ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 947 ทำไมข้าถึงได้รู้สึกว่าเด็กพวกนี้ผูกกันเป็นหนึ่งเดียว
- Home
- ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด
- บทที่ 947 ทำไมข้าถึงได้รู้สึกว่าเด็กพวกนี้ผูกกันเป็นหนึ่งเดียว
บทที่ 947 ทำไมข้าถึงได้รู้สึกว่าเด็กพวกนี้ผูกกันเป็นหนึ่งเดียว?
อยู่ ๆ เรื่องเดิมที่เมินเฉยมาตลอดก็ถูกหยิบยกมากล่าวต่อหน้าทุกคน ตอนนั้นเองที่พวกเขาพลันรับรู้ได้ถึงความผิดแปลก
บางครั้งคนเราก็เป็นเช่นนี้ หากไม่เกิดเรื่องก็ไม่เห็นว่ามีปัญหา เมื่อเกิดเรื่องขึ้นค่อยพบเห็น
เสี่ยวโต้วจื่อนึกไม่ถึงเช่นกัน นับแต่วันนั้นการกระทำของครอบครัวของอาสะใภ้ก็เปลี่ยนไปถนัดตา
แม้เขาจะต้องทำงานอยู่ แต่ปัญหาเรื่องอาหารการกินก็คลี่คลายลง เขาได้กินข้าวสวย เท่านี้ก็ถือว่าน่าพึงพอใจมากแล้ว
ที่น่าแปลกใจไปกว่านั้นคือเมื่อจูหมิงได้เสื้อผ้าใหม่ เขาก็เองจะพลอยได้ไปด้วย
สถานการณ์ดีขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากเรื่องที่เขายังไม่ได้ไปเรียนหนังสือ ก็ดูคล้ายว่าไม่ว่าจูหมิงจะได้สิ่งใด เจ้าตัวก็จะหาทางนำมาแบ่งปันให้เขาเสมอ
อาสะใภ้ของเขาโกรธมาก ทว่าฝ่ายที่เสนอตัวก่อนคือลูกชายของนาง ทั้งอีกฝ่ายยังได้รับคำเชยชมจากผู้อื่นว่ารู้จักเห็นอกเห็นใจและรักพี่น้อง ต้องเป็นเด็กกตัญญูอย่างแน่นอน เป็นเช่นนี้แล้วนางจะทำสิ่งใดได้
หากนางไม่พอใจ สามีจะทุบตีนางได้
นางต้องไปพร่ำบ่นกับคนนอกบ้าน “ผู้อื่นคลอดเด็กน้อยน่ารัก ข้ากลับคลอดหมาป่าตาขาวที่แว้งกัดข้าออกมา!”
อีกฝ่ายมองหน้าด้วยสายตางุนงง “เจ้าก็น่าจะดีใจ ข้าคิดว่าจูหมิงเป็นเด็กดีมาก มีเด็กคนใดเป็นห่วงเป็นใยพี่ชายบ้าง แต่ลูกเจ้าจิตใจดี รู้จักเอาใจใส่ลูกพี่ลูกน้อง เมื่อโตขึ้นต้องกตัญญูต่อเจ้าแน่นอน”
“เจ้าเด็กนั่นไม่ใช่พี่ชายแท้ ๆ เสียหน่อย”
“ลูกพี่ลูกน้องไม่ใช่พี่น้องหรือ เขาเองก็เป็นคนสกุลจู มีสายเลือดเดียวกัน กินอยู่กับครอบครัวเจ้า ต่อให้เขาไม่ใช่พี่ชายแท้ ๆ ก็ยังสนิทสนมกว่าพี่ชายแท้ ๆ”
……
จากเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ โดยเฉพาะเรื่องเล็กน้อยของเด็ก ๆ ทำให้พวกเขาได้เรียนรู้ที่จะ ‘เห็นอกเห็นใจ’ ผู้อื่น และช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก
เมื่อพวกเขารู้ว่าสามารถ ‘ช่วยเหลือ’ ผู้อื่นและรู้สึกภาคภูมิใจไปกับมัน พวกเขาก็เติบโตขึ้นและเลิกกลั่นแกล้งหลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยไปโดยไม่รู้ตัว
เมื่อก่อนเด็กพวกนี้รู้แต่จะก่อเรื่องวุ่นวาย พ่อแม่จึงโมโหจนอยากจะตัดเขี้ยวเล็บของพวกเขา แต่เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไป ยิ่งพวกเขาได้เรียนหนังสือก็ยิ่งแสดงด้านที่ ‘รู้ความ’ ให้เห็น
พ่อแม่กลับมาจากตรากตรำทำงานด้านนอก พวกเขาก็ยกน้ำชามาให้และช่วยบีบนวดขา ก่อนกล่าวขอบคุณด้วยความซาบซึ้ง “ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านทำงานเหนื่อยยาก เมื่อข้าโตขึ้นแล้วจะดูแลพวกท่านเป็นอย่างดี”
ชั่วขณะนั้นจิตใจเสมือนได้น้ำเย็นชโลมในหน้าร้อน สดชื่นเป็นเท่าตัว ทั้งยังทำให้มีกำลังใจขึ้นมาก
เมื่อกำลังใจดีย่อมมีแรงกายทำงาน ใบหน้ามีรอยยิ้มประดับมากขึ้น และกล่าวโอ้อวดกับผู้อื่นอยู่บ่อยครั้ง “เมื่อวานข้ากลับบ้านไป ลูกข้าบอกว่าจะล้างเท้าให้ข้าแทนเมียข้าด้วย ฮ่า ๆๆ… เด็กตัวเท่านั้นจะล้างเท้าไหวได้อย่างไร แต่เขาก็กตัญญูรู้คุณมาก ข้าดีใจยิ่งนัก”
“อ้าว ลูกชายเจ้าก็ล้างเท้าให้เหมือนกันหรือ?” คนข้างตัวแปลกใจจึงรีบถาม “ลูกข้าก็เหมือนกัน บอกว่าข้าทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน จะทำให้เองทุกอย่าง แล้วยังทำอ่างน้ำคว่ำจนแม่เขาโกรธและกระโดดหลบแทบไม่ทัน ฮ่าๆๆ…”
“เมียเจ้าไม่ได้โกรธเพราะเขาล้างเท้าให้แค่เจ้าแต่ไม่ล้างให้นางใช่ไหม?”
“ฮ่า ๆๆ… เปล่า ลูกข้าบอกว่าวันนี้จะล้างเท้าให้เมียข้า แม่เขาจะได้หายโกรธ”
……
ไม่เพียงแต่ยกอ่างมาล้างเท้าให้ แต่ยังทำสิ่งที่ทำได้ด้วยตนเอง อย่างเอาเสื้อผ้าสกปรกไปวางไว้ให้เป็นที่ ตื่นเช้ามาเก็บที่นอน บอกครอบครัวทุกครั้งเมื่อออกไปเล่นด้านนอก และยังตั้งใจถนอมเสื้อผ้าและรองเท้าไม่ให้พัง…
แม้แต่ตอนทานมื้อเย็นยังรู้จักช่วยพ่อแม่ยกชามอาหาร บอกว่าพวกเขา ‘ทำงานหนัก’ มาและให้กินก่อน
“ทำไมข้าถึงคิดว่าสิ่งที่เราสอนในชั้นเรียนไม่เหมือนกับที่สอนด้านนอกเลย” คนแรกที่มีท่าทีคือเจ้าหน้าที่ทางการประจำหมู่บ้านที่ออกไปด้านนอกอยู่เนือง ๆ หลังหมู่บ้านจัดชั้นเรียนหนังสือ เขาก็เดินทางไปสำรวจสำนักศึกษาด้านนอกอยู่บ่อยครั้ง
คนด้านนอกฝึกอ่านเขียนและจดจำตำรา แต่เด็กในหมู่บ้านรู้คำศัพท์เพียงเท่าไหร่ไม่อาจรู้ได้ ทว่านิสัยใจคอก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน
บางครั้งเมื่อเขาเดินอยู่ข้างถนน กลุ่มเด็กที่วิ่งโร่กันมาก็หยุดยืนด้วยท่าทีนอบน้อมพลางบอก
‘คารวะผู้เฒ่าเจ้าหน้าที่ทางการ’ แล้วค่อยออกวิ่งต่อไป
หากเป็นเมื่อก่อนพวกเขาคงไม่แยแสและเพียงวิ่งผ่านไป
“ต่างกันจริง ๆ” ผู้อาวุโสตอบขณะรินชาให้เขา “หลานชายข้ากลับมาแสดงความรักและออดอ้อนข้าบ่อยครั้ง ทำให้ทั้งครอบครัวมีความสุขและชมว่าเขาเป็นเด็กดีมีหัวคิด เมื่อเติบโตขึ้นต้องกตัญญูรู้คุณอย่างแน่นอน”
“แต่ว่าชั้นเรียนหนังสือไม่ได้สอนอ่านเขียนหรอกหรือ?”
“ท่านไม่รู้ได้อย่างไร เมื่อวานหลานข้ากลับมาสอนข้าและเล่านิทานเรื่อง…” ผู้อาวุโสย้อนนึกก่อนบอก “อ๋อ ข้าจำได้แล้ว ชื่อว่าขูดเรือหากระบี่*[1] วันนี้ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไปแม่น้ำแล้วลองดูกันด้วยว่าเป็นจริงอย่างที่ในนิทานบอกหรือไม่”
“ลองหรือ? จะลองได้อย่างไร คงไม่ปล่อยให้พวกเขาขึ้นเรือไปลองใช่ไหม?”
อีกฝ่ายลังเลครู่หนึ่ง “เราลองไปดูที่ริมแม่น้ำกันดีไหม?”
“เอาสิ”
ทั้งคู่ไม่ดื่มชาต่อ แต่กลับบอกภรรยาที่บ้านแล้วออกไปข้างนอก
พวกนางพูดไม่ออก ‘ข้าเพิ่งจะลงมือชงชาให้กลับไม่ดื่ม ดันพากันออกไปข้างนอกเสียได้…’
นางมองขนมมันเทศบนจานแล้วก็เก็บกลับไป
เอาเถิด เก็บไว้ให้หลานท่านกลับมากินหลังเลิกเรียนก็แล้วกัน
ช่วงหลังมานี้หลานท่านเป็นเด็กดีนัก ข้าต้องชมเชยเขาบ้าง
เด็ก ๆ มารวมกลุ่มกันอยู่ริมแม่น้ำ
จูปาเม่ย หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยบอกให้พวกเขายืนเรียงกันเป็นกลุ่ม
ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาออกมาเรียนนอกสถานที่ เด็ก ๆ เคยผ่านประสบการณ์มาก่อน หัวหน้ากลุ่มยืนด้านหน้าพร้อมธงประจำกลุ่มในมือ สมาชิกกลุ่มยืนต่อแถวด้านหลังและคอยฟังคำสั่งหัวหน้ากลุ่ม
จูปาเม่ยให้พื้นที่กับแต่ละกลุ่ม ก่อนอื่นพวกเขาต้องทำตามขั้นตอนของกิจกรรม กำหนด ‘แม่น้ำ’ และ ‘ริมตลิ่ง’ ของตนเอง ทั้งยังต้องเตรียม ‘ของ’ ที่จะหล่นลงไปในแม่น้ำด้วย!
กว่าเจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสจะมาถึง พวกเขาก็เริ่มขูดเรือกันแล้ว
“ผู้เฒ่าผู้อาวุโสกับผู้เฒ่าเจ้าหน้าที่ทางการ ทำไมถึงมาที่นี่ได้” จูปาเม่ยคิดว่าพวกเขามีธุระจึงรีบบอกให้หลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยดูแลเด็ก ๆ ส่วนางก้าวไปหาพวกเขา
“เปล่าหรอก เราแค่แวะมาดูหน่อย…” ผู้อาวุโสชะเง้อคอมองพลางเอ่ยถาม “แล้วเจ้าทำอะไรอยู่หรือ ทำไมข้าถึงได้รู้สึกว่าเด็กพวกนี้ผูกกันเป็นหนึ่งเดียว”
“ที่พวกเขาผูกกันอยู่เรียกว่า ‘เรือ’ ข้าบอกให้พวกเขาจับกลุ่มกันแล้วสมมติว่ากำลังขึ้นเรือลำเดียวกัน เมื่อเรือแล่นไปตามแม่น้ำแล้วบังเอิญมีของตกลงไปใน ‘น้ำ’ จากนั้นให้พวกเขาทำเครื่องหมายไว้บน ‘เรือ’ เมื่อเทียบฝั่งแล้วให้พวกเขากลับมาดูเครื่องหมายแล้วหาดูว่ายังเจอของหรือไม่…”
“จะหาเจอได้อย่างไร” เจ้าหน้าที่ทางการหัวเราะเมื่อได้ยินเช่นนั้น “จุดที่ของหายไม่ใช่ริมน้ำ หาตรงนั้นไปจะเจอได้อย่างไร”
นางกล่าวว่า “มันคือนิทานเรื่อง ‘ขูดเรือหากระบี่’ ในตำรา เพียงเล่าให้พวกเขาฟังย่อมไม่เข้าใจ ให้พวกเขาลองลงมือเองถึงจะเข้าใจได้”
เจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสจึงเข้าใจในตอนนั้นว่าสี่คำนี้หมายความว่าอย่างไร
ภาษิตนี้เป็นเหตุเป็นผล หากเพียงบอกเล่านั้นผู้ใหญ่อาจไม่เข้าใจเสมอไป แต่หากได้ลงมือปฏิบัติแล้ว ต่อให้เป็นเด็กก็สามารถเข้าใจได้
[1] นิทานซึ่งเป็นที่มาของสำนวนที่หมายความถึงการดื้อดึงใช้วิธีเดิม ๆ มารับมือหรือแก้ปัญหา ไม่รู้จักปรับตัวและหาวิธีที่เหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลง