู้ที่ด้อยกว่าอย่างนั้นหรือ ตอนข้าบอกว่าให้เจ้าตั้งใจอบรมสั่งสอนเสี่ยวโต้วก็ไม่ฟัง ตอนนี้จะมาเทียบกับชิงจู้ลูกน้องชายเจ้าไม่ได้ เจ้าจะโทษใครได้กัน”
ถังต้าไห่รู้สึกว่าแทงใจดำ “เป็นหน้าที่ของเมียในการดูแลลูก ข้าจะทำอย่างไรได้”
ถังเหล่าโถวมองตำหนิ “เจ้าเองก็เลือกเมียคนนี้เองไม่ใช่หรือ เดิมทีข้าบอกให้แม่เจ้าเลือกให้ เจ้าก็ไม่เชื่อแล้วต้องการเลือกเอง… พอเลือกเองแล้วก็ได้คนเช่นนี้มา”
เดิมทีเขาไม่ได้เข้าข้างลูกสะใภ้รอง ทว่าเมื่อมีหลานชายคนรองก็เห็นได้ชัดว่านางสั่งสอนลูกได้ดีกว่ามาก ทำให้หลานชายเฉลียวฉลาดน่าเอ็นดูมากกว่า เขาย่อมมีใจลำเอียงเป็นธรรมดา
มีผู้ใดไม่ชอบเด็กเฉลียวฉลาดและรู้ความกันบ้างเล่า
ตอนนี้ถังต้าไห่พูดไม่ออกเพราะบิดาพูดถูกทุกอย่าง เขาเลือกภรรยาด้วยตนเอง ต่อให้พ่อแม่จะคัดค้านแต่สุดทายก็ทำได้เพียงยอม
นึกไม่ถึงว่าแต่งเข้ามาแล้วถึงได้พบว่าร่างกายของนางมีปัญหามากมาย แม้แต่ลูกที่เลี้ยงดูก็ยังไม่ดีเท่าครอบครัวของน้องชาย
“สายเกินกว่าจะเสียดายแล้ว อย่าคิดเรื่องนี้อีกเลย ตั้งใจทำงานซะเถิด” ถังเหล่าโถวเกรงว่าลูกชายจะก่อเรื่องจึงพูดปลอบ “นายน้อยสามกับสี่ก็ใช้ได้เช่นกัน แม่ของพวกเขายังเป็นคนทำบัญชีของสกุลจูด้วย ไม่เห็นหรือว่ากิจการทุกอย่างของสกุลจูลล้วนผ่านมือฮูหยินสี่ทั้งนั้น แม่ของพวกเขามีหน้าที่ดูแลการเงินของสกุลจู ต่อไปแม้ไม่ได้เล่าเรียนก็ยังมีชีวิตสุขสบาย เสี่ยวโต้วติดตามพวกเขาไม่มีลำบาก”
“จริงของท่าน” ครั้นได้ยินบิดาบอกเช่นนี้ ถังต้าไห่ก็รู้สึกยินดีที่ลูกชายได้ติดตามนายน้อยสามและนายน้อยสี่ อย่างน้อยครอบครัวสี่ก็มีเงินทอง
บางครั้งการเรียนไม่ได้หมายความว่าจะมีอนาคต การมีเงินต่างหากที่จะทำให้มีชีวิตสุขสบายได้
ถังต้าไห่กลับไปเล่าเรื่องนี้ให้ภรรยาฟัง
แม้นางจะยินดีทว่ายังคงแคลงใจอยู่บ้าง “ในเมื่อลูกชายเราติดตามนายน้อยครอบครัวสี่เป็นเรื่องดี เหตุใดน้องชายท่านถึงยอมให้ชิงจู้ติดตามนายน้อยครอบครัวใหญ่ไปเล่า”
“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร” เขาเอ่ย “อย่างไรเสียหากเป็นอย่างที่ท่านพ่อบอกจริงก็ไม่มีสิ่งใดเสียหาย ข้าเอาแต่คิดเหลวไหลทั้งวัน ท่านพ่อไม่ชอบเจ้าอยู่แล้ว หากเขารู้ว่าเจ้าเป็นคนยุยงข้าเขาต้องยิ่งไม่ชอบเจ้าแน่ ข้าทำงานข้างนอกทั้งวัน ไม่มีเวลาดูแลเจ้า หากท่านแม่ต้องการบีบคั้นเจ้า ข้าก็ไร้หนทางช่วยเหลือ”
“ข้าเข้าใจ ต่อไปข้าจะระวังตัว ว่าแต่ท่านไม่ได้บอกท่านพ่อว่าข้าเป็นคนบอกให้ท่านพูดเช่นนั้นใช่ไหม”
“เปล่า เห็นข้าโง่เพียงนั้นเลยหรือ ท่านพ่อเพียงคิดว่าเป็นสิ่งที่ข้าต้องการพูดเอง”
……
เรื่องที่ถังต้าไห่เล่าให้ภรรยาฟัง ถังเหล่าโถวเองก็เล่าให้ป้าถังฟังเช่นกัน
เขาไม่คิดมากเรื่องนี้ ทว่าผู้ที่รับมือกับลูกสะใภ้ทั้งสองมาทั้งวันอย่างป้าเฉิน ไฉนเลยจะไม่รู้ว่าถ้อยคำเหล่านี้มาจากใคร
ฟังคราวเดียวก็รู้ว่าลูกชายโง่เง่าของนางไม่ได้คิดเอง แปดในสิบส่วนต้องเป็นสะใภ้ใหญ่ที่ยุยงเรื่องนี้
คิดได้ถึงเพียงนี้แต่ทั้งวันกลับไม่ขยับทำสิ่งเหมาะสม รู้จักแต่จะก่อเรื่องวุ่นวาย
นางโชคร้ายที่มีลูกสะใภ้เช่นนี้
ป้าถังไม่พูดอะไรกับถังเหล่าโถว ทว่าลอบคิดในใจว่าต่อไปจะจับตามองสะใภ้ใหญ่แล้วหาเรื่องให้ยากเข็ญเสีย จะได้ไม่มีเวลาไป ‘ก่อเรื่องเดือดร้อน’
เย่อวี๋หรานไม่กล้าป่าวประกาศว่าตนเองกลับมาเดินได้ในชั่วข้ามคืน นางยังคงแสร้ง ‘พิการ’ ให้ลูกชายและลูกสะใภ้ดูแล
ใช่ว่านางต้องการหลอกลวงพวกเขา ทว่ามันกะทันหันเกินไปจนไม่ทันตั้งตัว
นางเกรงว่าหากแพร่งพรายออกไปแล้วตนเองจะกลายเป็น ‘ปาฏิหาริย์’ ครั้งใหญ่
การเป็นที่สะดุดตาเช่นนั้นไม่ใช่เรื่องดี มันอาจดึงดูดเรื่องเลวร้ายเข้ามาโดยบังเอิญ หากสกุลผู้มีอำนาจจับตามองแล้วคิดว่าครอบครัวของนางมียาวิเศษแล้วต้องการให้มอบให้จะทำอย่างไรเล่า เพราะต่อให้ครอบครัวล่มสลายก็ไม่มีสิ่งใดจะมอบให้ได้