ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 872 พวกเขาไม่ได้พูดขอไปทีและยึดตาม ‘กฎ’
เจ้าหน้าที่ทางการไม่แปลกใจนักที่สกุลจูต้องการซื้อที่ดิน ถึงอย่างไรก่อนหน้านี้พวกเขาก็เปรยไว้ว่าจะรอให้เย่อวี๋หรานกลับมา ‘จัดการ’
สิ่งที่หารือกันคราวนี้เป็น ‘รายละเอียด’
ไม่ใช่เพียงสกุลจูที่ซื้อที่ดินได้ ชาวบ้านในหมู่บ้านสกุลจูคนอื่นก็ซื้อได้เช่นกัน ต่อให้มีเงินไม่เพียงพอก็ยังขอผ่อนผันได้ เมื่อมันเทศที่บ้านผลผลิตดีค่อยหักเงินจากค่ามันเทศที่ขายได้ แม้ต้องใช้เงินแลกกับที่ดินก็ไม่มีคนโง่ที่ไหนปฏิเสธ
“ครอบครัวของเจ้าก็ซื้อที่ดินด้วยหรือ?”
จูเหล่าโถวไปเยี่ยมแล้วถูกพ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจูลากเข้าบ้านไปถามด้วยความสงสัย
ช่วยไม่ได้ เรื่องใหญ่เช่นนี้ย่อมรู้กันทั้งหมู่บ้าน
ทุกครอบครัวสามารถซื้อที่ดินได้ และยังมีที่ดินในหมู่บ้านเพียงพอให้ทุกคนซื้อได้ครอบครัวละหนึ่งหมู่ หากต้องการซื้อเพิ่มจะต้องออกเงินเอง มีเพียงผู้ที่ไม่มีเงินจะซื้อที่ดินสักหมู่ที่จะได้รับการช่วยเหลือออกเงินให้ก่อน ในขณะที่ทุกคนพากันพูดถึงการซื้อที่ดิน พวกเขายังไม่ลืมกล่าวถึงเรื่องที่สกุลจูซื้อที่ดินมากที่สุดและเป็นที่ดินทำเลดีที่สุดอย่างน้อยสิบหมู่
“สกุลจูต้องรวยเละแน่!”
“ใช่แล้ว พวกเขามีทั้งปัญญาชนและเจ้าของกิจการแล้วจะทำเงินไม่ได้ได้อย่างไร ได้ยินมาว่าเจ้าเจ็ดไม่ได้ออกเงินค่าเล่าเรียนเอง แต่ว่าเป็นเงินทุนของทางการ”
“ทีนี้ก็รู้แล้วใช่ไหมว่าเหตุใดพวกเขาถึงได้ซื้อที่ดินได้มากมายนัก”
……
น้ำเสียงริษยาดังขึ้นเป็นระยะ พวกเขาย่อมไม่ลืมที่จะยินดีที่ตนเองก็มีสิทธิ์ซื้อที่ดินเช่นกัน แม้จะเป็นที่ดินเพียงหมู่เดียวและดูน้อยไปเสียหน่อย ทว่าหลังจากเพาะปลูกมาตลอดชีวิต มีสักกี่ครอบครัวที่มีปัญญาซื้อได้บ้าง
อยู่ ๆ ก็มีที่ดินหนึ่งหมู่ เพียงเท่านี้พวกเขาก็ดีใจมากแล้ว
และเพราะที่ดินผืนนี้ ครอบครัวฝ่ายแม่ถึงกับส่งคนมาถามด้วยความอิจฉา “จริงหรือที่แลกกับมันเทศได้ เช่นนั้นปีหน้าเราปลูกบ้างดีไหม หากช่วยกันปลูก ปีหน้าเราเองก็ซื้อที่ดินได้เหมือนกันหรือไม่”
“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร ต้องไปถามผู้อาวุโส” ลูกสาวที่แต่งงานออกไปแล้วตอบและพลันคิดได้ว่าเป็นหัวหน้าหมู่บ้านที่มองการณ์ไกล ในขณะที่พวกนางเอาแต่ ‘ขัดขวาง’
เมื่อครอบครัวฝ่ายแม่มา พวกนางจึงไม่ต้อง ‘ปฏิเสธ’ และกลัวจะถูกจับได้กลางคัน
ด้านหนึ่งคือครอบครัวฝ่ายแม่ อีกด้านคือครอบครัวฝ่ายสามี หากช่วยฝ่ายหนึ่งถือว่าไม่สมควร หากช่วยอีกฝ่ายถือว่า ‘ลำเอียง’ ทว่าตอนนี้ต่างออกไป หัวหน้าหมู่บ้านตั้ง ‘กฎ’ ขึ้นมาแล้ว พวกนางจึงไม่สามารถทำสิ่งใดได้
หากพูดกันตามตรงแล้ว พวกนางก็สับสนอยู่ไม่น้อย ทั้งยังอยากให้ครอบครัวฝ่ายแม่สามารถปลูกมันเทศด้วยกันและซื้อที่ดินสักหมู่ได้ แต่ก็กังวลว่ามันเทศที่ปลูกมานั้นจะขายไม่ได้ แล้วจะกระทบกับรายได้ของครอบครัวฝ่ายสามี
เฮ้อ… น่าลำบากใจยิ่งนัก!
หมู่บ้านข้าง ๆ ได้ยินข่าวแล้วก็รีบมาหาผู้อาวุโสถึงที่
“ผู้อาวุโส ได้ยินไหม หมู่บ้านสกุลจูให้ซื้อที่ดินได้แล้ว”
“อืม คนที่เพิ่งกลับไปก็พูดถึงเรื่องนี้” ผู้อาวุโสตอบอย่างไม่สบอารมณ์ “ยังต้องพูดถึงเรื่องนี้อีกหรือ เรารู้กันทั่วแล้ว”
“แล้วหมู่บ้านเราเล่า?”
“ชาวบ้านเหล่านั้นปลูกมันเทศร่ำรวยกัน พวกเขาจึงซื้อที่ดินได้ แล้วหมู่บ้านเรามีอะไรบ้าง?”
ชาวบ้านพลันคิดได้ “เช่นนั้นปีหน้าเราปลูกมันเทศบ้างดีไหม?”
“เรื่องนี้ข้าต้องหารือกับเจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสหมู่บ้านสกุลจูก่อน ไม่ใช่เพียงเรื่องเพาะปลูกแต่รวมถึงการขายด้วย” ผู้อาวุโสอธิบาย “เจ้ารู้จักจูต้าเหนียงใช่ไหม? มันเทศของชาวบ้านหมู่บ้านสกุลจูทั้งหมดนางล้วนเป็นผู้รับซื้อ พวกเขาถึงได้มีเงินซื้อที่ดินกัน ไม่เช่นนั้นเจ้าคิดว่าจะหาเงินง่ายถึงเพียงนั้นหรือ?”
อีกฝ่ายงุนงง “จูต้าเหนียงรับซื้อหมดเลยหรือ? เช่นนั้นนางคงร่ำรวยมาก ไม่อย่างนั้นนางจะเอาเงินมากมายจากไหนมารับซื้อ”
“นางเป็นเพียงผู้ค้าคนกลาง รับซื้อในนามของนางแล้วไปขายให้อีกคน เป็นคนที่มองหาคนซื้อไว้ล่วงหน้าแล้วคอยเจรจาเรื่องต่าง ๆ ให้ และเพียงแค่รอรับซื้อมันเทศเท่านั้น”
“เช่นนั้นเราหาคนซื้อบ้างไม่ได้หรือ?”
“หากเจ้ามีปัญญาก็หาสักคน”
อีกฝ่ายคิดได้ทันทีว่าการเพาะปลูกนั้นง่ายดาย ทว่ามีหรือจะนำไปขายได้ง่าย ๆ
มีบางคนคิดจะซื้อของจากครอบครัวจูต้าเหนียงและนำไปขายต่อแล้ว ทว่าคนที่ซื้อไปกลับขายต่อไม่ออก ของเกือบทั้งหมดค้างอยู่ในมือพวกเขา
ขณะนี้จึงมีคนเอ่ยเตือน “เจ้ามันโง่ หากการทำกิจการง่ายนัก เหตุใดชาวบ้านหมู่บ้านสกุลจูไม่ทำเองเล่า ไม่เห็นหรือว่ามีทำกันเพียงไม่กี่คน และพวกเขาส่วนใหญ่ก็ยังเพาะปลูกกันเป็นหลัก”
“หรือว่าเพราะผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่ทางการไม่อนุญาตกัน?” ชายคนหนึ่งเอ่ยด้วยความฉงน
“ไม่อนุญาตก็จริง แต่หากพวกเขาต้องการหาเงินจริง ๆ จะไม่รู้วิธีแอบทำลับหลังหัวหน้าหมู่บ้านและผู้อาวุโสเชียวหรือ? คนเราเห็นแก่ผลประโยชน์กันทั้งนั้นไม่ใช่หรืออย่างไร”
อีกฝ่าย … เช่นนั้นข้าก็เป็นคนโง่หรอกหรือ?
คนที่คิดเช่นนี้ไม่ได้มีเพียงหมู่บ้านเดียว
ทั้งหมู่บ้านสกุลหลี่และหมู่บ้านสกุลหลิว และเกือบทุกหมู่บ้านบริเวณเชิงเขาไท่ตังต่างแตกตื่น ผู้อาวุโสและหัวหน้าหมู่บ้านต่างพากันมาหาผู้อาวุโสและหัวหน้าหมู่บ้านสกุลจู พวกเขาทยอยมากันเรื่อย ๆ อย่างกับวิ่งผลัดเพราะต้องการ ‘จัดการ’ เรื่องนี้
ก่อนจะเริ่มเปิดขายที่ดิน ผู้อาวุโสและหัวหน้าหมู่บ้านสกุลจูคาดการณ์เอาไว้บ้างแล้ว โชคดีที่พวกเขาหารือกับจูต้าเหนียงไว้ล่วงหน้าถึงวิธีการรับมือ ไม่เช่นนั้นคงต้านทานไม่ไหวแน่
พวกเขาไม่ได้พูดขอไปทีและยึดตาม ‘กฎ’
หากต้องการปลูกก็ย่อมได้
ต่อให้ไม่ผ่านพวกเขาก็ย่อมทำได้ เพียงแต่หากไม่ผ่านพวกเขานั้นจะขายได้หรือไม่ พวกเขาก็ไม่คิดใส่ใจ แต่หากให้พวกเขาจัดการและปลูกด้วยกัน ขอเพียงมันเทศได้มาตรฐาน พวกเขาก็จะ ‘รับซื้อ’ ตามจำนวนที่กำหนดไว้อย่างแน่นอน
ผู้อาวุโสและหัวหน้าหมู่บ้านสกุลหลี่ไม่คิดว่าผู้อาวุโสและหัวหน้าหมู่บ้านสกุลจูจะรับปากไวเพียงนี้ ทำเอาพวกเขาตกใจ “มากมายขนาดนั้นจูต้าเหนียงจะรับซื้อไหวหรือ?”
“วางใจได้ ในเมื่อนางกล้าเอ่ยปากออกมาแล้วก็หมายความว่านางทำได้ ส่วนเรื่องรับซื้ออย่างไรเป็นเรื่องของนาง คนประสานงานให้อย่างเรารู้ไปก็เปล่าประโยชน์” หัวหน้าหมู่บ้านสกุลจูเอ่ย
“จูต้าเหนียงบอกว่านางจะไม่ได้รับซื้อทั้งหมด ให้พวกท่านเหลือไว้ใช้เองบ้าง ไม่ว่าจะกินหรือนำมาทำของขายก็ตามใจ แต่หากไม่ทำตามกฎของนางและต้องการขายให้มากกว่านี้ก็ต้องขออภัย เพราะมันไม่ได้อยู่ในการควบคุมของนาง”
ผู้อาวุโสหมู่บ้านสกุลจูเอ่ยสำทับ “จูต้าเหนียงนิสัยใจคอเป็นอย่างไรท่านก็คงจะรู้ นางพูดคำไหนคำนั้น ชาวบ้านต่างไม่กล้ามีเรื่องกับนาง พวกท่านกลับไปอธิบายให้ชาวบ้านในหมู่บ้านท่านเข้าใจให้กระจ่าง อย่าได้เล่นตุกติก หากนางโกรธย่อมจะไม่ยอมรับซื้อของจากทั้งหมู่บ้านแล้วจะเดือดร้อนเอาได้ เราต่างก็อยู่หมู่บ้านใกล้เคียงกัน หากเกิดเรื่องขึ้นจะพาลเสียหน้ากันหมด”
“ข้ารู้ ไม่ต้องห่วง เราจะไปอธิบายให้ชัดเจน หากจูต้าเหนียงออกโรงเองใครจะกล้าทำให้นางไม่พอใจ ใครจะไม่เรียนรู้จากเหตุการณ์คราวก่อนที่หมู่บ้านเฉียนเฉวียน” หากนางโกรธเข้าแล้วปฏิเสธ จะตื่นตระหนกและริษยาไปก็เปล่าประโยชน์
หญิงเฒ่าที่สามารถถือมีดไล่ฟันคนไปทั่วหมู่บ้านได้ ใครจะกล้าไปหาเรื่องนางกัน?