ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 903 การเอาชีวิตรอดของผู้น้อย
“แล้วมันเกี่ยวกับท่านด้วยหรือ” เย่อวี๋หรานกล่าว “เด็กไม่ใช่ลูกของท่าน มรดกก็ไม่ใช่ของครอบครัวท่าน สกุลที่ใช้ก็ไม่ใช่ของท่าน ผู้ที่ควรกังวลคือสามีท่าน ท่านควบคุมดูแลเหล่าอนุไม่ได้แล้วทำไมต้องฝืนไปจัดการพวกนาง ท่านเพียงต้องสร้างหอพระหลังจวน ถือศีลกินเจและสวดภาวนา อ้างว่าเพื่อสั่งสมบุญแก่สกุลเจี่ยและขอให้มีลูกชาย…”
ฮูหยินเจี่ย “…”
อีกฝ่ายคงไม่บอกให้นาง ‘สาปแช่ง’ เจี่ยฮงฟางให้ตายใช่ไหม?
“ทำดีฉากหน้า ส่วนจะทำสิ่งใดในที่ลับล้วนเป็นเรื่องของท่าน เพียงรักษาบรรยากาศในจวนเอาไว้เพื่อให้ท่านได้ทำทุกสิ่งตามต้องการ อย่างเช่นหลังรักษาตำแหน่งฮูหยินไว้ได้ก็สามารถแอบทำกิจการเพื่อทำเงินและเก็บออมเอาไว้เป็นสินเดิมของตน เมื่อท่านแก่ตัวกลายเป็นฮูหยินเฒ่า ต่อให้ไม่ได้รับการจุนเจือจากสกุลเจี่ยก็ยังมีสินเดิมของตนให้ใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบาย ท่านสามารถรับเลี้ยงลูกชายสักคนได้ เช่นนี้ไม่ดีหรอกหรือ…” เมื่อนึกถึงความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติเรื่องการเคารพบรรพบุรุษของคนโบราณนางก็กล่าวสำทับ “ในฐานะฮูหยินของสกุลเจี่ย ท่านไม่ต้องกังวลเรื่องการเคารพบรรพบุรุษ ถึงอย่างไรศพของท่านก็ได้ฝังในสุสานสกุลเจี่ย ลูกหลานสกุลเจี่ยทุกคนล้วนเป็นลูกหลานของท่าน หากไม่เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ท่านก็ยังหาอารามที่วางใจได้ให้จุดตะเกียงเคารพให้ท่านได้…”
ฮูหยินเจี่ยคิด ‘เจ้าช่างมองการณ์ไกลนัก ถึงได้คิดไปถึงชีวิตหลังความตายเช่นนี้’
ทว่านางต้องยอมรับว่าก่อนหน้านี้นางจมอยู่กับความทุกข์และเหนี่ยวรั้งตนเองเอาไว้ ‘แผนการ’ นี้ของจูต้าเหนียงทำให้นางมีทางเดินไปข้างหน้า
ในเมื่อชีวิตนี้นางอาจไม่มีลูก เหตุใดไม่จัดการเตรียมการล่วงหน้าสำหรับช่วงชีวิตที่เหลืออยู่เล่า?
หากนางโชคดีพอจะมีลูกอีกครั้ง ‘การเตรียมการ’ ล่วงหน้านี้จะทำให้นางกับลูกมีชีวิตสุขสบาย และต่อให้ไม่มีลูก ชีวิตของนางก็คงไม่ย่ำแย่เกินไปนัก
“หากท่านมีลูกแท้ ๆ ไม่ได้ก็ยังรับเลี้ยงลูกบุญธรรมได้ ไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็เพียงต้องระวัง หากเด็กคนนี้กตัญญูก็จงให้ความรักแก่เขา หากเขาไม่รู้คุณก็ทำเหมือนเขาเป็นสัตว์เลี้ยง หากท่านพึงพอใจก็ยกผลประโยชน์ให้เขาบ้าง หากไม่พอใจก็ไม่ต้องมอบสิ่งใดให้” เย่อวี๋หรานกล่าว “ชีวิตผู้หญิงเกิดมาไร้สกุล ตายไปพร้อมกับสกุลสามี ไม่ต่างกับแหนลอยล่อง ทำไมต้องทำตาม ‘ข้อเรียกร้อง’ มากมาย ทำงานหนักหนาเพื่อผู้อื่น แต่กลับไม่ได้ผลประโยชน์ตอบแทน”
“หรือท่านจะยึดมั่นในความคิดเดิมก็ได้ จมกับความทุกข์แล้วเอาแต่คิดว่าข้ามีลูกไม่ได้ ชีวิตจึงจบสิ้นแล้ว วันคืนจะเลวร้ายอย่างไรก็ยังต้องทนใช้ชีวิตอยู่อย่างนั้น”
“คนเราเปลี่ยนความคิดเพียงนิดก็ทำให้ชีวิตมีสุขขึ้นได้ ทุกอย่างจะราบรื่น ท่านคิดว่าการที่ข้ามีลูกมากเป็นสิ่งดีใช่ไหม?” เย่อวี๋หรานมอง “ท่านไม่เห็นหรือว่าข้าขาหักและเดินไม่ได้ และยังต้องคอยตามสะสางเรื่องต่าง ๆ ให้พวกเขา ไม่รู้ว่าต้องรอถึงเมื่อไหร่กว่าจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข”
“แต่บางครั้งการมีเรื่องให้ยุ่งยากบ้างก็เป็นสิ่งดี” ในใจฮูหยินเจี่ยยังนึกอิจฉาอยู่บ้าง
นางจำได้ว่าก่อนหน้านี้เย่อวี๋หรานกล่าวถึง ‘การจากไปใช้ชีวิตอย่างสงบ’
นางลังเลอยู่นานก่อนถามว่า “จูต้าเหนียง ท่านพูดถึง ‘การจากไปใช้ชีวิตอย่างสงบ’ หากข้าเลือก ‘การจากไปใช้ชีวิตอย่างสงบ’ จะเป็นอย่างไร”
เย่อวี๋หรานชะงัก “มันขึ้นอยู่ว่าท่านต้องการใช้ชีวิตแบบใด ต้องเสียอะไรหากเลือก ‘ใช้ชีวิตอย่างสงบ’ ข้าไม่แน่ใจว่ามีกฎอย่างไรในการหย่าร้างในสกุลใหญ่ แต่ไม่ว่าท่านจะมีชีวิตสงบหลังหย่าหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่าท่านใจแข็งมากเพียงใด”
“แล้วท่านเคยพบเรื่องดีบ้างไหม?”
“พบสิ” เย่อวี๋หรานตอบ “น้องสามีของข้าเองก็ลำบาก เกือบต้องชดใช้ด้วยชีวิตเพราะสามีและลูกของนาง ภายหลังเป็นข้าที่ตัดสินใจให้ ท่านรู้ไหมว่าข้าชื่อเสียงฉาวโฉ่เพียงใดในหมู่บ้าน ไม่ว่าข้าจะไปที่ใดก็มีน้อยคนที่จะกล้าสู้หน้าข้า… ข้าจึงให้นางหย่าขาด ฝ่ายนั้นไม่กล้าท้วงติงและตอบตกลงแต่โดยดี”
“แล้วเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น?”
“นางมีลูกชายสองคน คนโตเข้าคุก คนเล็กค่อนข้างกตัญญู ข้าให้เจ้าตัวตัดสินใจเอง ลูกชายสองคนแยกมาคนหนึ่ง ในเมื่อคนโตตามพ่อเข้าคุกไป คนเล็กจึงตามมาอยู่กับมารดา…” เย่อวี๋หรานเล่า “แยกจากมาใช้ชีวิตสงบสุขไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนสกุล ภายภาคหน้ายังได้ที่นาซึ่งถือเป็นค่าเลี้ยงดูน้องสามีข้า เดิมทีเป็นความผิดของสกุลเฉียน ต่อให้ถือเป็นการชดใช้ให้นาง พวกเขาก็ยังต้องยอม ถึงอย่างไรเรื่องก็แล้วเสร็จไปแล้ว ไม่มีสิ่งใดที่พวกเขาทักท้วงได้”
เย่อวี๋หรานย่อมไม่ลืมอธิบายต่อฮูหยินเจี่ยว่าสถานการณ์ของน้องสามีต่างจากฮูหยินเจี่ย จึงไม่ควรนำมาเทียบเคียงกัน
น้องสามีของนางอายุมากแล้วจึงมีลูกไม่ได้อีก ทำให้ดูคล้ายเป็นผู้สูญเสียจากการหย่าร้าง เมื่อไม่สามีและลูกจึงไม่เหลือสิ่งใด สกุลเฉียนถึงได้ยอมตกปากรับคำ
“แต่นางก็อยู่สุขสบายใช่ไหม?” ฮูหยินเจี่ยมั่นใจนัก ไม่เช่นนั้นเย่อวี๋หรานคงไม่ยกคนผู้นี้มาเป็นตัวอย่าง
“อื้ม! ข้าปิดบังเรื่องนี้กับท่านไม่ได้ เมื่อครอบครัวไม่มีสามีและลูกคนโตย่อมลำบาก ลูกคนเล็กต้องทำงานหนัก มารดาอย่างนางอยู่ดูแลบ้าน แต่นางก็ได้ผลประโยชน์จากข้าด้วย ทุกวันนี้ความเป็นอยู่จึงดีขึ้นกว่าเดิมมาก…” เย่อวี๋หรานลังเล สุดท้ายจึงเอ่ยว่า “ข้าไม่รู้ว่าพี่เป้าเล่าให้ท่านมากฟังแค่ไหน แต่ตั้งแต่ข้าร่วมมือกับเขาก็ย่อมไม่มีทางเห็นแก่แค่ผลประโยชน์ของครอบครัวตนเอง ชาวบ้านชาวเมือง และญาติพี่น้องที่ช่วยเหลือได้ ข้าย่อมยื่นมือช่วยเหลือ แม้ข้าจะมีชื่อเสียงฉาวโฉ่ แต่เมื่อข้าช่วยเหลือพวกเขาแล้ว พวกเขาก็ย่อมให้การสนับสนุนข้า…”
ฮูหยินเจี่ยอ้าปากค้าง “…”
ท่านคิดได้เช่นนี้เอง เดิมทีคิดว่าช่วยเหลือเพื่อ ‘โอ้อวด’ เสียอีก
หากไม่ได้รับรู้เรื่องเหล่านี้ นางคงคิดว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงหญิงชาวบ้านธรรมดาที่โชคดีได้ลงเรือลำเดียวกับพี่เป้า นึกไม่ถึงว่าจะรอบคอบเช่นนี้
ทว่าต่อให้รู้เช่นนี้ก็ยังยินดีให้ลงเรือ
เมื่อตรองดูแล้วก็คล้ายกับว่านางจะเข้าใจว่าเหตุใดจูต้าเหนียงจึงต้องการผู้อื่นลงเรือลำเดียวกัน
“จูต้าเหนียง ท่านไม่ได้ตั้งใจจะช่วยเหลือพวกเขาใช่ไหม?” นางกล่าว “แต่กำลังใช้พวกเขาต่างหาก”
“มันเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน ยากที่จะแล่นเรือโดยไม่เก็บค่าโดยสาร ชาวบ้านอย่างเราหากออกเรือต่อสู้เพียงลำพังย่อมถูกผู้อื่นเล่นงานได้ง่าย แต่หากรวมตัวกันทั้งหมู่บ้านเพื่อสู้กับคนหมู่มาก ต่อให้เป็นเหล่าเศรษฐีก็ต้องมีหวาดหวั่นพวกเราบ้าง ข้าต้องการพวกเขาไปด้วย แต่มีหลายปากเพียงนี้แล้วข้าจะทำให้พวกเขาเงียบลงได้อย่างไร” เย่อวี๋หรานกล่าว “น้ำอุ้มเรือได้ก็ทำให้คว่ำได้เช่นกัน ยิ่งฉลาดวางแผนก็ยิ่งต้องคิดเรื่องนี้ให้รอบคอบ ข้าเพียงต้องอาศัยการนับถือ ขอเพียงพวกเขานับถือข้าจึงจะเอาตัวรอดได้ นี่คือวิถีทางของผู้น้อย”