ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 909 ใจเย็นสักหน่อยไม่ได้หรือ?
“อะไรกัน! เจ้ายังไม่รู้ว่าสะใภ้เจ้าปลอดภัยหรือยังอย่างนั้นหรือ?” ผู้อาวุโสอึ้ง “เจ้าก็ยังมีเวลามาถกเถียงกับหญิงปากสว่างที่นี่ ยามนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือการช่วยชีวิตนางไม่ใช่หรือ?”
“เรื่องช่วยเหลือท่านหมอก็กำลังรักษาอยู่…”
“หมอรักษาอยู่ก็ส่วนของเขา แล้วเจ้าเล่า? เป็นหัวหน้าครอบครัวจะไม่เป็นห่วงบ้างเลยหรือ?”
จูหย่งหนิงไร้หนทางปฏิเสธ “ผู้อาวุโส ข้าจะไม่เป็นห่วงได้อย่างไร ทันทีที่เกิดเรื่องขึ้นข้าก็ให้หลานชายรีบไปตามท่านหมอ ข้าเองก็ไปตามลูกชายกลับบ้าน พวกเขาต่างอยู่ที่บ้านกัน…”
“แล้วสถานการณ์ในบ้านเล่า เจ้ารู้บ้างไหม?”
“เอ่อ…” จูหย่งหนิงชะงักกับคำถามนี้
เขามัวแต่ทะเลาะกับหญิงปากสว่างจนไม่มีเวลาถามไถ่ถึงสถานการณ์ที่บ้าน
ผู้อาวุโสจ้องเขาแล้วบอกให้ทบทวนตนเอง ก่อนให้คนไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นด้านใน
เขาเองก็อยากเข้าไปเสียเดี๋ยวนั้น ทว่าเกรงว่าท่านหมอกำลังช่วยคนอยู่ เร่งรุดเข้าไปตอนนี้คงไม่สะดวก
ไม่นานท่านหมอก็ออกมาจากบ้านแล้วอธิบายอาการของสะใภ้ใหญ่ของหญิงปากสว่าง
ศีรษะถูกกระแทกจนเป็นแผลใหญ่ มีเลือดไหลไม่น้อย
เขาพยายามห้ามเลือดแล้วแต่รออยู่นานนางก็ยังไม่ฟื้น ยามนี้สถานการณ์ขึ้นอยู่กับว่านางจะฟื้นขึ้นมาเมื่อใด
เมื่อได้ยินว่าลูกสะใภ้ใหญ่ยังไม่ตาย หญิงปากสว่างพลันถอนหายใจโล่งอก นางกลัวแทบตาย เพราะหากสะใภ้ใหญ่ตายขึ้นมาจริง ๆ นางคงแก้ตัวลำบาก
“ข้าบอกท่านแล้วไง ข้าแรงน้อยเพียงนั้นจะฆ่าคนได้อย่างไร” ระหว่างนั้นนางโพล่งเถียง “เห็นไหม? นางยังอยู่ดี เพียงแต่เสียเลือดมากเกินไปเท่านั้น…”
“แค่เสียเลือดมากเกินไปอย่างนั้นหรือ สะใภ้ใหญ่ของเจ้ายังนอนสลบอยู่บนเตียง ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง เจ้ายังพูดเช่นนี้อีกหรือ?” ผู้อาวุโสนิ่วหน้า
“แล้วจะให้ข้าพูดสิ่งใด เมื่อครู่พวกท่านกล่าวหาว่าข้าฆ่าสะใภ้ใหญ่ ข้าก็เพียงชี้แจงว่าข้าไม่ได้ฆ่าใคร นางยังมีชีวิตอยู่ดี”
“เจ้า…” ผู้อาวุโสหมดคำจะเอ่ย “นางอยู่ในสภาพเช่นนี้ เจ้ายังบอกว่านางอยู่ดีอย่างนั้นหรือ? ลูกสะใภ้บ้านไหนถูกแม่สามีทุบตีจนถึงขั้นนี้บ้าง ข้าเป็นผู้อาวุโสมาหลายปี พบเจอเรื่องเช่นนี้เป็นครั้งแรก หญิงปากสว่าง เจ้าคิดว่าเจ้าไม่ได้ทำผิดเลยหรือ?”
“ข้าเพียงโยนของใส่นาง จะรู้ได้อย่างไรว่าจะเป็นเช่นนี้ อีกทั้งยังไม่ได้ทำร้ายนางโดยไร้เหตุผล ข้าบอกไปแล้วไม่ใช่หรือว่าเป็นความผิดของนางตั้งแต่แรก” นางยืนกราน “หากนางไม่ลอบไปทำงานกับหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ลับหลังข้า มีหรือข้าจะลงไม้ลงมือกับนาง”
“ต่อให้นางจะไปทำงานกับจูต้าเหนียงลับหลังเจ้า แต่เจ้าก็ไม่ควรทำร้ายนางขนาดนี้ไม่ใช่หรือ เงินที่นางได้มาก็เพื่อหาเลี้ยงครอบครัวไม่ใช่หรืออย่างไรกัน”
“ทำเพื่อครอบครัวอะไรกัน นางทำงานตั้งนานแล้วแต่ข้ายังไม่เห็นสิ่งใดเลย ใครจะรู้ว่าเงินของนางหายไปไหนหมด” นางตอกกลับเสียงแข็ง ถึงอย่างไรนางก็ไม่เห็นเงินที่ลูกสะใภ้ได้กลับมาจริง ๆ เจ้าตัวคงแอบเก็บเอาไว้เองแน่นอน
แม้จูหย่งหนิงจะบอกว่าจะได้เงินก็ต่อเมื่องานเสร็จสิ้นแล้ว ตอนนี้เพิ่งผ่านมาได้ครึ่งทางจึงยังไม่ถึงเวลาจ่ายค่าแรง ทว่านางไม่ยอมฟัง ก่อนหน้านี้พวกเขาปิดบังเรื่องนี้กับนาง ยามนี้ต้องการกล่อมนางด้วยคำพูดพรรค์นั้นรึ? อย่าหวังเลย
นางถึงกับป่าวประกาศว่าจะบุกบ้านสกุลจูเพื่อคิดบัญชีกับหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ที่มาหลอกล่อลูกสะใภ้ของนาง ไม่เช่นนั้นลูกสะใภ้ที่มักเชื่อฟังว่าง่ายจะทำเรื่องเนรคุณเช่นนี้ได้อย่างไร
เรื่องเกิดขึ้นแล้วย่อมกลายเป็นความผิดของเย่อวี๋หราน
หากเย่อวี๋หรานไม่เกลี้ยกล่อมลูกสะใภ้ของนางตั้งแต่แรก นางคงไม่ลงไม้ลงมือและอีกฝ่ายคงไม่นอนสลบอยู่ในตอนนี้
“เมียอาหย่งหนิง ท่านพูดผิดแล้ว ที่ว่าท่านแม่หลอกล่อลูกสะใภ้ของท่านหมายความว่าอย่างไร ใช่ว่ามีแค่นางที่มาทำงานกับครอบครัวเรา คนอีกมากก็สมัครเข้ามาทำงานนี้…” ไฉนเลยหลี่ซื่อจะปล่อยให้หญิงปากสว่างพ่นวาจาสกปรกอย่างนั้น จึงโพล่งขึ้นในทันใด “ลูกสะใภ้ท่านมาทำงานที่บ้านเราแล้วมีปัญหาตรงไหน? คนอื่นก็มาทำงานเหมือนกันไม่ใช่หรือ? อีกทั้งงานนี้ยังไม่ใช่ของครอบครัวเรา เพียงช่วยเป็นธุระให้พ่อค้าและหางานให้ผู้หญิงในหมู่บ้านทำเท่านั้น จะได้เงินมากน้อยก็ยังจุนเจือครอบครัวได้… ท่านแม่หวังดีแต่ท่านกลับเห็นเป็นเรื่องร้ายเสียได้”
หลี่ซื่อพูดจาให้ใหญ่โตกว่าหญิงปากสว่าง นางลากชาวบ้านแถวนั้นมาถามว่าท้ายที่สุดสิ่งที่แม่สามีนางทำผิดตรงไหน
หากไม่ต้องการทำงานนี้เพื่อหารายได้ก็เพียงเอ่ยปาก คราวหน้าจะได้ไม่เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นอีก
“ท่านแม่เห็นว่าเราอยู่หมู่บ้านเดียวกันจึงต้องการให้ทุกคนมีรายได้ ในเมื่อพวกท่านไม่ต้องการก็ช่างเถิด คราวหน้าเราจะไม่ทำอีก ปล่อยให้พ่อค้าไหว้วานผู้อื่นไป”
ทันทีที่คำนี้หลุดจากปากนาง คนอื่น ๆ ก็พากันประท้วง “เดี๋ยว อย่านะ เมียจูซื่อ เราไม่ได้พูดเช่นนั้นเสียหน่อย!”
“ใช่แล้ว หากหญิงปากสว่างไม่ต้องการทำก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของนาง ไม่อาจเหมารวมเรากับนางได้ เรายินดีทำงานนี้”
“สองเหรียญก็นับว่าเป็นเงิน ทำงานเพียงไม่กี่วันก็ได้ผ้ามาเย็บชุดได้แล้ว ข้ายังรอนำเงินค่าแรงจากครอบครัวเจ้าไปซื้อผ้าใหม่อยู่”
……
หญิงปากสว่างนึกไม่ถึงว่าสะใภ้สี่ของหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์จะปากคอเราะรายทั้งที่อยู่หน้าบ้านนาง จึงพลันโมโหแล้วโต้เถียงกับหลี่ซื่อ
เคราะห์ร้ายที่คำพูดนางไม่มีน้ำหนักอีกแล้ว หลี่ซื่อดึงทุกคนลงเรือลำเดียวกับตนเอง จึงไม่มีใครเข้าข้างหญิงปากสว่าง นางโหวกเหวกแต่ยังไม่อาจต้านคำคนที่เห็นด้วยกับหลี่ซื่อ ยิ่งพูดนางก็ยิ่งดู ‘งี่เง่า’
เย่อวี๋หรานไม่จำเป็นต้องปรากฏตัว เพราะเพียง ‘เสียงวิพากษ์วิจารณ์’ ของชาวบ้านก็สยบหญิงปากสว่างได้ เจ้าตัวจึงไม่สามารถฝ่าฝูงชนไปหาเรื่องสกุลจูได้
เจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสถึงกับเรียกคนมาเฝ้านางไว้
“เจ้าใจเย็นสักหน่อยไม่ได้หรือ เอาเถิด เจ้าทำสะใภ้บาดเจ็บ เจ้าก็จ่ายค่ารักษาแล้วก็ดูแลนางด้วยแล้วกัน” ผู้อาวุโสกล่าวข่มขู่ “ข้าขอเตือนเจ้าไว้ก่อน หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับสะใภ้ของเจ้า ไม่ต้องรอให้ถึงมือสามีและลูกชายเจ้า ข้านี่แหละจะขับไล่เจ้าออกจากหมู่บ้านสกุลจู”
หญิงปากสว่างสงบเสงี่ยมขึ้นมาทันที
ตอนนี้ความเป็นอยู่ของหมู่บ้านสกุลจูนับวันยิ่งดีขึ้น มีเพียงคนโง่ที่ยอมถูกขับไล่ออกไป นางมีเรื่องบาดหมางกับพี่น้องฝั่งครอบครัวมารดา ต่อให้กลับไปบ้านแม่ก็เกรงว่าจะไม่ใช่ทางออกที่ดี
เห็นลูกสะใภ้ของนางยังไม่ฟื้นทั้งที่ผ่านมาพักใหญ่แล้ว เจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสจึงบอกให้คนเลิกเฝ้านางแล้วกลับออกจากบ้านจูหย่งหนิง
ทว่าพวกเขาไม่ได้กลับบ้านตนเอง แต่มุ่งหน้าไปบ้านเย่อวี๋หราน
เกิดเรื่องใหญ่เช่นนั้น ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องแจ้งให้นางทราบไม่ใช่หรือ
บังเอิญหลี่ซื่อกับหลินซื่อกำลังจะเดินทางกลับเช่นกัน พวกนางจึงกลับมาพร้อมกับพวกเขา
ระหว่างทางพวกเขาก็ถามถึงท่าทีของเย่อวี๋หราน
หลี่ซื่อไม่ได้ปิดบัง เพียงแค่บอกว่าพวกนางรีบออกมาทันทีที่รู้เรื่อง มารดายังรอพวกนางกลับไปบอกข่าวคราว จึงไม่รู้ว่าจะมีท่าทีอย่างไร ทว่าก็บอกว่าไม่ให้พวกเขาวิตกมากเกินไป ต่อให้ไม่สามารถทำกิจการลวกเส้นได้ก็ไม่ได้กระทบกับกิจการอื่น ๆ ในหมู่บ้าน