ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 868 กระทั่งคนของตนเองยังหลอก สมกับเป็นจูต้าเหนียง!
เย่อวี๋หรานย่อมไม่ได้ต้องการให้ตนเองอาการไม่ดีไปตลอดชีวิต จึงบอกให้ลูกสะใภ้ไปหา ‘ยาแผนโบราณ’ โดยอ้างว่าต้องการรักษาอาการป่วยของตนเอง
ตอนนี้นางกินอิ่มนอนหลับ นอกจากเดินเหินไม่ได้แล้วก็ไม่มีปัญหาอื่นอีก ที่ท่านหมอไป๋หลี่น้อยไม่สามารถรักษานางได้ต้องเป็นเพราะ ‘ยาผิดขนาน’ แน่ ขอเพียงหา ‘ยา’ ที่เหมาะสมได้ นางก็คงกลับมาเดินได้
ทั้งการนวดและตำรับยาพื้นบ้านล้วนถูกนำมาใช้ เรื่องนี้แพร่สะพัดจนรู้ไปทั้งสามบ้านแปดบ้าน
ลูกบุญธรรมของนางอย่างหลี่ฉินเอาของมาเยี่ยมนาง ครอบครัวของบรรดาลูกสะใภ้ต่างพากันมาหา แม้แต่นายท่านผู้เฒ่าซุนยังให้คนมาส่งของกำนัลพร้อม ‘ยาตำรับพื้นบ้าน’ มาให้
“ท่านแม่ ท่านต้องใช้ยาเหล่านี้จริงหรือ?” หลังได้ฟังต้าเป่าอ่านคำที่เขียนออกมา จูอู่ก็นิ่วหน้าเพราะไม่อยากให้เย่อวี๋หรานใช้ยานี้
ทั้งเหล็กในผึ้งและรังมดที่ถูกละเลง นี่มันยาประสาอะไรกัน?
“ใช้สิ ทำไมจะไม่ใช้เล่า” นางบอกโดยที่สายตาไม่วูบไหวสักนิด “พวกเจ้าไม่ต้องการให้ข้าใช้เพราะไม่ต้องการให้ข้าหายดีหรือ?”
ถ้อยคำนี้หนักหนาไม่น้อย ไม่มีลูกชายและลูกสะใภ้คนใดกล้าแย้ง
พวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากไปเตรียมการตามตำรับยาให้
ส่วนว่าใช้อย่างไรและเมื่อใดนั้นขึ้นอยู่กับเย่อวี๋หราน
หลังจากที่นางได้ทุกอย่างเสร็จสรรพก็ไล่ทุกคนออกจากบ้านก่อนจะปิดประตู
คนสกุลจู “…”
ท่านอยู่เพียงลำพังแบบนี้จะใช้ยาได้อย่างไร
ทว่าน่าเสียดายที่ไม่มีใครกล้าทักท้วง และคนที่กล้ามีปากมีเสียงคงจะถูก ‘ต่อว่า’
เย่อวี๋หรานที่อยู่ในบ้านไม่ได้ใช้มันแต่อย่างใด กลับมองหาบางอย่างมาเก็บมันเพื่อเตรียมโยนทิ้งในยามที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
กานอี้เซียนเห็นนางวิ่งวุ่นก็งุนงงเต็มที อาการหายดีแล้วเหตุใดนางยังต้องทำเรื่องให้วุ่นวายเช่นนี้ด้วย?
ความแคลงใจเกินกลั้นทำให้เขามาปรากฏตัวต่อหน้านาง
“จูต้าเหนียง ทำไมท่านไม่บอกพวกเขาว่าท่านหายดีแล้ว?”
เย่อวี๋หรานหันไปเห็นเขายืนอยู่ด้านหลังก็กุมขมับ “เมื่อไหร่เจ้าจะเลิกนิสัยชอบโผล่มาด้านหลังเงียบ ๆ ให้ผู้อื่นตกใจเช่นนี้ เป็นอย่างนี้ทุกครั้งไป ข้าจะหัวใจวายตายเพราะเจ้าอยู่แล้ว”
เพียงแค่ต้องการย่องมาหายามไม่มีใครอยู่ กลับกลายเป็นว่าเขาโผล่มาไม่ให้สุ้มให้เสียงจนแทบทำนางหัวใจวายเสียได้
วัวสันหลังหวะเป็นเช่นนี้นี่เอง
เขาหน้าเสียพลางเกาจมูก จะบอกจุดประสงค์ที่จงใจทำเช่นนี้ออกไปได้อย่างไรกัน
ไม่เช่นนั้นเขาจะอธิบายสาเหตุที่ตนเอง ‘หายตัว’ มาได้อย่างไร
“จูต้าเหนียง ท่านยังไม่ได้ตอบคำถามข้าเลย”
“ข้าจะบอกพวกเขาได้อย่างไร” นางมองหน้าเขาด้วยท่าทีจนใจ “เจ้ามักง่ายทำให้ข้าหายดีในชั่วข้ามคืนเช่นนี้ ข้าจะอธิบายเรื่องที่อาการดีขึ้นในชั่วข้ามคืนกับพวกเขาได้อย่างไร หรือจะให้ข้าบอกว่าฝันถึงบรรพบุรุษสกุลจู พวกเขาจึงรักษาให้ข้าในฝันอย่างนั้นหรือ?”
“เอ่อ… จูต้าเหนียง ทำไมท่านถึงคิดว่าข้าเป็นคนรักษาท่าน” เขาเองก็คล้ายจะเห็นนางอาการดีขึ้นเป็นครั้งแรกเช่นกันไม่ใช่หรือ?
เย่อวี๋หรานมองเขาอย่างงงงัน “ยังต้องถามอีกหรือ เจ้ามาหาข้าก่อนที่ข้าจะหายดี”
“ได้อย่างไร? มีคนมากมายแวะมาเยี่ยมเยือนครอบครัวท่านอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน…” กานอี้เซียนท้วงเพราะมีคนมาซื้อของจากสกุลจูทุกวัน เขาไม่ใช่คนเดียวที่มาหาเป็นแน่
“เจ้าต่างออกไป ผู้อื่นมา ‘เยี่ยมเยือนบ่อยครั้ง’ นับว่าเป็นเรื่อง ‘ปกติ’ ทว่าเจ้า ‘ผิดปกติ’ ยิ่งไปกว่านั้นเจ้ายังพูดจาแปลก ๆ กับข้า วันนี้เจ้ายังรู้อีกว่าข้าหายดีแล้ว… เรื่องทั้งหมดนี้ไม่ได้บ่งชี้ว่าเจ้าเป็นคนรักษาข้าอย่างนั้นหรอกหรือ? หากไม่ใช่ เจ้าก็น่าจะแปลกใจที่ตอนนี้เห็นข้าเดินได้แล้วไม่ใช่หรือ?”
“แต่… มันไม่ได้หมายความว่าข้าเป็นคนรักษา เป็นเพียงการคาดการณ์ของท่าน… ใช่แล้ว เป็นเพียงการคาดการณ์ ท่านไม่มีหลักฐานเสียหน่อย”
เย่อวี๋หรานยักไหล่ “ใช่ ถูกของเจ้า มันเป็นเพียงการคาดการณ์ ข้าไม่มีหลักฐานจริง ๆ แต่ข้าก็ไม่ต้องการหลักฐานเช่นกัน ข้าคิดว่ามันเป็นเช่นนั้นก็พอแล้ว”
กานอี้เซียน “…”
เหตุใดเมื่ออยู่ต่อหน้านาง เขาถึงได้รู้สึกเถียงไม่ออกทุกครั้งไป
เย่อวี๋หรานไม่ต่อความยาวสาวความยืดเรื่องนี้ กลับกล่าวเบี่ยงประเด็น “ตอนนี้เจ้าคงรู้แล้วใช่ไหมว่าทำไมข้าถึงต้องแสร้งทำ หากหายดีทันตาเกินไปจะไม่น่าตกตะลึงแย่หรือ? มันคงกลายเป็นเรื่องระทึกขวัญ ข้าไม่ต้องการเป็นตัวเอกของเรื่องระทึกขวัญนี้ ข้าเป็นเพียงคนธรรมดา ขอข้าเล่นบทชาวบ้านธรรมดาดีกว่า ส่วนอาการบาดเจ็บของข้า รักษาสักปีครึ่งแล้วอาการค่อย ๆ ดีขึ้นถือว่าเป็นเรื่องปกติ ใช้ยาหลายขนานเพียงนี้ต่อให้ตอนนั้นใครมาถามข้าก็ยังอธิบายได้ว่าหายดีเพราะยาตัวใด”
นางชี้ไปยังกล่องบนโต๊ะที่มีการเขียนกำกับว่า ‘ยาพื้นบ้าน’ เพื่อใช้รักษาโรค แม้จะมีคนมาถามจริง ๆ นางก็เพียงเอาไปให้จดตำรับลอกเลียน
ไม่ว่าจะใช้ได้ผลหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับ ‘โชค’ ของคนเหล่านั้นแล้ว
นางตั้งใจจะส่งต่อสิ่งนี้เป็น ‘มรดกตกทอดของสกุล’ เพื่อให้ทุกคนเชี่อว่าคำโป้ปดของนางเป็นเรื่องจริง
กานอี้เซียน “…”
แม้กระทั่งคนของตนเองยังหลอกได้ สมกับเป็นจูต้าเหนียงจริง ๆ!
“ท่านไม่กลัวว่าลูกหลานจะถือสิ่งนี้เป็นจริงบ้างหรือ?” เขาถาม
“เชื่อว่าเป็นจริงเมื่อต้องเชื่อ หากพวกเขาตกที่นั่งลำบากจนต้องพึ่งพา ‘การรักษา’ นี้ ย่อมหมายความว่าอับจนหนทางและไม่มีวิธีที่ดีไปกว่านี้ ในเมื่อจนตรอก การป้อนยาม้าตาย*[1] และกอดความหวังเพียงน้อยนิดเอาไว้ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย” เพียงแค่นางไม่อาจคาดเดาได้ว่าลูกหลานคนใดจะดวงซวยเท่านั้น
ต่อไปลูกหลานดวงซวยคนนั้นคงได้คิดว่า… บรรพบุรุษ ท่านทำให้ข้าต้องตาย!
หลังกานอี้เซียนจากไป เย่อวี๋หรานก็โล่งใจขึ้นมาบ้าง
แม้จะไม่รู้ว่าเขาได้รับบทลงโทษเพื่อนางอย่างไร ทว่าการเห็นเขายังอยู่ดีก็นับว่าเพียงพอแล้ว
นางไม่ต้องการรู้ว่าเหตุใดเขาถึงได้อยาก ‘ช่วย’ นาง เพียงแค่อยากเชื่อว่ามันเกิดจากเจตนาดีเท่านั้น
ในเมื่อมันเป็น ‘ความหวังดี’ นางเองก็จะถือว่าการโกหกคำโตนี้เป็นไปเพื่อปกป้อง ‘ความหวังดี’ นั้น
ทุกความหวังดีไม่ควรถูกละเลย และมันเป็นสิ่งเดียวที่นางทำได้ในตอนนี้
นายท่านผู้เฒ่าซุนให้คนออกมาหา จูอู่จึงไปถามข้อมูล ทว่าสกุลซุนกลับไม่รู้เรื่องราวของ ‘สกุลเจี่ย’
ตอนที่พี่เป้าพาตัวหญิงสาวผู้นั้นไปจากบ้านสกุลจูก็ไม่ได้ส่งต่อให้สกุลซุน ‘จัดการ’ โดยตรง
เมื่อจูอู่กล่าวถึง ‘เจี่ยฮงฟาง’ ข้ารับใช้สกุลซุนก็บอก “อ๋อ ท่านหมายถึงนายท่านผู้เฒ่าเจี่ยนั่นเอง… เช่นนั้นข้าก็จำข้ารับใช้คนนั้นที่ท่านพูดถึงได้แล้ว เมื่อไม่นานมานี้นายท่านผู้เฒ่าเจี่ยกลับไปเมืองหลวงไม่ใช่หรือ? ข้าได้ยินว่าเขาไม่อยู่พักใหญ่ ภรรยาของเขาควบคุมดูแลอนุและสาวใช้ทั้งหมดในบ้าน ที่แย่ที่สุดคือครอบครัวของอนุที่ชื่อว่า ‘ชุนเหมย’ ทั้งสามคนก็หายตัวไปด้วย…”
“ทำไมข้าถึงไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน” จูอู่ชะงักก่อนถามต่อ “ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”
“นานแล้ว จากนั้นก็มีลือกันว่าอนุคนโปรดผู้นี้หนีไปพร้อมทรัพย์สิน แต่ยิ่งกว่ามีทรัพย์สินนางก็เป็นเจิ้งฝาง*[2] นางจะไม่มีเส้นสายได้อย่างไร นึกไม่ถึงว่าไม่กี่วันก่อนจะถูกส่งกลับมา เหอะเหอะ… หากนายท่านเจี่ยกลับมา นางคงถูกลงโทษเป็นแน่”
“…แล้วนายท่านของเจ้ารู้เรื่องนี้หรือไม่?” จูอู่ถาม
[1] ป้อนยาม้าตาย หมายถึง ลองอีกสักตั้งเป็นครั้งสุดท้าย
[2] เจิ้งฝาง คือ อนุภรรยาที่อยู่เรือนหลักของบ้าน