ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 871 จู่อู่มั่นใจว่ามีผู้ชอบพอซานเม่ยของนางแน่หรือ?
“เจ้าจะเข้ามายุ่งก็ไม่เป็นไร แต่เจ้าควรบอกข้าก่อนเผื่อว่าข้าจะมีหนทางที่ดีกว่านี้” จูอู่เอ่ย “ข้าคบค้าสมาคมกับคนหนุ่มสาวในหมู่บ้านเป็นประจำ หากเจ้าต้องการเลือกคนที่เหมาะสมก็ควรมาหาเสียก่อน ข้าจะได้แนะนำให้เจ้าได้”
หลินซื่อเถียงไม่ออก
นางจะบอกได้อย่างไรว่าตนเองรังเกียจบรรดาชายหนุ่มที่เขาคบค้าด้วยเพราะเป็นเพียง ‘ลิ่วล้อ’ และไม่ดีเท่าเหวินเหรินซาน
จูอู่จะไม่รู้นิสัยภรรยาได้อย่างไร มองแวบเดียวเขาก็รู้ทันนาง “เจ้ารังเกียจพวกเขาหรือ รู้สถานการณ์ของซานเม่ยกับซื่อเม่ยหรือไม่ นอกจากหลี่ฉินจะเป็นลูกบุญธรรมของท่านแม่แล้ว นางยังมีพ่อมีแม่และน้องชาย พื้นเพครอบครัวของนางค่อนข้างดีในพื้นที่แถบนี้ ต่อให้นางไม่ถูกทาบทามให้รู้จักกับเหวินเหรินซาน นางก็มีโอกาสได้พบกับผู้อื่น ทว่าน้องสาวทั้งสองคนของเจ้า มีใครในหมู่บ้านที่เจ้าคิดว่าพอจะแนะนำให้ได้บ้างไหม”
เขารู้ดีว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ทว่าหากมาจากปากคนอื่นคงไม่รื่นหูกว่านี้ หลินซื่อจ้องหน้าเขาอย่างไม่สบอารมณ์นัก “ซานเม่ยกับซื่อเม่ยของข้าก็ไม่เลว มีผู้หญิงคนใดในหมู่บ้านที่หาเงินได้เหมือนพวกนางไหม”
“เรื่องนี้นำไปกล่าวกับคนนอกได้หรือ ท่านแม่พยายามปิดบังเรื่องนี้แทบตาย กลัวว่าผู้อื่นจะรู้ว่าปาเม่ยมีเงินในมือมากแค่ไหน หากมันดึงดูดผู้ประสงค์ร้ายเข้ามาแล้วต่อไปปาเม่ยจะทำอย่างไร เจ้าอย่าบอกข้านะว่าบอกคนอื่นว่าซานเม่ยหาเงินได้มากแค่ไหนไปแล้ว?”
นางรีบบอกปัด “ข้าไม่ได้โง่ เรื่องเช่นนี้ต้องปิดบังเอาไว้ หากนำไปโพนทะนาแล้วผู้อื่นเกิดริษยาจะทำอย่างไร เพียงแต่เรื่องนี้ใช่ว่าเราไม่พูดแล้วผู้อื่นจะไม่รู้ ตอนนี้ก็มีคนร่ำลือกันนานแล้ว…”
การย้อมผ้าของสกุลจูเป็นความรับผิดชอบของจูปาเม่ยทั้งหมด โดยมีหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยอยู่ช่วยเป็นลูกมือ
ขอเพียงมีคนในหมู่บ้านนึกอิจฉา มองแวบเดียวพวกเขาย่อมรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จึงไม่มีทางที่จะ
‘ปิดบัง’ เรื่องนี้ได้อย่างที่หลินซื่อกล่าวเอาไว้
“เราปิดบังไม่ได้ แต่จะพูดหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่อง ขอเพียงเราไม่ยอมรับก็ไม่มีใครมีหลักฐาน ข้าคิดว่าเจ้าก็คงไม่ต้องการให้ซานเม่ยของเจ้าแต่งงานเข้าบ้านคนพรรค์นั้นและใช้นางเป็นเครื่องมือทำเงินหรอกใช่ไหม”
หลินซื่อส่ายหน้า “ไม่มีทาง”
“เจ้าคิดถูกแล้ว” ในที่สุดเขาก็กลับมากล่าวถึงเรื่องเหวินเหรินซานและอธิบายให้นางกระจ่างใจ
เหวินเหรินซานเพียงแค่ ‘ดูดี’ ทว่าท้ายที่สุดเขาก็ยังเป็นเจ้าหน้าที่ทางการ ต้องรับคำสั่งผู้อื่น
นอกเสียจากจะได้รับอนุญาต ไม่มีลูกหลานคนใดสามารถสอบขุนนางระดับเคอจวี่ได้ และต้องทำงานเป็น ‘เจ้าหน้าที่ในที่ว่าการ’ ไปชั่วลูกชั่วหลาน
“ไม่ดีหรอกหรือ? หากได้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ก็จะมีการงานมั่นคงและไม่อดตายไม่ตลอดชีวิต ข้าคิดว่ามันดีจะตาย” หลินซื่อใจรวนเร บางครั้งนางคิดว่าเจ้าหน้าที่ทางการไม่ดี บางครั้งนางก็คิดว่าดีที่ได้รับเงินมาหาเลี้ยงครอบครัวทุกเดือน
แต่งงานกับพวกลิ่วล้อที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำหาเงินได้เพียงน้อยคิด แล้วจะเลี้ยงลูกและมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร
“ได้เงินทุกเดือนแล้วมันมากแค่ไหนกัน? เจ้าช่วยมักมากแล้วคิดให้น้องสาวแต่งงานกับเถ้าแก่หรือปัญญาชนไม่ได้หรือ?” จูอู่อดดูแคลนไม่ได้ “เจ้าไม่ชายตามองพวกลิ่วล้อ แต่สุดท้ายคนที่เจ้าเลือกอาจไม่ดีเท่าพวกเขา ท่านแม่เลือกเหวินเหรินซานให้หลี่ฉิน เจ้าคิดว่าคนที่เหลือหากท่านแม่หมายตาแล้วนางจะไม่รู้จักเลือกคนที่ดีหรือ? ในเมื่อยังไม่เลือกหมายความว่านางไม่มอง… คนที่ท่านแม่ไม่มองเจ้าคิดว่าจะเป็นอย่างไรเล่า?”
“ทำไมเจ้าถึงชอบคนอย่างเขา เพราะว่าเขาเป็นเจ้าหน้าที่ทางการหรือ?”
“ท่านแม่แนะนำเหวินเหรินซานให้หลี่ฉินเพราะรู้สึกว่าเขาเป็นคนดีและพึ่งพาได้ ต่อให้ไม่ร่ำรวยหลี่ฉินก็ยังไม่เดือดร้อนหากแต่งงานกับเขา แต่คนอื่นจะพึ่งพาได้อย่างเหวินเหรินซานหรือไม่ก็ยากจะบอกได้” จูอู่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเล่า ‘นิสัยเลวทราม’ ของพวกเจ้าหน้าที่ทางการให้นางรู้
เคาะเท้าแคะฟันยังนับเป็นเรื่องเล็ก ยังมีเที่ยวโรงพนันและหอนางโลมในเมือง เจ้าหน้าที่ทางการเช่นนี้พบเห็นได้บ่อยครั้ง
หากไม่มีจุดยืนคงได้หลงผิดไป
หลินซื่อสูดปาก “ไม่นะ… จริงหรือ หากเป็นเช่นนั้นเหวินเหรินซานผู้นั้น…”
“เรื่องนี้ไม่ต้องกังวล ท่านแม่กล้าเลือกเขาเพราะรู้ว่าคนผู้นี้ต่างจากผู้อื่นที่ทำตัวเลวทรามไปทั่ว สมัยนี้หากจะแต่งงาน มีใครไม่ใส่ใจเลือกสกุลที่เหมาะสมบ้าง หากสกุลหลี่รังเกียจสกุลเหวิน ก็ใช่ว่าสกุลเหวินจะหาลูกสะใภ้ไม่ได้ เพียงแค่เหวินเหรินซานมีใจให้หลี่ฉินเอง”
หลินซื่อไม่พอใจ “เช่นนั้นท่านจะบอกว่าคนที่ดีที่สุดถูกเลือกให้หลี่ฉิน แล้วซานเม่ยกับซื่อเม่ยของข้าเล่า?”
การที่จูอู่กล่าวถึงเถ้าแก่และปัญญาชนไม่เข้าหูนางแม้แต่น้อย
“ยังมีเวลาอีกสองปีไม่ใช่หรือ? เจ้าเจ็ดได้เป็นซิ่วไฉแล้ว ครอบครัวเราก็มีกิจการในเมืองผู่โซ่วแล้ว เพียงแค่รอเก็บเกี่ยวมันเทศและข้าว จากนั้นค่อยซื้อที่ดิน…” จูอู่สาธยายภาพอนาคต “เจ้ามองแค่ในปัจจุบัน ผ่านไปสองปีครอบครัวเราจะยังเป็นแบบนี้อยู่อีกหรือ? ถึงตอนนั้นความเป็นอยู่ก็คงดีขึ้นแล้ว หากเจ้าย้อนกลับมามองผู้ที่เจ้าเลือกไว้ตอนนี้ยังจะนึกพอใจอยู่หรือ?”
“…” หลินซื่ออึ้งไป ทว่าในใจยังลังเล “ข้าเองก็อยากทำเช่นนั้น แต่ว่าจู่อู่ หากตอนนั้นผู้ที่เหมาะสมถูกเลือกไปแล้วจะทำอย่างไร ซานเม่ยโตขึ้นอีกสองปีนางก็จะเป็น ‘สาวเทื้อ’ แล้ว คงไม่มีใครให้เลือกมากนัก”
“เจ้ากลัวอะไรกัน? สตรีแก่กว่าสามปีไม่ต่างถือทองแท่ง*[1] ขอเพียงพื้นเพของสกุลเรามั่นคง ซานเม่ยของเจ้าได้เรียนรู้ทักษะจากท่านแม่ นางจะไม่สามารถคุมสามีได้อยู่หมัดเชียวหรือ?” เขาไม่เห็นว่าจะมีปัญหาแต่อย่างใด “ดูอย่างท่านพ่อข้า ชีวิตนี้เขาเคยพ้นเงื้อมมือของท่านแม่ไปได้หรือ?”
สิ่งที่เขาไม่ได้บอกคือเขาไม่ต้องการมีภรรยาที่ ‘โหด’ เท่ามารดาตนเองและอยู่ใต้อาณัติของนางด้วยเหตุนี้
หลินซื่อ “…”
หากเลือกคนที่อายุน้อยกว่าสามปีแล้วดีก็ไม่มีปัญหา ทว่า…
เขามั่นใจว่าผู้อื่นจะชอบพอซานเม่ยของนางแน่หรือ?
จัดการตอนนั้นไม่มีทางทันการ นางได้แต่ทำให้จูอู่ใส่ใจเรื่องนี้ แต่ไม่คิดรอสองปีและเริ่มมองหาตั้งแต่ตอนนี้ หากพบผู้ที่เหมาะสมจริง ๆ แล้วไปทาบทามก่อนก็ยังได้
ไม่เพียงแค่หลินซานเม่ย ยังมีหลินซื่อเม่ยด้วย หากหลินซานเม่ยยังไร้คู่ครอง ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงหลินซื่อเม่ยเลย
นางไม่ได้เป็นห่วงเพียงหลินซานเม่ย แต่เป็นน้องสาวทั้งคู่
จูอู่รับปากและให้นางสัญญาว่าต่อไปหากต้องการช่วยเหลือหลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยอีก ต้องมาถามความเห็นจากเขาก่อน
เขาเป็นผู้ชายที่ออกนอกบ้านเป็นประจำ ย่อมรู้ข่าวคราวมากกว่านาง
หากน้องสาวของนางแต่งงานกับคนที่เหมาะสมก็จะเป็นหน้าเป็นตาของสกุลจู เขาจึงไม่อาจนิ่งดูดายได้
บางทีหลินซานเม่ยอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตลอดช่วงที่เย่อวี๋หรานกลับมา พี่สาวของนางแทบจะ
‘จับ’ นางแต่งงานกับเจ้าหน้าที่ทางการแล้ว
นางไม่ได้สนใจเจ้าหน้าที่ทางการเพราะกำลังง่วนอยู่กับการหา ‘สินเดิม’ จึงไม่มีกะจิตกะใจไปสนใจเรื่องอื่นนอกเหนือจากนี้
ยิ่งมีสินเดิมมากนางก็ยิ่งมีความเป็นอยู่ที่ดี หากสามารถซื้อที่ดินสักหมู่สองหมู่ก่อนแต่งงานเข้าบ้านสามี นางก็มั่นใจได้ว่าสามีจะ ‘หาเลี้ยง’ นางได้
จริงอยู่ที่นางไม่จำเป็นต้องให้ ‘หาเลี้ยง’ แต่ก็ยังหวังว่าสามีจะปฏิบัติกับนางเป็นอย่างดี
เย่อวี๋หรานกลับมามีชีวิตชีวาหลังจากที่ขาหายดี นางไม่อยากนั่งเบื่ออยู่ที่บ้านอีกต่อไป
การแสร้งเจ็บป่วยและกินยาสารพัดขนานน่ารำคาญไม่น้อย ไม่ได้การแล้ว ต้องไป ‘แก้ไข’ ปัญหาเรื่องที่ดินของครอบครัว
ก่อนอื่นนางบอกครอบครัวและได้ข้อตกลงเป็นเอกฉันท์จากครอบครัว นางให้จูต้ากับจูเอ้อร์เข็นเก้าอี้รถเข็นพานางไปหาเจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโส
[1] สตรีแก่กว่าสามปีไม่ต่างถือทองแท่ง หมายถึง ผู้หญิงที่แก่กว่าสามปี จะมีทั้งความอ่อนโยน เห็นอกเห็นใจ ผู้ชายจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องครอบครัวและเอาเวลาไปทุ่มเทกับการทำงาน มีคู่ชีวิตดีก็เหมือนกับได้ถือทองแท่ง