ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 899 ข้าผิดแปลกตรงไหนหรือ?
“แต่เจ้าไม่กังวลเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพี่เป้ากับฮูหยินเจี่ยบ้างหรือ?…”
“กังวลทำไมกัน?” จูปาเม่ยเผยสีหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาว “หากท่านแม่ไม่กังวล ข้าจะกังวลไปทำไมกัน”
“ท่านแม่จะไม่กังวลได้อย่างไร นาง…” จูอู่พูดไม่ทันจบก็ชะงัก
ใช่แล้ว หากนางเป็นกังวลจะให้พวกเขาหารือกันเองทำไมกัน?
ในเมื่อมารดาวางใจให้พวกเขาจัดการเองย่อมหมายความว่าเดิมทีเรื่องนี้หาใช่เรื่องใหญ่โต
เช่นนั้นทำไมนางถึงได้ยังกล่าวถ้อยคำเหล่านั้นกับเขา
จูอู่ “…”
เย่อวี๋หรานไม่มีทางบอกเขาว่าตนก็วิตก แต่นางไตร่ตรองดูแล้ว เรื่องระหว่างพี่เป้ากับฮูหยินเจี่ยข้องเกี่ยวกับพวกเขาด้วยหรือ?
พวกเขาเป็นเพียง ‘คนตัวเล็ก’ ในสายตาของพวกสกุลใหญ่ เกรงว่าคนเหล่านั้นจะไม่ชายตามองเสียด้วยซ้ำ
หากไม่ใช่เพราะฮูหยินเจี่ยตกที่นั่ง ‘ลำบาก’ และต้องการความช่วยเหลือ ฝ่ายนั้นคงไม่ต้องการคบค้าสมาคมกับพวกเขา
ในเมื่ออีกฝ่ายสามารถลดตัวลงทำข้อตกลงกับพวกเขาได้ หมายความได้เพียงแค่ว่าชีวิตของฮูหยินเจี่ยถึงคราวยากเข็ญแล้วจริง ๆ ในเวลาเช่นนี้พวกเขาถือเป็นสายป่านช่วยชีวิตในมือฮูหยินเจี่ย
หากเป็นเช่นนั้นจริงการหยิบยื่นความช่วยเหลือจึงนับว่าสุ่มเสี่ยง
หากช่วยแล้วนายท่านเจี่ยรู้เข้าคงพลอยเดือดร้อนไปกับพี่เป้า หากไม่ช่วยแต่ฮูหยินเจี่ยก็คงรู้อย่างแน่นอน มีหรือที่นางจะปล่อยพวกเขาไป?
ยิ่งไปกว่านั้น ฮูหยินเจี่ยยังข้องเกี่ยวกับภัตตาคารที่พี่เป้าเปิด ต่อให้สกุลจูต้องการตัดขาดกับนางตอนนี้ก็เกรงว่าจะยาก
ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ การเลือกช่วยเหลือฮูหยินเจี่ยจึงเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาด อย่างน้อยก็ไม่ถือว่ามีเรื่องบาดหมางกับนาง
หลังตัดสินใจได้แล้วจูอู่ก็ให้คำตอบกับพี่เป้า
ขั้นตอนต่อไปคือจัดฉากให้บังเอิญ ‘พบ’ ฮูหยินเจี่ย
จูอู่กับจูปาเม่ย ‘เกลี้ยกล่อม’ ให้เย่อวี๋หรานเข้าเมืองไปด้วยกันเผื่อไว้ อ้างว่าพามารดาไปหาหมอ หลังเดินเล่นริมถนนเพื่อดูว่าหาซื้อสิ่งใดไปได้บ้าง ในที่สุดก็บังเอิญเจอฮูหยินเจี่ยเข้า…
“นี่ ระวังหน่อย เกือบชนฮูหยินของข้าแล้ว” สาวใช้คนหนึ่งกระโจนมากันให้ฮูหยินเจี่ยพลางหันขวับไป ‘ต่อว่า’
“ชุนหลิ่ว!”
ฮูหยินเจี่ยกล่าวขึ้นเสียงให้สาวใช้ปิดปากเงียบ เจ้าตัวไม่ต่อว่าอีก ทำเพียงจ้องเย่อวี๋หรานและลูก ๆ ด้วยสายตาถมึงทึง
จูปาเม่ยรวบรวมความกล้าและแสดงมารยาทตามธรรมเนียมสกุลใหญ่ที่เพียรฝึกฝนจากบ้านมานาน นางเดินไปกล่าวขอโทษ “ข้าต้องขออภัยด้วยเจ้าค่ะฮูหยิน เมื่อครู่ข้ารีบเข็นเก้าอี้รถเข็นให้มารดาจึงไม่ทันมองว่ามีคนอยู่ข้าง ๆ ทำให้เกือบชนท่านเข้า ท่านกับสาวใช้ไม่เป็นไรใช่ไหมเจ้าคะ?”
ฮูหยินเจี่ยเผยท่าทีโอบอ้อมอารีพลางส่ายหน้าให้ “ไม่เป็นไร เพียงตกใจเท่านั้น เจ้ามีกิริยามารยาทเช่นนี้… หรือว่า… เป็นข้ารับใช้ในสกุลใหญ่หรือ?”
แม้พี่เป้าจะมาบอกกล่าวนางแล้วจึงต้องแสร้งเล่นละคร ทว่าว่ากันตามจริง นางก็คาดไม่ถึงว่าเด็กสาวชนบทจะเคารพนางด้วยกิริยาเช่นนี้
เห็นได้ชัดว่าฝึกฝนมาเป็นอย่างดี
นางคงไม่แปลกใจหากเปลี่ยนเป็นหลาน ๆ ของตน แต่เมื่อเป็นเด็กสาวชาวบ้านกลับน่าทึ่งไม่น้อย ตามหลักแล้วหากเป็นข้ารับใช้ในสกุลใหญ่ เมื่อเห็นฮูหยินของจวนอื่นก็ควรเคารพอย่างนอบน้อมไม่ใช่หรือ?
จูปาเม่ยแสดงมารยาทเยี่ยงผู้น้อย
นางส่ายหน้าพลางบอกอย่างมั่นใจ “ข้าน้อยชื่อซูจิ้ง เป็นลูกสาวคนโปรดของมารดา เพียงอยู่เล่าเรียนและเย็บปักถักร้อยที่บ้าน จึงได้เรียนรู้การทำงานฝีมือมาบ้างเจ้าค่ะ”
ประโยคเดียวไม่เพียงแต่แนะนำตัวแต่ยังบ่งบอกพื้นเพของนางได้
ฮูหยินเจี่ยเห็นนางมารยาทงดงามจึงอดชื่นชมไม่ได้ “แล้วเจ้าอายุเท่าไหร่แล้ว?”
“สิบสามเจ้าค่ะ”
“อายุไม่น้อยแล้ว ถึงวัยเรียนรู้งานฝีมือ…” ฮูหยินเจี่ยยิ้มบาง ๆ “ตอนข้าอายุเท่าเจ้า ทั้งกู่ฉิน หมากล้อม ตำรา และภาพวาดล้วนต้องทำให้ได้”
นางยิ้มแล้วถามจูปาเม่ยว่าทำสิ่งใดได้บ้าง
พูดคุยเพียงไม่กี่ประโยค แม่เฒ่ารับใช้ที่อยู่ข้าง ๆ ก็กล่าวแนะ “ฮูหยิน ยืนคุยไม่สะดวก เหตุใดไม่เชิญคุณหนูผู้นี้ไปพูดคุยในโรงน้ำชาเล่าเจ้าคะ?”
“ตายจริง ดูความจำข้าสิ ทันทีที่คุยกับเจ้าก็ลืมไปเสียสนิท” ฮูหยินเจี่ยดูคล้ายจะถูกชะตากับจูปาเม่ยมาก จึงเชิญขึ้นมาพูดคุยกันด้านบน
ส่วนว่าจริงหรือไม่นั้นจูปาเม่ยไม่อาจทราบได้ ทว่าขั้นตอนนี้ขาดไปไม่ได้ นางจึงเตรียมการมาแล้ว
เนื่องจากเย่อวี๋หรานไม่สะดวกขึ้นไป จูอู่ย่อมเข้าไปด้วยไม่ได้ ฮูหยินเจี่ยจึงให้ข้ารับใช้หลายคนช่วยหามรถเข็นขึ้นไปห้องรับรองชั้นบน
หลังจากนั้นจูปาเม่ยจึงกล่าวแนะนำกับฮูหยินเจี่ย “นี่ท่านแม่กับพี่ห้าของข้าเองเจ้าค่ะ ส่วนพวกนางชื่อหลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ย…”
โอกาสได้พบเจอผู้คนเช่นนี้ เย่อวี๋หรานย่อมไม่ทอดทิ้งหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยที่ถึงวัยแล้ว การให้พวกนางติดตามออกมายังทำให้วิสัยทัศน์กว้างไกลขึ้นด้วย
แม้สองพี่น้องจะไม่ได้พูดคุยและมักอยู่เงียบ ๆ ด้านหลัง แต่เมื่อฮูหยินเจี่ยถามก็ยังสามารถตอบได้ฉะฉาน
หลินซานเม่ยที่มักมั่นใจยามนี้กลับดูสำรวมมากกว่าหลินซื่อเม่ย นางจึงกลับกลายเป็นตัวแสดงหลัก
หลินซื่อเม่ยเห็นจูปาเม่ยพูดน้อยคำก็ระวังคำพูดมากขึ้นแต่ยังไม่เงียบไป
ฮูหยินเจี่ยพูดคุยกับพวกนางพลางชมเย่อวี๋หรานที่เลี้ยงดูลูกหลานดีจะเกือบเทียบเท่าหลานของนางที่เติบโตมาในตระกูลร่ำรวย พวกนางมาจากชนบท การเลี้ยงดูลูกหลานเยี่ยงสกุลใหญ่เช่นนี้ไม่น่าแปลกใจหรอกหรือ?
นางรู้จักเย่อวี๋หรานผ่านพี่เป้ามาก่อนหน้านี้แล้ว รู้ดีว่า ‘จูต้าเหนียงมีอิทธิพล’ เพียงไหน ตอนนี้ได้เจอต่อหน้าก็เห็นว่าเป็นเพียงหญิงชนบทที่นั่งเก้าอี้รถเข็น หากไม่ใช่เพราะกิริยามารยาทงดงามของจูปาเม่ย นางคงเมินเฉยหญิงเฒ่าผู้นี้ไปแล้ว
ใช่แล้ว หากจะบอกว่าเป็นหญิงเฒ่า หญิงเฒ่าชาวชนบทผู้นี้ก็ดูแลตัวเองได้ดีทีเดียวไม่ใช่หรือ?
ว่าแล้วฮูหยินเจี่ยก็อดเหลือบมองเย่อวี๋หรานไม่ได้
เด็กสาวตรงหน้าอายุไม่น้อยแล้ว ต่อให้ปิดบังอายุตามการคะเนของนางแล้วก็น่าจะโตมากแล้ว เช่นนั้นอายุของจูต้าเหนียง…
นางประเมินแล้วน่าจะสี่สิบย่างห้าสิบแล้วไม่ใช่หรือ? แต่กลับยังดูเหมือนวัยสามสิบต้น ๆ เช่นนั้นคงแก่กว่านางไม่มากไม่ใช่หรือ?
ทว่าอีกฝ่ายกลับมีลูกตั้งหลายคนและกลายเป็นย่าคนแล้ว แต่นางกลับยังไม่มีลูกสักคน
เย่อวี๋หรานคิด ‘ข้าผิดตรงไหนกัน?’
กานอี้เซียนกระอักกระอ่วน อะแฮ่ม… ผลผลิตจากเทพเซียนย่อมดีงามเป็นธรรมดา
อีกทั้งยังให้ผลด้านความงาม ข้าเองก็ช่วยไม่ได้!
เคราะห์ดีที่มันไม่ได้ทำให้งามขึ้นภายในชั่วข้ามคืน ไม่เช่นนั้นคงไม่รู้จะอธิบายเรื่องนี้อย่างไร!
เย่อวี๋หรานไม่มีกระจกและไม่เห็นใบหน้าตนเอง จึงไม่รู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย จูอู่ จูปาเม่ย หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยเคยชินกับการเห็นนางทุกวันจึงไม่ทันสังเกตและคุ้นตากับความเปลี่ยนแปลงเงียบ ๆ ทีละน้อยนั้น
ยิ่งไปกว่านั้นเย่อวี๋หรานยังสวมชุดดังเดิม ทำผมดังเดิม ออกไปนอกบ้านน้อยครั้ง ผิวจึง ‘ขาวผ่อง’
ทว่าในชนบทมีหญิงสาวครอบครัวใดไม่ขาวผ่องเมื่อครั้งยังเป็นสาวบ้าง?
ภรรยาคนอื่นในหมู่บ้านต่างอิจฉา … เป็นหญิงเฒ่าแล้วจะขาวผ่องได้อย่างไร
สกุลจูไม่ทันสังเกตความเปลี่ยนแปลงนี้ ทว่าสำหรับฮูหยินเจี่ยที่พบเย่อวี๋หรานเป็นครั้งแรกนั้นย่อมต้องแปลกใจจนต้องมองอยู่หลายครั้ง
ยิ่งถูกมอง เย่อวี๋หรานก็ยิ่งฉงน “ฮูหยินเจี่ย ข้าผิดแปลกตรงไหนหรือ?”