ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 904 สุขสมคือวันหนึ่ง ทุกข์ทนก็คือวันหนึ่ง
ฮูหยินเจี่ยนึกไม่ถึงว่าหญิงชาวบ้านจะมี ‘วิถีชีวิต’ เช่นนี้ นางพลันรู้สึกเหมือนได้เรียนรู้เรื่องต่าง ๆ มากมาย
ยิ่งได้พูดคุยก็ยิ่งถูกคอ จึงยิ่งพูดคุยกันไม่หยุดจนอดจะ ‘เสวนายันพลบค่ำ’ ไม่ได้
สงสารเพียงแต่คนที่ ‘วนเวียน’ อยู่ด้านนอกอย่างจูอู่ จูปาเม่ย หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ย รวมถึงสาวใช้ของฮูหยินเจี่ยที่เดินไปมาแถวนั้น
จูปาเม่ยอดถามจูอู่พร้อมส่งสายตาไม่ได้ “พี่ห้า ท่านว่าท่านแม่กับนางจะมีปัญหากันหรือไม่?”
จูอู่เผยสีหน้าจนปัญญา “ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”
หากเขารู้คงไม่มายืนอยู่ตรงนี้
ฮูหยินเจี่ยกับเย่อวี๋หรานที่พูดคุยกันในห้องไม่รับรู้แต่อย่างใด ยิ่งได้คุยกันพวกนางก็ยิ่งติดลม
สุดท้ายเป็นสาวใช้ของฮูหยินเจี่ยที่ยกถาดเครื่องดื่มเข้าไปโดยอ้างว่านำมาเติมให้ ซึ่งเป็นการเตือนพวกนางทางอ้อมว่าพูดคุยกันนานเกินไป ทำเอาคนที่อยู่ด้านนอกกลายเป็นส่วนเกินไปเสียแล้ว
ระหว่างทางกลับ เย่อวี๋หรานเห็นจูปาเม่ยทำหน้ามุ่ยแล้วก็จนปัญญา “ข้าผิดเอง ข้าขอโทษ”
“ท่านแม่รู้ตัวด้วยหรือเจ้าคะ? บอกว่าคุยเพียงครู่เดียว ข้ากับพี่ห้าและคนอื่น ๆ ออกไปเดินเล่น แต่พอกลับมาแล้วท่านก็ยังไม่ออกมา…” จูปาเม่ยโวยวาย “โรงน้ำชานั่นกว้างใหญ่สักเท่าไหร่กัน เราเดินเล่นก็แล้ว ดูมหรสพก็แล้ว ท่านก็ยังพูดคุยไม่เสร็จ โชคดีที่เรายังมีละครให้ชมระหว่างนั้น ไม่เช่นนั้นผู้อื่นมาเห็นเข้าจะคิดได้ว่าเราเป็นคนเสียสติที่อยู่ว่างเดินสะเปะสะปะในโรงน้ำชาเล่น”
“ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้ดูเวลา สัญญาว่าจะไม่มีคราวหน้าอีก”
“เหอะ! ต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว ขืนมีคราวหน้าอีกข้าคงได้เป็นบ้านะเจ้าคะ” จูปาเม่ยเอ่ย “ข้ามาเจรจาเรื่องกิจการแท้ ๆ แต่สุดท้ายกลับเป็นท่านที่เข้าไปพูดคุย”
“ในเมื่อบอกแล้วว่าคนสำคัญคือเจ้าก็ต้องเป็นเจ้า ข้าเองก็ไม่ได้พูดคุยเรื่องกิจการกับนาง แต่เป็นเรื่องส่วนตัวตามประสาผู้หญิงเท่านั้น”
“เช่นนั้นทำไมเมื่อข้าเข้าไปแล้ว เพียงพูดไม่กี่คำนางก็ตอบตกลงเลยเล่า? ทั้งยังยกผ้าให้เราโดยเปล่าด้วยไม่ใช่หรือ?” จูปาเม่ยไม่เชื่อ การเจรจาธุรกิจแบบใดจะง่ายดายเพียงนี้
ผ้านี้ไม่ได้ทำง่าย ต้องใช้เวลาทำนาน จะช่วยเหลือครอบครัวนางโดยยอมขาดทุนงั้นหรือ?
มารดาบอกเองว่าไม่มีขนมร่วงหล่นจากฟ้า
“แต่สุดท้ายเจ้าก็ไม่ยอมรับของจากนางโดยเปล่าอยู่ดี”
“เพราะข้ากลัวว่ามันจะยืนยาวต่างหาก ดังนั้นเงินที่ควรให้ก็ยังต้องมอบให้ เราลงเรือลำเดียวกันแล้ว กิจการต้องสามารถทำในระยะยาวได้ ท่านเป็นคนสอนข้าเอง” นางบอก “ท่านแม่ ท่านยังไม่บอกเลยว่าทำไมนางจึงเสนอยกผ้าให้เราโดยเปล่า”
นางไม่ใช่ผู้เดียวที่สงสัยใคร่รู้ คนอื่น ๆ ในรถม้าก็ฉงนเช่นกัน
“อาจเป็น… โชคชะตา” เย่อวี๋หรานยกยิ้มมุกปาก “บางครั้งการพบเจอผู้คนก็แปลกนัก เร็วเกินไปไม่ดี ช้าเกินไปก็ไม่ดี ต้องพอดิบพอดีจึงจะนับได้ว่าเป็นโชคชะตา”
จูปาเม่ยและคนอื่น ๆ งุนงง นางพูดถึงเรื่องอะไรกัน?
“วันหนึ่งพวกเจ้าได้พบคนผู้นั้นก็จะเข้าใจเอง”
จูปาเม่ยและคนอื่น ๆ “…”
เราไม่ใช่เด็กสามขวบ มันจะอีกยาวไกลแค่ไหนกัน?
แม้พวกเขาจะแคลงใจ ทว่าเย่อวี๋หรานกลับปิดปากเงียบ พวกเขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากลอบคาดเดาไปต่าง ๆ นานา
พวกเขาคิดว่าเย่อวี๋หรานคงพูดคุยเรื่องผลประโยชน์ที่จะมอบให้ฮูหยินเจี่ย ไม่เช่นนั้นอีกฝ่ายคงไม่คุยง่ายเช่นนี้
ทว่านึกไม่ถึงว่าฮูหยินเจี่ยจะใจกว้างถึงขั้นยกผ้าขาวให้ ‘โดยเปล่า’ แต่มันก็เป็นเพราะนางต้องการ ‘ตำรับยาลูกดก’ จากเย่อวี๋หราน
ภายหลังนางกลับซาบซึ้งในถ้อยคำของเย่อวี๋หราน จึงต้องการยกให้โดยเปล่าโดยไม่ยั้งคิด
เมื่อนางกลับจากโรงน้ำชาก็นึกเสียดายอยู่บ้าง โชคดีที่นางไม่ได้ช่วยโดยเปล่า หากทำเช่นนั้นจริง ต่อไปนางจะทำอย่างไรเล่า
เรื่องของเรื่องคือตอนนี้นางก็ตกที่นั่งลำบากไม่น้อย ไม่เช่นนั้นคงไม่ร่วมมือกับพี่เป้าโดยไปข้องเกี่ยวกับกิจการของเขา ยิ่งไปกว่านั้นคงไม่ร่วมมือกับหญิงชาวบ้านที่พี่เป้า ‘แนะนำ’ มา
นางเกิดและเติบโตในเมืองหลวง เช่นนั้นจะจมลงได้อย่างไร จึงต้องคว้าทุกโอกาสทำเงินเอาไว้
มีตระกูลเศรษฐีมากมายในตำบลอันจิ่ว ทำไมต้องไปหาอดีตนักเลงหรือหญิงชาวบ้าน…
“เฮ้อ…” นางถอนหายใจเบา ๆ ขณะนั่งอยู่ในรถม้า
“ฮูหยิน เป็นอะไรไปเจ้าคะ?” แม่เฒ่ารับใช้มีท่าทีเป็นห่วง “ตกลงเรื่องกิจการได้แล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”
มันเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย แค่ผ้าขาวไม่เท่าไหร่ที่ทำเงินไม่ได้มาก ไม่พอให้ฮูหยินของนางดื่มชาด้วยซ้ำ
ฮูหยินเจี่ยส่ายหน้า “เปล่า แค่อยู่ ๆ ข้าก็รู้สึกเครียด”
ถึงอย่างไรแม่เฒ่าคนนี้ก็ดูแลนางมานานจึงเข้าใจได้ทันทีและนึกเห็นใจ “ฮูหยิน ทุกอย่างจะราบรื่นเจ้าค่ะ เพียงผ้าไม่กี่ชิ้น สำคัญที่เราจะผลักดันให้ดีขึ้นอย่างไรมากกว่า…”
“เจ้าบอกว่าเพียงผ้าไม่กี่ชิ้น แล้วเหตุใดต้องผลักดันเล่า? กิจการทางพี่เป้าก็อยู่ในมือพวกเขาเช่นกัน ทางนี้ผลักดันไปแล้วจะกระทบกับทางนั้นหรือไม่?”
“ข้าน้อยเห็นท่าทีของจูต้าเหนียงแล้ว นางดูไม่ใช่คนพรรค์นั้นเจ้าค่ะ”
“ไม่เป็นคนพรรค์นั้นยิ่งน่ากังวล” ฮูหยินเจี่ยมองอีกฝ่ายก่อนจะเอ่ยว่า “เมื่อครั้งที่พี่เป้ากับจูต้าเหนียงเริ่มทำกิจการร่วมกัน พวกเขาก็เริ่มต้นจากร้านแผงลอย เพียงไม่นานก็ได้เปิดภัตตาคารขึ้น…. ทุกอย่างมีจุดเริ่มต้น จูต้าเหนียงเห็นด้วยกับกิจการผ้านี้ก็แปลว่ามันคงไม่ย่ำแย่จนเกินไป ติดปัญหาที่ขนาดเท่านั้น”
“ปัญหาที่ขนาดหรือเจ้าคะ?”
ฮูหยินเจี่ยกล่าวพร้อมรอยยิ้มมุมปาก “สำหรับพวกเขาแล้ว เงินที่ซื้อชาก็คือเงิน แต่สำหรับเรามันไม่นับว่าเป็นเงิน”
แม่เฒ่ารับใช้พลันเข้าใจ ก่อนหน้านี้นางเพิ่งดูแคลนว่าผ้าเหล่านี้เป็นเพียงเศษเงิน ทว่ามันมีมูลค่าสูงสำหรับหญิงชาวบ้าน
พวกเขาใช้เงินเป็นสิบเป็นร้อยเหรียญเพื่อชาถ้วยเดียว ทว่ามันเทียบเท่ากับรายได้ทั้งปีหรืออาจจะหลายปีของหญิงชาวบ้าน
“ช่วงแรกอาจจะน้อยหน่อย แต่เมื่อเวลาผ่านไปแล้วทำเงินได้มากขึ้น ต่อให้ซื้อได้เพียงชาแต่ได้ชามาก็ยังดีกว่าไม่ได้สิ่งใดเลย” ฮูหยินเจี่ยบอก “ก่อนหน้านี้เราเองก็เคยขายสินเดิมของข้าเพียงเพื่อเงินซื้อชาไม่กี่ถ้วยไม่ใช่หรือ?”
นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นแฝงแววปวดใจ
แม่เฒ่ารับใช้กล่าวอย่างเห็นอกเห็นใจ “ทั้งหมดต้องโทษนายท่าน หากเขาไม่ออกไปหาเรื่องข้างนอกจนนำพาความเดือดร้อนกลับมา ฮูหยินคงไม่ต้องสละเงินทองเช่นนี้ เขาพูดง่ายแต่กลับไม่ให้เงินทองกับฮูหยิน ทุกอย่างล้วนให้ท่านแบกรับและชดใช้ หากท่านมีสินเดิมมากกว่านี้ก็ไม่เพียงพอ… ฮูหยิน ท่านควรเขียนจดหมายแจ้งไปยังครอบครัวฝ่ายมารดา ชี้แจงกับพวกเขาให้กระจ่าง พวกเขาโทษว่าท่านเอาแต่ร้องขอเงินทองจากครอบครัว แต่ท่านจะทำอย่างไรได้ สามีผู้นี้พวกเขาก็จัดแจงมาให้ท่าน เลือกคนไร้น้ำยามาแล้วท่านจะทำอย่างไรได้อีก ไม่ร้องขอจากพวกเขาแล้วต้องรออดตายงั้นหรือ?”
ฮูหยินเจี่ยนิ่งเงียบ
มีหรือที่นางจะไม่เศร้าสลดเรื่องครอบครัวฝ่ายมารดา
ทว่าโต้เถียงไปก็ใช่ว่าจะเกิดประโยชน์ อย่างที่จูต้าเหนียงบอก สุขสมก็คือวันหนึ่ง ทุกข์ทนก็คือวันหนึ่ง แทนที่จะจมปลักอยู่กับความโศกเศร้า มิสู้คิดหาทางคลี่คลายปัญหาและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
ในเมื่อไม่อาจพึ่งพาได้ทั้งครอบครัวฝ่ายมารดาและครอบครัวสามี นางจึงได้แต่พึ่งพาตนเอง
หญิงชาวบ้านอย่างจูต้าเหนียงอาจดูไม่น่าวางใจในสายตาพวกเขา ทว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมาอีกฝ่ายก็ผ่านพ้นความยากเข็ญมาได้ไม่ใช่หรือ