ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 944 หากนางไม่ดุข้า ท่านย่าก็คงไม่ตีนาง
บทที่ 944 หากนางไม่ดุข้า ท่านย่าก็คงไม่ตีนาง
หลังจูปาเม่ยได้ยินคำมารดาก็รู้ว่าควรทำอย่างไร
ในเมื่อผู้อื่น ‘ปั่นป่วน’ ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ย นางก็ควรแสดง ‘ความเชื่อใจ’ ให้คนเหล่านั้นเงียบปากเสีย
พวกเขาเอาแต่พูดกันลับหลัง ไม่ว่านางจะได้ฟังหรือไม่ก็ไม่มีผลกระทบกับพวกเขา แต่สำหรับนางมันส่งผลกว่ามาก หากนางนำมาใส่ใจคงได้ ‘เสีย’ ผู้ช่วยทั้งสองคนไป หากไม่ฟังพวกเขาก็ทำอะไรนางไม่ได้
นางไปหาหลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยแล้วเล่าสถานการณ์ให้ฟัง ก่อนถามว่าพอจะนึกวิธีแก้ปัญหาดี ๆ ได้หรือไม่
แม้นางจะคิดหาทางแก้ปัญหามาแล้วโดยไม่ถามไถ่อีกฝ่าย แต่เรื่องนี้ก็ข้องเกี่ยวกับสองพี่น้อง การถามความเห็นก่อนคงเป็นการดีกว่า
สองพี่น้องนึกไม่ถึงว่าจูปาเม่ยจะ ‘เถรตรง’ เพียงนี้จึงบอก “เราเองคุยกันแล้วอยากจะบอกเจ้าเรื่องนี้เหมือนกัน นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะเอ่ยปากออกมาก่อน เราคิดเช่นนี้…”
เมื่อได้ยินพวกนางบอกเล่า จูปาเม่ยก็นึกยินดี โชคดีที่ถามออกไป ไม่เช่นนั้นอีกฝ่ายอาจไม่พอใจหากแก้ไขปัญหาตามวิธีของนาง…
ผลปรากฏว่าการทำตัวร้ายกาจตอบกลับไปนั้นไม่เกิดผลดีกับทั้งสองฝ่าย ทั้งยังเสียเวลาอีกด้วย
“เอาเถิด ในเมื่อเจ้าคิดเช่นนั้นก็ทำอย่างที่เจ้าบอกแล้วกัน” จูปาเม่ยทำตามมารดาแล้วบอกพร้อมรอยยิ้ม “ข้าคิดว่าแผนของเจ้าก็ดี ต่อให้มีจุดบกพร่องก็ไม่เป็นไร เราค่อยดูว่าทำตามแผนแล้วเกิดอะไรขึ้น จากนั้นค่อยปรับเปลี่ยนกันก็ได้”
เมื่อได้ยินว่าจูปาเม่ยยอมรับความคิดของตน หลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยก็มีความสุขมาก “ขอบคุณมากนะ ปาเม่ย”
“ขอบคุณอะไรกัน เราอยู่ด้วยกันมาตั้งหลายปี ยังจะต้องเกรงใจอะไรกันอีก”
ทั้งสามคนรู้สึกสนิทสนมกันยิ่งขึ้นไปอีก
อันที่จริงการแก้ปัญหาเรื่องเด็กกลุ่มนี้ง่ายมาก ที่พวกนางกลั่นแกล้งหลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยแบบนี้ก็เพราะฟังคำของผู้ใหญ่มา
ในโลกของเด็ก ๆ ไม่มีผิดถูก มีเพียงการเลียนแบบเท่านั้น
เพื่อให้พ้นจากวงจรอุบาทว์นี้ต้องสอนให้เด็ก ๆ รู้จักมีความ ‘เห็นอกเห็นใจ’ เพื่อให้เข้าใจถึงคำว่า ‘ผู้อ่อนแอ’ และ ‘ความช่วยเหลือ’
ทุกคนต่างสามารถตกที่นั่งลำบากได้ และเมื่อผู้อื่นเดือดร้อน เราก็ต้องรู้จักหยิบยื่นความช่วยเหลือให้
ในขณะเดียวกันก็ควรเรียนรู้จะ ‘ชื่นชม’ คนที่ตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากแต่ยังสามารถเอาตัวรอดและทำงานหนัก เพราะคนเหล่านี้ทำในสิ่งที่หลายคนไม่สามารถทำได้
ในยามยากลำบากนี้มีเพียงการทำงานอย่างขยันขันแข็งเท่านั้นที่จะทำให้เราหลุดพ้นความลำเค็ญและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
หลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยลำบากเพราะสูญเสียพ่อแม่ไป จึงต้องมาอาศัยอยู่ที่บ้านของผู้อื่นไม่ใช่หรือ?
ใช่แล้ว
พวกนางเพียงกลายเป็นเด็กกำพร้าที่ขาดพ่อแม่ แต่โชคดีที่ได้พบสกุลจูจึงมีข้าวกินมีเสื้อผ้าใส่เช่นนี้
“พวกเจ้ารู้จักเสี่ยวโต้วไหม?” จูปาเม่ยถามเด็กนักเรียนในชั้นเรียน
ทุกคนมองหน้ากันอย่างไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ ๆ นางถึงได้ถามแบบนี้
“อาจารย์จู ท่านอยากให้เขามาเรียนหนังสือด้วยหรือ?” เด็กคนหนึ่งนิ่วหน้าพลางถามขึ้น “ข้าว่าคงไม่ได้หรอก อาสะใภ้ของเขาดุมาก ไม่ยอมให้มาแน่นอน”
“งั้นพวกเจ้าบอกข้ามาว่าทำไมอาสะใภ้ของเขาจึงไม่ยอมให้มา”
แม้ช่วงแรกจะลังเลกัน แต่เมื่อคนหนึ่งเปิดปากตอบก็มีคนอื่น ๆ พูดตาม
บ้างบอกว่าเพราะอาสะใภ้ต้องการให้เสี่ยวโต้วจื่อทำงาน บ้างบอกว่าเพราะอาสะใภ้ไม่ชอบเสี่ยวโต้วจื่อ ยังมีคนบอกว่าอาสะใภ้เขายังไม่ห้ามอะไร แต่เป็นเสี่ยวโต้วจื่อเองที่ไม่กล้ามาเรียนหนังสือ
จูปาเม่ยรู้ว่าคนที่บอกว่าเสี่ยวโต้วจื่อไม่กล้ามาเรียนหนังสือคือจูหมิง ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของเสี่ยวโต้วจื่อ เด็กที่อยู่ที่บ้านอาสะใภ้ของเขา
ทันทีที่จูหมิงเห็นนางมองมาก็รีบหดคอด้วยความกลัวว่าจะถูกดุ
นางหัวเราะเบา ๆ “เจ้าบอกได้ไหมว่ารู้เรื่องนั้นได้อย่างไร”
จูหมิงเอ่ยตะกุกตะกักคล้ายไม่กล้าตอบ แต่เด็กที่อยู่ข้างเขากลับตอบแทน “อาจารย์จู เสี่ยวโต้วอยู่บ้านเดียวกับเขา เป็นลูกพี่ลูกน้องของเขา…”
“เสี่ยวโต้วเป็นลูกพี่ลูกน้องของเจ้านี่เอง มิน่าเล่าถึงได้รู้” นางกล่าว “เช่นนั้นลูกพี่ลูกน้องเจ้าบอกเองหรือว่าเขาไม่กล้ามาเรียนหนังสือ?”
จูหมิงส่ายหน้า “เปล่า ข้าคาดเดาเอาเอง… บางครั้งท่านแม่ก็ใจร้ายกับเสี่ยวโต้ว ไม่ยอมให้ข้าเล่นกับเขา บอกว่าเขาเป็นเด็กไม่มีแม่ เป็นเด็กไม่ดี…”
จูปาเม่ยลูบศีรษะเขา “แล้วเจ้าคิดว่าที่แม่เจ้าพูดถึงเสี่ยวโต้วแบบนี้ถูกหรือไม่”
“ข้าไม่รู้…” จูหมิงสับสนเล็กน้อย บางทีเขาอาจรู้สึกได้ถึงบางอย่างโดยไม่รู้ตัว เพียงแค่อธิบายไม่ถูกเท่านั้น
แม่เขาดุด่าเสี่ยวโต้วถูกต้องหรือไม่
แต่นางก็ทำแบบนั้นบ่อยครั้ง หากไม่ถูกต้องแล้วเหตุใดทั้งพ่อ ปู่ และย่าถึงไม่ห้ามปรามแม่ของเขากันเล่า?
“งั้นเจ้าลองทบทวนดู ถ้าเจ้าเป็นเสี่ยวโต้วแล้วถูกแม่เจ้าต่อว่าแบบนี้ทุกวัน เจ้าจะเสียใจหรือไม่”
การสมมติแบบนี้ยากสำหรับจูหมิงที่อายุเพียงไม่กี่ขวบ “เสียใจสิ แม่ข้าดุมาก ข้าไม่อยากถูกท่านแม่ด่า… หากนางด่าข้าแบบนั้น ข้าจะไปฟ้องท่านย่า แล้วท่านย่าก็จะตีนางให้”
จูปาเม่ยขมวดคิ้ว “ย่าเจ้าตีแม่เจ้าบ่อยหรือ?”
เขากล่าวกระมิดกระเมี้ยน “ใครใช้ให้ท่านแม่ไม่เชื่อฟังเล่า นางสมควรแล้ว หากนางกล้าต่อว่าข้า ท่านย่าก็จะตีนาง…”
เอาเถิด จูปาเม่ยรู้สึกว่าเลือกตัวอย่างผิดเสียแล้ว
มิน่าเล่าเสี่ยวโต้วจื่อถึงได้ ‘น่าสงสาร’ เพียงนั้น คล้ายว่าจะไม่ใช่แค่ความผิดของมารดาของจูหมิง แต่เข้าทำนอง ‘หากคานเพดานไม่ถูกต้อง คานพื้นย่อมไม่ถูกต้องตามไปด้วย*[1]’ ผู้ใหญ่ทำตัวไม่สมกับเป็นผู้ใหญ่เช่นนี้ เมื่อเด็กเห็นเป็นตัวอย่างจะประพฤติดีได้อย่างไร
“แล้วเจ้าคิดว่าที่ย่าเจ้าตีแม่เจ้าถูกต้องหรือไม่?”
“แม่ข้าทำผิด นางดุข้าก่อน…”
“อืม ถ้านางไม่ดุเจ้าแล้วย่าเจ้าตีนาง เจ้าคิดว่าย่าเจ้าทำถูกหรือไม่?”
“หากนางไม่ดุข้า ท่านย่าก็คงไม่ตีนาง”
“ข้าหมายความว่าหากแม่เจ้าไม่ดุเจ้าแล้วยังถูกย่าเจ้าตี เจ้ายังคิดว่าย่าเจ้าทำถูกหรือไม่”
เขาครุ่นคิด “ไม่ถูก…”
จูปาเม่ยไม่รีบเฉลย แต่ถามเด็กคนอื่น “แล้วเจ้าเล่า เจ้าลองคิดดู หากแม่ของเสี่ยวหมิงไม่ดุหรือตีใครแต่ก็ยังถูกย่าของเขาตี ย่าของเขาทำถูกหรือไม่?”
เด็ก ๆ มองหน้ากัน หลายคนไม่กล้าตอบสักคำ
ในขณะที่คนอื่น ๆ ไม่กล้าตอบ ซานเป่ากับซื่อเป่าไม่คิดกลัว พวกเขายกมือเล็ก ๆ แล้วตะโกน “ไม่ ตีคนอื่นไม่ถูก ท่านย่าบอกว่าไม่ว่าจะทำผิดหรือไม่ก็จะตีคนไปทั่วไม่ได้”
“ท่านย่าบอกว่าห้ามตีคนอื่น!”
……
เด็กคนอื่นมองพวกเขาแล้วถาม “ย่าเจ้าก็ตีเจ้าไม่ใช่หรือ?”
“ไม่ตี!” ซานเป่ากับซื่อเป่าบอกเป็นเสียงเดียวกัน “ท่านย่าไม่ตีเรา ท่านย่าดีที่สุด นางไม่ตีท่านแม่ด้วย ทั้งยังเล่านิทานให้ฟังด้วย…”
“ข้าไม่เชื่อ เมื่อก่อนต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าก็ถูกย่าเจ้าตี ข้าเห็นกับตา!” จูโก่วหวาโพล่งบอกเสียงดัง “ตีแรงมาก คว้าไม้กวาดไล่ฟาดไปทั่วบ้าน ย่าเจ้าตีแรงที่สุดในหมู่บ้านแล้ว”
[1] หากคานเพดานไม่ถูกต้อง คานพื้นย่อมไม่ถูกต้องตามไปด้วย หมายถึง หากคนรุ่นก่อนประพฤติตัวไม่เหมาะสม คนรุ่นหลังก็จะได้รับผลกระทบและประพฤติตัวไม่เหมาะสมไปด้วย