ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 943 ต่อให้ครอบครัวสามีไม่เอาการเอางาน
บทที่ 943 ต่อให้ครอบครัวสามีไม่เอาการเอางาน
“สำนักศึกษาสกุลจูหรือ?” จูปาเม่ยแปลกใจ “ท่านแม่ ความฝันของท่านใหญ่โตเกินไปหรือไม่ สกุลของเราเป็นเช่นนี้… จะเปิดสำนักศึกษาได้จริงหรือเจ้าคะ?”
เย่อวี๋หรานเหลือบตามอง “ทำไมจะไม่ได้ พี่เจ็ดของเจ้าก็เป็นซิ่วไฉไม่ใช่หรือ ข้าไม่ได้คาดหวังให้เขาสอบเป็นขุนนางได้ หากกลับมาจากเล่าเรียนมาแล้วจะให้เขาทำสิ่งใด ข้าคิดไม่ออกว่าพี่เจ็ดของเจ้าจะทำสิ่งใดได้นอกจากเป็นอาจารย์”
จูปาเม่ยจึงได้รู้ว่าที่แท้มารดาก็ต้องการตั้งสำนักศึกษานี้ขึ้นเพื่อเตรียมการให้พี่เจ็ดของนาง ส่วนนางเองก็สอนหนังสือรอเขาเรียนจบกลับมา นางนึกไม่ถึงว่าท่านแม่จะปูทางให้ตั้งแต่เนิ่นเช่นนี้
“เช่นนั้นชั้นเรียนว่าที่ภรรยาที่ท่านแม่ให้ข้าจัดการก็ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสำนักศึกษาใช่หรือไม่?” นางโพล่งถามขึ้น
เย่อวี๋หรานตอบอย่างไม่ปิดบัง “จะไม่ใช่ได้อย่างไร พี่เจ็ดของเจ้าสอนหนังสือเด็ก ๆ เพื่อเตรียมสอบขุนนางให้ ส่วนเจ้าสอนเด็กสาวที่ถึงวัยออกเรือน ทำให้พวกนางมีชีวิตที่ดี หากเราเปิดสอนวิชาการเกษตร การบัญชี และวิชาอื่น ๆ ในภายภาคหน้าด้วย เราก็จะเป็นแหล่งเรียนรู้ครบวงจร สามารถสอนได้ตั้งแต่เด็กยันคนชรา เงินที่พวกเขาหาได้จากวิชาเหล่านั้น เราเองก็จะได้ด้วย”
“…ท่านแม่ ท่านพูดคำว่า ‘มังกร’ ให้น้อยลงหน่อยเถิดเจ้าค่ะ มันไม่ควรกล่าว”
“เจ้าไม่เตือนข้าคงลืมตัว ข้าต้องพูดให้น้อยลงจริง ๆ” แม้ว่ามีมังกรนี้จะไม่ใช่คำต้องห้ามของครอบครัวเศรษฐีก็ตาม
ชาติก่อนคำว่าบริการ ‘ครบวงจร*[1]’ เป็นคำที่ใช้กันทั่วไป นึกไม่ถึงว่าจะกลายเป็นคำต้องห้ามในยุคนี้
เฮ้อ…
ในเมื่อเย่อวี๋หรานบอกให้จูปาเม่ย ‘สืบ’ ว่าเหตุใดเด็กกลุ่มนั้นถึงได้กลั่นแกล้งหลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ย นางก็ทำได้เพียงตามสืบให้รู้ความ
เดิมทีคิดว่าการพูดคุยกับเด็กจะยากลำบาก แต่นึกไม่ถึงว่าสอบถามเพียงไม่กี่คนก็รู้เรื่องแล้ว
จูปาเม่ยถึงกับพูดไม่ออก …เด็กพวกนี้ต้องโง่เขลาขนาดไหนกัน ถึงได้คิดรังแกหลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยด้วยเรื่องเช่นนี้
“ท่านแม่ ข้าถามมาแล้ว พวกนางคิดว่าหลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยไม่มีแม่ แต่ยังได้แต่งตัวสวยและมีความเป็นอยู่ที่ดีจึงนึกอิจฉากัน…”
“อิจฉาหรือ?” เย่อวี๋หรานแปลกใจ “พวกนางอายุยังน้อยอยู่เลย…”
ไม่ทันพูดจบประโยคนางก็นึกได้ “หรือว่าพ่อแม่ของพวกนางจะบอกมา?”
จูปาเม่ยบอกพลางยักไหล่ “พ่อแม่พวกนางบอกทำนองว่าแม่ของซานเม่ยกับซื่อเม่ยตายไปแล้ว สองพี่น้องจึงเป็นเพียงเด็กที่ไม่มีใครต้องการ หากไม่ได้สกุลจู ป่านนี้ไม่รู้ว่าจะตกอยู่ในสภาพเช่นไร พวกนางรู้สึกว่าทั้งสองคนมีชีวิตรันทดจึงไม่ควรสุขสบายแบบนี้… แล้วยังบอกว่าตนเองมีพ่อแม่แต่ยังไม่สุขสบายเท่าซานเม่ยกับซื่อเม่ย ไม่แปลกที่พวกนางจะนึกน้อยเนื้อต่ำใจ ท่านแม่ หรือเราทำดีกับซานเม่ยและซื่อเม่ยมากเกินไปหรือ?”
“แล้วเจ้าคิดอย่างไร คิดว่าเราควรปฏิบัติกับพวกนางอย่างไร” เย่อวี๋หรานเหลือบมองพลางเอ่ยว่า “เราจะทำเหมือนพวกนางเป็นสาวใช้ ทั้งทุบตีและต่อว่า ให้ทำงานหนักเจียนตาย และไม่ให้กินอาหารอิ่มท้องอย่างนั้นหรือ”
ฟังมานานแต่จูปาเม่ยยังไม่เห็นด้วยกับทางไหนจึงกล่าวว่า “ไม่จำเป็น เพียงแค่ไม่ต้องดีเท่าในตอนนี้ จะได้ไม่ดูมากเกินไป…”
“มันไม่มากเกินไปเลย ครอบครัวไร้หัวคิดพวกนั้นปฏิบัติกับเด็กสาวอย่างกับเป็นวัวเป็นม้า ไม่เห็นว่าเป็นคนในครอบครัวแต่อย่างใด” เย่อวี๋หรานบอก “ข้าขอถามเจ้า ตอนนี้ซานเม่ยกับซื่อเม่ยกินอยู่อาศัยในบ้านเรา แต่พวกนางก็ช่วยงานเรามาตลอดไม่ใช่หรือ พวกนางใช้เงินของตนเองหาซื้อของไม่ใช่หรือ”
“แต่ว่า… เงินที่พวกนางหามาได้ก็เป็นรายได้ของครอบครัวเรา หากไม่ได้ครอบครัวเราช่วย พวกนางคงไม่มีเงินมากขนาดนี้”
“แต่หากพวกนางไม่ช่วยงาน ใครจะช่วยเจ้าซักผ้า ใครจะอยู่เย็บปักถักร้อยและทำงานฝีมือเป็นเพื่อนเจ้า ใครจะช่วยเจ้าทำกิจการย้อมผ้า ใครจะช่วยเจ้าดูแลงานทั้งในและนอกบ้าน”
จูปาเม่ย “เอ่อ…”
จริงอยู่ที่หลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยกินอิ่มและแต่งตัวดี แต่พวกนางก็ทำงานหนักมากเช่นกัน
เมื่อพี่สะใภ้สี่ต้องการเรียกหาคนใช้งาน สองพี่น้องจะเป็นตัวเลือกแรกเสมอ เมื่อนางมีเรื่องให้ช่วยเหลือก็มักนึกถึงพวกนางเป็นคนแรกเช่นกัน
อีกฝ่ายคอยช่วยทำงานยากลำบาก นางจึงผ่อนแรงในส่วนนั้น เพราะมีสองพี่น้อง นางที่เป็นลูกสาวคนเดียวของสกุลจูจึงกลายเป็น ‘คุณหนูผู้บอบบาง’ ได้อย่างแท้จริง ขอเพียงเปิดปากสั่งเท่านั้น
มารดาให้นางลงมือทำงานเองเช่นกัน ทว่างานส่วนใหญ่ที่นางสามารถทำได้มารดาก็ยังไม่ได้บังคับให้ทำเอง ถึงอย่างไรนางมีหน้าที่เพียงควบคุมให้ดำเนินการไปอย่างราบรื่น
วิธีที่นาง ‘จัดการ’ งานเหล่านั้น ไม่ใช้หลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ย ก็เรียกหาสามพี่น้องตระกูลหลี่ว์ โดยบอกว่านางจะ ‘สอน’ ให้พวกนางทำงาน
“ตอนที่พวกนางมาช่วยงานเจ้า เจ้าได้จ่ายค่าแรงให้หรือไม่?” เย่อวี๋หรานถามต่อ
“เปล่าเจ้าค่ะ”
“ใช่แล้ว ต่อให้ซื้อตัวสาวใช้มาก็ยังต้องใช้เงิน แต่เจ้าไม่ต้องจ่ายเงินก็มีพวกนางคอยรองมือรองเท้าให้ สิ่งที่เจ้าต้องทำก็เพียงแค่คอยสอนงานพวกนางอย่างที่ข้าสอนเจ้า” เย่อวี๋หรานบอก “การสอนงานใช้เวลาไม่มาก นอกจากจะทำให้พวกนางมีทักษะแล้วเจ้าก็ยังได้ผู้ช่วยมาโดยเปล่า ต่อไปแม้แต่งงานออกไปแล้วซานเม่ยกับซื่อเม่ยยังไม่ออกเรือน พวกนางก็ยังสามารถอยู่ช่วยงานเจ้าได้ไม่ใช่หรือ หลายสิ่งพวกนางสามารถทำได้ เรื่องที่แม้แต่สาวใช้ที่เก่งก็ยังช่วยเจ้าไม่ได้ ไม่เช่นนั้นเจ้าคิดว่าทำไมครอบครัวเศรษฐีถึงได้ฝึกฝนสาวใช้ให้มีฝีมือ ก่อนปล่อยให้พวกนางเป็นอิสระและยกให้แต่งงานเป็นเมียเถ้าแก่ใหญ่ หากไม่ใช่เพราะให้พวกนางกลับมาช่วยเหลือและเอื้อเฟื้อในการทำกิจการ พวกเขาจะได้ไม่ต้องออกหน้าลงมือทำเองตลอดเวลา…”
“ท่านแม่ ท่านมองการณ์ไกลนัก” จูปาเม่ยทึ่ง นางไม่รู้สักนิดว่าแม่ตนเองจะเริ่มแผนการยิ่งใหญ่ตั้งแต่รับหลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยเข้ามาอยู่ในบ้าน
มิน่าเล่า มารดาถึงมักให้สองพี่น้องมาเรียนด้วยกัน ยิ่งไปกว่านั้นยังให้ลงมือช่วยงานนางอยู่บ่อยครั้ง ที่แท้ก็คิดจะทำเช่นนี้นี่เอง
“ไม่มองการณ์ไกลไม่ได้ ข้ามีเจ้าเป็นลูกสาวคนเดียว ย่อมต้องการให้เจ้าสุขสบายในภายภาคหน้า ต่อให้ครอบครัวสามีไม่เอาการเอางานก็ยังมีมิตรสหายที่ช่วยกันทำมาหากินได้” เย่อวี๋หรานว่าต่อ “ตอนนี้ข้าทำดีกับพวกนางก็หวังให้พวกนางดีและตอบแทนในอนาคต จะได้คอยช่วยเหลือเจ้าได้ ข้าอายุมากแล้ว ไม่มีทางจะอยู่กับเจ้าได้ไปตลอดชีวิต นอกจากสอนวิชาและฝึกฝนผู้ช่วยให้เจ้าก็ไม่มีหนทางอื่นอีก”
“ท่านแม่…” จูปาเม่ยซบหน้าลงบนเข่ามารดาด้วยความตื้นตันใจ
นางรู้ว่าตนเองเป็นลูกรักของอีกฝ่าย แต่นึกไม่ถึงว่าจะเป็นที่โปรดปรานถึงเพียงนี้ ถึงขั้นยกน้องสาวของพี่สะใภ้ให้นาง
เย่อวี๋หรานยิ้มพลางลูบหัวลูกสาวแล้วกล่าวว่า “ดังนั้นในขณะที่ผู้อื่นเห็นว่าข้าทำดีกับซานเม่ยและซื่อเม่ย จึงรู้สึกว่าพวกนางกำลังเอาเปรียบครอบครัวเรา ทำให้นึกอิจฉาและต้องการให้ขับไล่ออกไป แท้จริงกลับไม่รู้ว่าที่ข้าดีกับพวกนางก็เพราะหวังให้พวกนางตอบแทนบุญคุณกับเจ้าในภายภาคหน้า ดั่งคำกล่าวที่ว่า ‘ทำดีย่อมไม่เสียเปล่า’ เจ้าดีกับผู้อื่นแม้จะไม่เห็นผลในตอนนี้ก็ไม่สำคัญ สวรรค์มีตา สักวันหนึ่งต้องได้รับการตอบแทนอย่างแน่นอน เพียงไม่รู้ว่าตอนไหนและอย่างไรเท่านั้น เมื่อเจ้าทำดีกับผู้อื่นก็จงอย่าตระหนี่ อย่าเอาแต่คิดว่าจะได้สิ่งตอบแทน เพราะมันจะย้อนกลับมาหาเจ้าในยามที่ไม่คาดคิด เจ้าเพียงต้องรู้ดีแก่ใจและใช้ชีวิตอย่างมีจุดยืน”
[1] ครบวงจรมีคำว่า ‘หลง’ ที่แปลว่ามังกร