ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 950 เป็นเขานั่นแหละ
บทที่ 950 เป็นเขานั่นแหละ
สับเปลี่ยนปุ๋ยไม่ต่างกับสลับสายเลือดของครอบครัว จูต้าอดใจไม่ได้ที่จะเหวี่ยงหมัดใส่อีกฝ่ายเต็มแรง
“พี่ใหญ่ ข้าผิดไปแล้ว…” จูซื่อเจี่ยวร่างผอมกะหร่องไม่สูงเท่าจูต้า เมื่อถูกกระชากตัวอย่างแรงก็ตกใจแล้วรีบยอมรับผิด
เขาละโมบอยากได้ปุ๋ยของครอบครัวอื่นซึ่งมีสีเข้มกว่าของครอบครัวเขาอย่างเห็นได้ชัด จึงสับเปลี่ยนปุ๋ยเพราะต้องการลอบเอาเปรียบสกุลจู
ยอมรับความผิดไปก็เปล่าประโยชน์ จูต้าโมโหเสียแล้ว แม้ไม่ได้ต่อยหน้าแต่ก็เตะจูซื่อเจี่ยวไปหลายครั้ง
ทว่าซัดเพียงไม่กี่ครั้งก็ไม่อาจทำให้ความเดือดดาลในใจคลายลงได้ เขาลากอีกฝ่ายไปโยนต่อหน้าเจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสแล้วให้พวกเขาตัดสินโทษ “เจ้าเด็กนี่ทำเกินไปแล้ว เขากล้ามาขโมยปุ๋ยของครอบครัวข้า!”
เจ้าหน้าที่ทางการตกใจ “จูซื่อเจี่ยว เจ้าทำบ้าอะไรลงไป ข้าบอกให้ทุกคนหมักปุ๋ยเอาไว้เมื่อปีก่อนแล้วไม่ใช่หรือ ครอบครัวเจ้ายังขาดแคลนปุ๋ยอยู่หรืออย่างไร”
หลายคนแถวนั้นมองมาอย่างอยากรู้อยากเห็น
ถึงอย่างไรปีก่อนทุกคนต่างก็หมักปุ๋ยกัน บางครอบครัวหมักเอาไว้หลายถัง ขโมยของผู้อื่นยังพอเข้าใจได้ แต่ขโมยปุ๋ยของครอบครัวจูเหล่าโถว นี่ไม่เท่ากับรนหาที่ตายหรอกหรือ
ตอนนี้มีครอบครัวไหนกล้าท้าชนกับสกุลจูบ้าง ทุกคนต่างก็ต้องการให้พวกเขานำพาความร่ำรวยมาให้ แต่จูซื่อเจี่ยวคนนี้กลับ…
บางคนกระซิบว่า “เจ้าคิดว่าจูซื่อเจี่ยวผู้นี้โง่เง่าหรือไม่”
“เขาโง่และไม่มีหัวคิดตั้งแต่เล็กแล้ว ใช่ว่าเจ้าจะไม่รู้เสียหน่อย ไม่เช่นนั้นพี่สาวสองคนของเขาที่แต่งออกไปแล้วจะไม่ไยดีเขาได้อย่างไร”
“ข้าได้ยินว่าที่เขาทะเลาะกับพี่ชายคราวก่อนก็เพราะเรื่องที่ดิน”
“ข้าเองก็ได้ยินมาว่าตอนที่เก็บเกี่ยวมันเทศ เมียพี่ชายเขาทำมันเทศตกในบ้านเขา เขามาเก็บไปแล้วบอกว่าเป็นของครอบครัวเขา ไม่ยอมคืนให้พี่ชาย ถ้าไม่เป็นพี่ชายข้าก็เกรงว่าเขาจะฆ่าแกงกันแล้ว ถึงจะเอาเปรียบก็ไม่คิดว่าจะเป็นถึงขนาดนี้”
……
เมื่อได้ยินเจ้าหน้าที่ทางการถาม จูซื่อเจี่ยวย่อมไม่กล้าตอบว่าเขาดูแคลนว่าปุ๋ยของครอบครัวตนเองไม่ดีพอ จึงต้องการสับเปลี่ยนกับของผู้อื่นที่ดีกว่า
สกุลจูมีคนมากมาย หลายคนช่วยกันหมักปุ๋ยจึงได้ปริมาณมากกว่าผู้อื่น
ผิดกับจูซื่อเจี่ยว หลังจากที่เขาและพี่ชายแยกบ้านกัน ทุกอย่างตกเป็นของเขาซึ่งเป็นลูกชายคนเล็ก เมื่อพ่อแม่ยังอยู่จึงไม่ได้มีชีวิตยากลำบากนัก เขาไม่หนักเอาเบาสู้ งานที่ผู้อื่นทำเสร็จสิ้นในวันเดียว เขากลับต้องใช้เวลาถึงสองวัน
ปุ๋ยที่หมักนี้จึงไม่ดีเท่าของผู้อื่นเป็นธรรมดา
หากเป็นยามปกติเขาคงไม่กล้าลองดีกับสกุลจู ทว่าคราวนี้ไม่รู้นึกครึ้มอย่างไรถึงได้ทำเรื่องพรรค์นี้
“ท่านอาเจ้าหน้าที่ทางการ ข้ารู้ตัวว่าข้าผิดไปแล้ว…” เขารีบกล่าวขอโทษ
“เขาสับเปลี่ยนปุ๋ยไปมากเท่าไหร่”
“ไม่มาก เพียงสี่หาบเท่านั้น…” เขาพูดตะกุกตะกัก
“สี่หาบ ยังบอกว่าไม่มากอีกหรือ!” เจ้าหน้าที่ทางการพูดไม่ออก โชคดีที่เป็นปุ๋ยที่ทุกครอบครัวมีกัน จะกี่มากน้อยก็แล้วแต่ครอบครัวไป แต่หากถูกแทนที่ด้วยปุ๋ยไม่ดี เจ้าของย่อมต้องมาเอาเรื่องเป็นธรรมดา
มีใครไม่รู้บ้างว่าผลผลิตจะเติบโตได้ดีหรือไม่นั้นขึ้นก็อยู่กับว่าได้รับสารอาหารจากปุ๋ยเพียงพอหรือไม่
เขายิ่งก้มหน้าก้มตาไม่กล้าพูดอีก
เจ้าหน้าที่ทางการถามไถ่จนได้ความก็หันไปถามจูต้า เรื่องนี้ทำลงไปแล้ว ถึงอย่างไรปุ๋ยที่จูซื่อเจี่ยวขโมยมาก็ถูกนำไปใช้แล้ว ตอนนี้อยากจะทวงกลับคืนก็เห็นทีจะเป็นไปไม่ได้
“แล้วจะทำอย่างไร ปุ๋ยบ้านข้าถูกเปลี่ยนไปตั้งเท่าไหร่ เขาต้องชดใช้ให้ข้า…” จูต้ายืนกราน
“จะชดใช้ได้อย่างไร เขาเอาลงดินไปหมดแล้ว เจ้าไม่อาจขุดกลับขึ้นมาได้”
“เช่นนั้นให้ถือว่าบ้านเขาติดค้างปุ๋ยกับบ้านข้า เมื่อถึงเวลาเขาต้องคืนปุ๋ยให้ข้า” จูต้ากล่าว “ข้าจะจับตามองเขาไม่คลาดสายตา คิดว่าครอบครัวข้าหมักปุ๋ยง่ายนักหรือ นำของหมักไม่รู้เท่าไหร่ คอยพลิกไม่รู้กี่ครั้ง ตั้งแต่ปีก่อนจนถึงปีนี้ เขากลับมาลักไปลงที่นาของครอบครัวเขา…”
“ได้ยินหรือไม่ จูซื่อเจี่ยว” เจ้าหน้าที่ทางการหันมามองหน้าจูซื่อเจี่ยว “เจ้ามีอะไรคัดค้านไหม”
อีกฝ่ายจำใจตอบ “ไม่มี…”
เดิมทีเขาอยากจะทำตัวเกียจคร้านจึงสับเปลี่ยนปุ๋ยกับผู้อื่น กลับกลายเป็นว่าต้องชดใช้ปุ๋ยให้
เฮ้อ… ลงมือเสียเปล่านัก!
เย่อวี๋หรานมารู้เรื่องถูกสับเปลี่ยนปุ๋ยก็รู้สึกขบขัน
การหมักปุ๋ยนี้ครอบครัวเขาไม่ได้ปิดบังใครและสอนให้ชาวบ้านเสียด้วยซ้ำ แต่ยังมีคนคิดจะขโมยปุ๋ยของครอบครัวนางอีก
“คนผู้นี้คิดอย่างไรถึงได้มาสับเปลี่ยนปุ๋ยได้”
จูต้ากล่าว “ข้าไม่รู้ขอรับ แต่ข้าให้เขาสัญญาแล้วว่าจะให้เขาชดใช้ปุ๋ยคืนเมื่อเพาะปลูกเสร็จสิ้น”
“แล้วเขาไม่ยอมตกลงหรือ”
“ยอมขอรับ”
“แล้วทำไมเจ้าถึงยังดูไม่สบอารมณ์”
“ท่านแม่ อยู่ ๆ ข้าก็รู้สึกว่าตนเองเสียเปรียบ” เขาอธิบาย “เดิมทีเราจะใช้ปุ๋ยนั้นลงดิน เขากลับเอาไปลงที่นาของเขา ต่อให้เขาชดใช้คืนมาก็ต้องรอใช้ปีหน้า… ถึงตอนนั้นที่นาของเขาก็ไม่รู้ว่าเก็บเกี่ยวผลผลิตได้มากขึ้นเท่าไหร่แล้ว”
“คงไม่มากขนาดนั้นหรอกใช่ไหม หากเพียงลักปุ๋ยไปใช้ไม่เท่าไหร่แล้วทำให้ผลผลิตงอกงามขึ้นมาก ทุกคนจะทุ่มเทตั้งใจกันทำไม สู้ใช้ปุ๋ยมากหน่อยไม่ดีหรอกหรือ” เย่อวี๋หรานได้ยินคำเขาจึงหัวเราะ “เจ้าเพาะปลูกมาหลายปี ยังไม่เข้าใจอีกหรือว่าผลผลิตจะงอกงามได้นั้นไม่ได้อาศัยเพียงแค่ปุ๋ย แต่ต้องดูแลเป็นอย่างดี คอยเอาใจใส่ทุกด้านด้วย จูซื่อเจี่ยวถึงกับขโมยปุ๋ยไป เจ้าคิดว่าเขาจะสามารถดูแลที่นาได้ดีหรือ”
พูดมาถึงตรงนี้นางก็พลันนึกได้จึงถามว่าจูซื่อเจี่ยวผู้นี้ก่อนหน้านี้ถูกพี่ชาย ‘ตัดขาด’ ไม่ใช่หรอกหรือ
เมื่อครั้งพ่อแม่ยังมีชีวิต เจ้าตัวก็เกียจคร้านจนพี่ชายทนไม่ไหว ทันทีที่พ่อแม่ล่วงลับไปจึงได้ขับไล่ออกไป
จูซื่อเจี่ยวจะยอมอยู่เฉยได้อย่างไร จึงโร่ไปหาเจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโสให้ตัดสินให้ว่าใครเป็น ‘เจ้าบ้าน’
ตอนนั้นเจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสต้องการเชิญนางไปช่วยหาทางออก ทว่านางยุ่งมาก มีหรือที่จะมีเวลาไปใส่ใจเรื่องของผู้อื่น นางจึงไม่ได้ไป
ภายหลังถึงได้ข่าวว่าเขากับพี่ชายตัดขาดกันแล้ว
แม้ว่าฝ่ายพี่ชายจะขับไล่เขาออกจากบ้านแต่ก็ไม่ได้ทำเกินเหตุ สิ่งใดที่ควรให้ก็มอบให้ เป็นเขาเองที่ไม่เอาไหน ที่ดินเหมือนกัน เมล็ดพันธุ์เหมือนกัน แต่พี่ชายกับได้ผลผลิตมากกว่าเขา
“เป็นเขานั่นแหละ ก่อนหน้านี้เขารังเกียจเมียตนเองที่มีรายได้มากกว่าจึงต้องการเลิกรากับนาง…” จูต้าเล่า “เขาไม่ขยันขันแข็งเท่าเมียเขา ไม่รู้ว่าคิดอะไรถึงได้ไปรังเกียจนาง หากนางไม่ไปช่วยเขาทำไร่ทำนาบ่อย ๆ ที่ทางของเขาคงรกร้างไปนานแล้ว”
จูต้าเห็นว่าผู้ชายที่ไม่มีปัญญาหาเลี้ยงภรรยาและคิดแต่จะ ‘สบาย’ นั้นไม่นับว่าเป็นผู้ชาย
เขาจึงไม่ชายตามองจูซื่อเจี่ยวสักครั้ง
เขาไม่ใช่คนเดียวที่ดูถูกอีกฝ่าย ผู้ชายส่วนใหญ่ในหมู่บ้านต่างก็ไม่คบค้าสมาคมกับเจ้าตัวเพราะรู้สึกเช่นเดียวกับเขา
ครั้นได้ฟังเขาบอกแล้วเย่อวี๋หรานก็คิดว่า โชคดีที่เขาไม่ใช่ลูกชายนาง ไม่เช่นนั้นนางคงได้ปวดหัวตายแน่!
ปีนี้จูซานกับจูชีไม่ได้กลับมาเทศกาลเช็งเม้ง จูเหล่าโถวกับผู้ชายสกุลจูพาหลาน ๆ ไปไหว้บรรพบุรุษที่สุสาน
วันนี้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าหยุดเรียน พวกเขาสวมเสื้อผ้าสะอาด จูงมือซานเป่ากับซื่อเป่าเดินตามผู้ใหญ่ในครอบครัวไป ส่วนอู๋เป่าที่ยังเล็กและเดินไม่ได้นั้นอยู่ในอ้อมแขนจูเอ้อร์ ทั้งหมดมุ่งหน้าเดินขึ้นเขา
เมื่อมาถึงแล้ว จูเหล่าซาน จูเหล่าซื่อ และคนอื่นก็มาถึงแล้วเช่นกัน พวกเขาใช้เคียวตัดต้นไม้ที่ขึ้นบนสุสาน ทิ้งพื้นที่ว่างหน้าหลุมไว้วางอาหารที่นำมาจากบ้าน….