ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 921 ไม่ใช่กิจการของพวกเจ้าพี่น้อง
อวี๋จิ้งฉีกับเจียงจิ่งถงไม่สนใจว่าจะเกี่ยวข้องกับจูชีหรือไม่ พวกเขาส่งคนไปเชิญจูซานมาแล้วบอกว่าต้องการร่วมหุ้นกิจการนี้ด้วย
หากไม่เห็นแก่เยี่ยนเหออันและจูชีที่เป็นเพื่อนร่วมชั้น เจียงจิ่งถงคงต้องการให้สกุลจูถอนตัวออกไป
ด้วยเหตุนี้กิจการขนมมงคลจึงกลายเป็นความร่วมมือระหว่างเจียงจิ่งถง อวี๋จิ้งฉี เยี่ยนเหออัน และสกุลจู
พวกเขาทั้งสามต่างเป็นบัณฑิต ย่อมไม่สามารถออกหน้าเองได้ จึงใช้ชื่อบริวารแทนตามเคย
เนื่องจากความคิดและวัตถุดิบเป็นของสกุลจู เยี่ยนเหออันจึงตัดสินใจว่าพวกเขาทั้งสามจะร่วมหุ้นคนละสองส่วน อีกสี่ส่วนแบ่งให้สกุลจูสามส่วน อีกส่วนนั้นให้จูชีแสดงความกตัญญูต่ออาจารย์สวี
เจียงจิ่งถงเหลือบมามองเขาเมื่อได้ยินสิ่งที่เขาบอก
เมื่อเขารู้ตัวก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ยิ้มตอบ
เจียงจิ่งถงละสายตาไป
ตอนนี้เขามั่นใจแล้วว่าจูชุ่นเต๋อมีน้ำหนักในใจเยี่ยนเหออันมากทีเดียว
หากเป็นคนทั่วไป คิดฉวยโอกาสจะไม่ดีกว่าหรือ ต้องคิดเผื่อผู้อื่นด้วยทำไมกัน?
จูชีที่เป็นนักเรียนจากชนบทกลับได้ครองตำแหน่งศิษย์รักของอาจารย์สวีที่ทุกคนหมายตา การที่สามารถมีที่ยืนหยัดมั่นคงในสำนักศึกษาเมืองผู่โซ่วก็เป็นเพราะความช่วยเหลือของเยี่ยนเหออัน
เข้าเรียนและเลิกเรียนพร้อมกัน เมื่อออกไปสังสรรค์ก็มักพาจูชีไปด้วย คอยปกป้องทุกอย่าง ต่อให้มีคนต้องการแย่งชิงความคิดจูชีก็หาโอกาสทำได้ยาก
แม้อาจารย์สวีจะมีสถานะสูง ทว่าถึงอย่างไรเขาก็เป็นเพียง ‘ผู้อาวุโส’ จึงไม่สามารถเข้ามายุ่งเกี่ยวทุกเรื่องได้ และไม่อาจจับตามองจูชีตลอดเวลาได้
อย่างเช่นคราวนั้น เจียงจิ่งถงก็ยังต้องฉวยโอกาสในช่วงจัดพิธีเพื่อ ‘สั่งสอน’ จูชีเลยไม่ใช่หรือ
ทว่าอย่างที่กล่าวกันว่า ‘ไม่ตีกันไม่ใกล้ชิด’ เขาเองก็ไม่คิดว่าจะกลายมาเป็นพวกเดียวกับจูชีเช่นนี้ แม้ปากจะไม่ยอมรับ แต่สุดท้ายก็ยินดีจะพูดคุยกับจูชี เป็นสัญญาณว่าเปิดใจรับคนผู้นี้เข้ามาแล้ว
อีกแง่หนึ่งเขาเองก็ถือว่าได้ ‘ปกป้อง’ จูชี
หากแม้แต่เขาเจียงจิ่งถงคนนี้ยังไม่กล้ารังแกเด็กหนุ่มชนบทผู้นี้ แล้วจะมีใครกล้ากดขี่ข่มเหงอีกฝ่ายเล่า?
จูชีไม่รู้ความคิดนี้แต่อย่างใด กลับมีความสุขกับกิจการของครอบครัว ยิ่งทุกคนมีความสุขก็ยิ่งแสดงว่าท่านแม่ของเขาเก่งกาจจนเป็นที่ยอมรับของทุกคน
ทว่าเมื่อมาอยู่ต่อหน้าจูซานกลับดูกังวล “พี่สาม ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจจะ…”
เดิมทีเพียงจะขอคำปรึกษาจากเยี่ยนเหออัน สุดท้ายกลับต้องแบ่งหุ้นส่วนให้ถึงหกส่วน ทำเอาวิตกว่าจะถูกต่อว่า
“หากท่านแม่จะดุท่านก็บอกว่าเป็นความผิดของข้า เป็นข้าเองที่ไม่ทันระวังจึงปล่อยให้ผู้อื่นแย่งแผนกิจการนั้นไปดู” เขาก้มหน้าลงพลางกล่าวขอโทษ
ทว่าจูซานจะลงโทษได้อย่างไร
เขาย่อมทำไม่ได้ เขาอดใจรอให้ลูกชายครอบครัวเศรษฐีมาร่วมหุ้นในกิจการไม่ไหว ยิ่งคนเหล่านั้นมาเกี่ยวข้อง ครอบครัวของเขายิ่งไม่ต้องกลัวว่าจะถูกข่มเหงอีกต่อไป กิจการนี้คงกลับกลายเป็นราบรื่นขึ้นมาก
สิ่งที่เขานึกไม่ถึงคือการที่เยี่ยนเหออันยังเอาใจใส่และเหลือส่วนแบ่งให้จูชีได้แสดงความ ‘กตัญญู’ ต่ออาจารย์สวี
เขาเข้าใจว่าอาจารย์สวีเป็นอาจารย์ของจูชี หุ้นส่วนเพื่อแสดงความกตัญญูนี้ไม่เพียงแต่เพื่อตอบแทนอาจารย์ ยังเป็นการบอกครอบครัวของนักเรียนที่ทำกิจการว่าควรแสดงความกตัญญูต่ออาจารย์
เมื่อศิษย์นึกถึงอาจารย์ อาจารย์ย่อมนึกถึงศิษย์ด้วย
เขาลูบหัวน้องชายพลางเอ่ยว่า “ไม่ต้องห่วง ท่านแม่ไม่ว่าเจ้าหรอก แล้วนางก็ไม่ว่าข้าด้วย กลับจะยินดีเสียด้วยซ้ำ”
เมื่อจูชีได้ฟังคำพี่ชายก็เงยหน้ามองด้วยความฉงน
จูชีจึงอธิบายเมื่อเห็นท่าทีงุนงงนั้น “ในเมื่อท่านแม่ให้เจ้าเอาให้เยี่ยนเหออันดู นางก็คงต้องการให้เขาร่วมหุ้นด้วยอยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นคงไม่บอกกล่าว”
“แต่ตอนนี้ไม่ได้มีเพียงเหออัน ยังมีคนอื่นอีก…”
“ในเมื่อเหออันตอบตกลงก็หมายความว่าเรื่องนี้ไม่เป็นไร บางทีการมีพันธมิตรเพิ่มก็ไม่แย่เสมอไป ไม่ต้องกล่าวถึงว่าทั้งนายน้อยเจียงและนายน้อยอวี๋ต่างก็เป็นเพื่อนของเจ้าไม่ใช่หรือ”
จูชีกะพริบตา เขาพยายามอธิบายว่าเยี่ยนเหออันกับอวี๋จิ้งฉีนับเป็นเพื่อนของเขา แต่เจียงจิ่งถงยังไม่ใช่ อีกฝ่ายปั้นหน้านิ่งทั้งวันจนแค่เห็นก็กลัวแล้ว
คราวก่อนเจ้าตัวก็รังแกเขา พี่สามของเขาจำไม่ได้เชียวหรือ?
เป็นอย่างที่จูซานคิด เย่อวี๋หรานตั้งใจจะให้เยี่ยนเหออันร่วมหุ้นจริง ๆ จึงส่งจดหมายออกไป ทว่านึกไม่ถึงว่าเยี่ยนเหออันจะไม่เพียงช่วยหาหุ้นส่วนเพิ่มอีกสองคน ยังหาคนหนุนหลังให้อีกด้วย
ดำเนินการขั้นนี้เสร็จสิ้นแล้ว เรื่องสินค้ากึ่งสำเร็จจะจัดการอย่างไร?
เมื่อตัดสินใจร่วมมือกันแล้ว นางย่อมต้องส่งสูตรทั้งหมดให้พวกเขา หากต้องการร่วมมือแต่ไม่อยากมอบสูตรให้ก็มีเพียงหนทางเดียว นั่นคือส่งสินค้ากึ่งสำเร็จให้พวกเขา แล้วค่อยให้ไปดำเนินการต่อเอง
เช่นนี้นอกจากจะวางใจว่าสูตรจะไม่รั่วไหลออกไปแล้ว ยังรับประกันความสดใหม่ของขนมมงคลนี้ได้ด้วย
ขนมที่ทำสำเร็จแล้วไม่มีทางเก็บได้นาน อีกทั้งยังไม่มีตู้เย็นหรือซองน้ำแข็งในยุคนี้ ทำให้ยิ่งไม่สะดวกในการขนส่งทางไกล
ด้วยเหตุนี้นางจึงต้องเตรียมนำวัตถุดิบมาทำขนมมงคลเป็นสินค้ากึ่งสำเร็จเสียก่อน แล้วค่อยขนส่งออกไปให้เยี่ยนเหออันกับคนอื่น ๆ สามารถให้คนผลิตต่อได้
แม้จะเป็นเพียงสินค้ากึ่งสำเร็จแต่ก็ยังต้องอาศัยทั้งกำลังและเวลา นางถึงได้คิดไหว้วานให้เหวินเหรินซานหาคนมาช่วย
เพียงแต่กำไรที่แบ่งให้ก้อนนี้ไม่ใช่กำไรที่แบ่งกับเยี่ยนเหออันและคนอื่น ๆ แต่เป็นกำไรจากการผลิตสินค้ากึ่งสำเร็จ
ดูคล้ายพวกเขาจะแบ่งกำไรให้ผู้อื่นมาก ทว่าแท้จริงแล้วกำไรส่วนใหญ่ยังตกอยู่ที่นาง
“ท่านย่า ๆ อาเจ็ดกับคนอื่น ๆ กลับมาแล้ว!”
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าร้องเริงร่า จูซานกับจูชีรีบกลับบ้านมาฉลองปีใหม่ท่ามกลางอากาศที่เย็นลงเล็กน้อย
ไม่เจอพวกเขามาหลายเดือน จูชีสูงขึ้นถนัดตา เขาก้าวมายืนตรงหน้าเย่อวี๋หรานด้วยท่าทีอารมณ์ดี “ท่านแม่ ข้ากลับมาแล้วขอรับ!”
รอยยิ้มบนหน้าเขายังคงดูซื่อบื้อ
เย่อวี๋หรานอดยิ้มตามไม่ได้ “กลับมาก็ดีแล้ว เราคุยกันอยู่ว่าถึงเวลาพวกเจ้ากลับมากันแล้ว ถ้าไม่กลับมาคงคลาดวันสิ้นปีไปแล้ว”
“ข้าจะกลับมาก่อนหน้านี้ แต่ว่าเรื่องขนมมงคลยังจัดการไม่เรียบร้อย พี่สามกับข้าจึงอยู่รออีกหน่อย” จูชีตอบไปตามตรง “ท่านแม่ เราเอาสมุดบัญชีของเดือนก่อนกลับมาด้วย เหออันบอกว่าให้เอามาเป็นของขวัญวันปีใหม่ให้ท่าน”
ว่าแล้วก็ไม่รอช้า หยิบออกมายื่นให้นางทันที
“ท่านแม่ ดูสิ เราทำเงินได้เยอะเลยนะขอรับ”
“เราทำเสียที่ไหน ข้าต่างหาก กิจการนี้ไม่ใช่ของพวกเจ้าพี่น้อง…” เย่อวี๋หรานรับมาแล้วบอกเขาพลางส่งยิ้ม
เขายิ้มแล้วแก้คำ “ใช่ ๆๆ เงินนี้ท่านแม่หามา ไม่เกี่ยวข้องกับเราพี่น้อง ข้าเป็นบัณฑิต ทำกิจการไม่ได้”
“จำเอาไว้ให้ขึ้นใจ ต่อให้นอนหลับก็ต้องละเมอเช่นนี้” เย่อวี๋หรานมองสมาชิกในครอบครัว “พวกเจ้าทุกคนต้องเป็นหนึ่งเดียว อย่าได้มีใครแตกแถว กิจการของครอบครัวเราใหญ่โตขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าคิดพูดพล่อยจนนำพาความเดือดร้อนมาให้ครอบครัว สู้ทำตัวโง่เง่าอยู่เฉยไม่ทำสิ่งใดจะดีกว่า”