ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 952 เพียงเรื่อง ‘ถูกตี’
บทที่ 952 เพียงเรื่อง ‘ถูกตี’
ถึงกระนั้นเด็ก ๆ ก็ยังไม่พลาดโอกาสที่จะได้ ‘วาดรูป’ จึงพากันไปอยู่ที่นั่น
คนโตยังรู้ความและไม่ทำเปรอะเปื้อน แต่เมื่อเป็นเด็กเล็กอย่างซานเป่ากับซื่อเป่า พวกเขาจึงเผลอทำเลอะเทอะ
หลี่ซื่อกลับมาจากทำงานและเห็นว่าพวกเขามอมแมมไปหมดจึงทั้งโมโหระคนขบขัน “เจ้า… ยังอยากใส่เสื้อผ้านี้อีกหรือเปล่า หา นานทีข้าจะให้พวกเจ้าใส่เสื้อผ้าดี ๆ แต่กลับทำเลอะอย่างนี้ ต่อไปข้าจะไม่เอาเสื้อผ้าดี ๆ ให้ใส่แล้ว”
แม้โมโหแต่สิ่งที่ควรเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยน ไม่อย่างนั้นพวกเขาตัวเปียกน้ำที่ใช้ล้างไข่แบบนี้ โดนอากาศที่เย็นลงแล้วอาจเป็นหวัดได้
เมื่อเห็นซานเป่ากับซื่อเป่าโดนดุ ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าก็รู้สึกผิดจึงเดินมาขอโทษหลี่ซื่อ “อาสะใภ้สี่ ข้าขอโทษ เราผิดเองที่ไม่ได้ดูแลพวกเขาให้ดี…”
เด็กจะโตแค่ไหนแล้วก็ยังอยากเล่นสนุก
สองพี่น้องต้องไปเล่าเรียนที่สำนักศึกษาทุกวัน มีโอกาสได้เล่นไม่มากนัก นานทีได้ ‘เล่น’ จึงลืมดูแลน้องชายสองคน
ตอนนั้นเองที่หลี่ว์ซานยาเห็นว่าเสื้อผ้าตนเองเลอะเช่นกัน นางตกใจมากจึงไปซ่อนด้านหลังเพราะกลัวถูกหลี่ซื่อดุ
หลี่ซื่อรีบพาซานเป่ากับซื่อเป่ากลับบ้านโดยไม่ได้สนใจพวกเขา ในขณะเดียวกันหลินซื่อเม่ยรู้สึกผิดจึงคิดว่าถึงเวลาต้อง ‘เลิกเล่น’ ได้แล้ว นางถึงได้รู้ตัวว่าสภาพตอนนี้ ‘เละเทะ’ ไม่น้อย
น้ำเปียกเจิ่งนองไปทั่ว
เสื้อผ้าของนางก็เปียกไปด้วย
หลากหลายสีผสมกันและเปื้อนเสื้อผ้าของทุกคน
……
หลินซื่อเม่ย : …แย่แล้ว สีนี้ใช้ย้อมผ้า เกรงว่าจะซักไม่ออก!
ทันใดนั้นนางยิ่งตื่นตระหนก
นางวิตกไม่น้อย ไม่เพียงแค่กังวลว่าจะซักสีไม่ออกแต่ยังกังวลว่าจะถูกตำหนิ โดยเฉพาะจากเย่อวี๋หราน
เดิมทีเพียง ‘วาดไข่’ เล่นสนุกกัน สุดท้ายกลับทำเสื้อผ้าเสียหาย หากไม่ถูกต่อว่าก็คงแปลก
แม้สกุลจูจะมีเงิน แต่ก็ไม่ได้ร่ำรวยพอจะปล่อยให้ทำเสื้อผ้าพังเสียหายได้
เพียงแต่นางนึกไม่ถึงว่าคราวนี้คนที่ดุด่าพวกนางจะไม่ใช่เย่อวี๋หราน แต่เป็นจูเหล่าโถว
เมื่อได้ยินหลี่ซื่อบ่นแล้วลากซานเป่ากับซื่อเป่ากลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้า จูเหล่าโถวก็เห็นเหตุการณ์วุ่นวายที่โถงบ้าน จากนั้นจึงเห็นทุกคน ‘สิ้นเปลืองอาหาร’ เขาอารมณ์เสียขึ้นมาทันที “พวกเจ้าทำอะไรกัน! ทำไมถึงได้เละเทะอย่างนี้”
“เอ่อ.. ท่านพ่อ…” จูปาเม่ยตกใจจนมือสั่นและทำพู่กันร่วง
นางตั้งท่าจะอธิบาย ทว่าเขากลับดุด่าโดยไม่ให้โอกาสนางแก้ตัว “วาดรูปบ้าอะไรกัน! วัน ๆ รู้จักแต่จะใช้อาหารสิ้นเปลือง นังลูกสาวคนนี้ เห็นว่ามีแม่ให้ท้ายก็เลยเหลิงใหญ่…”
“ลูกสาวบ้านไหนเป็นอย่างนี้เล่า ไม่ซักผ้า ไม่ทำอาหาร วัน ๆ ทำเรื่องไร้สาระทั้งวัน”
“เจ้าอวดดีเถียงข้าขนาดนี้ ลืมแซ่ตนเองแล้วหรือ วาดไข่เล่นอย่างนี้จะไม่กินแล้วหรืออย่างไร”
……
ไม่เพียงต่อว่าจูปาเม่ย เขายังลามไปดุด่าหลินซานเม่ย หลินซื่อเม่ย หลี่ว์ต้ายา หลี่ว์เอ้อร์ยา และหลี่ว์ซานยาด้วย บอกว่าเป็นเพียงผู้อาศัย ไม่รู้จักห้ามปรามจูปาเม่ย ต่อให้ไม่ทำเช่นนั้นการรวมหัวกันทำเรื่องย่ำแย่ก็ไม่สมควร
ปกติตอนอยู่ที่บ้านสกุลหลี่ว์ หลี่ว์ต้ายา หลี่ว์เอ้อร์ยา และหลี่ว์ซานยาเคยชินกับการถูกตำหนิ แต่หลังมาอยู่ที่บ้านสกุลจูก็ไม่เคยถูกปฏิบัติเช่นนั้นมานานแล้ว พวกนางจึงงุนงงไม่น้อย
หลี่ว์ซานยากลัวมากจนน้ำตารื้นและเกือบร้องไห้ออกมา
หลี่ว์ต้ายากับกลี่ว์เอ้อร์ยาเองก็ตกใจจึงรีบจูงน้องสาวไปหลบด้านหลังหลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ย
หลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยนึกไม่ถึงว่าจูเหล่าโถวจะโกรธ เขามักเป็น ‘คนไร้ตัวตน’ ในบ้าน เรื่องเล็กน้อยยังขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเย่อวี๋หราน เรื่องใหญ่ก็ยังเป็นหน้าที่ของนาง ไม่คิดว่านางไม่ทันได้โมโหเขาก็โวยวายขึ้นมาก่อน
“ท่านอาจู ฟังข้าอธิบายก่อน เราไม่ได้ใช้อาหารสิ้นเปลือง ไข่นี้ยังสามารถกินได้…” หลินซานเม่ยอธิบายคล้ายต้องการบอกว่าพวกนางเพียงวาดรูปเล่นสนุกเท่านั้น ไม่ได้คิดทิ้งขว้างหลังวาดเสร็จ
“กินได้หรือ ไข่อย่างนี้ใครจะกินได้อีก เจ้ากินหรือ คิดดูให้ดี ไข่ใบละสองเหรียญ ข้าไม่มีปัญญาได้กินสักใบ (กล่าวถึงสกุลจูในสมัยก่อน) เจ้ากลับเอามาทำเสียหาย ผู้อื่นไม่มีปัญญาหากิน พวกเจ้ากลับเห็นเป็นของถูกหรือ กินข้าวบ้านข้า ซุกหัวนอนบ้านข้า แต่ยังทำเรื่องพรรค์นี้ นี่ไม่เท่ากับเป็นหมาป่าตาขาวหรือ…”
แท้จริงว่ากันอย่างง่ายคือจูเหล่าโถวเพียงไม่คุ้นเคยกับสิ่งที่พวกนาง ‘วาดไข่’ กันในโถงบ้านช่วงเช้า ไม่เพียงแต่จะเลอะเทอะเสื้อผ้าแต่ยังเปื้อนบ้านไปทั่ว
ปกติยามเขาตื่นเช้าขึ้นมาลูกสะใภ้จะกวาดพื้นและเก็บบ้านจนสะอาดแล้ว (ตามคำสั่งของเย่อวี๋หราน) เด็กสาวออกไปทำงานกันขยันขันแข็ง นึกไม่ถึงว่าเหตุการณ์ ‘ผิดวิสัย’ ในวันนี้จะทำให้เขาไม่สบายใจ
นอกจากนี้ยังมีอีกเรื่องคือ ปกติต้าเป่า เอ้อร์เป้า ซานเป่า และซื่อเป่าเป็นเด็กดีเพียงไหน พวกเขาไปศึกษาเล่าเรียนกัน เคยเล่นซนเช่นนี้ที่ไหนกัน
เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน
ในสายตาของเขา ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเป็นปัญญาชน ซานเป่ากับซื่อเป่ายังเล็กแต่ก็อ่านออกเขียนได้ เด็กที่มีความรู้แบบนี้จะเหมือนเด็กทโมนคนอื่นในหมู่บ้านและทำเรื่องที่มีแต่ ‘เด็กทโมน’ ทำกันได้อย่างไร ทั้งจูปาเม่ย หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยก็ไม่ใช่เด็กสามสี่ขวบ พากันเล่นสนุกไปด้วยกันได้อย่างไร
เขาเห็นว่าการวาดไข่เป็นเพียงการเล่นสนุก ไม่ต่างจากเด็กทโมนในหมู่บ้านที่ปีนขึ้นไปเก็บไข่บนต้นไม้ ลงเล่นจับปลาในแม่น้ำ และขโมยไข่จากบ้านผู้อื่น
เรื่องพรรค์นี้ควร ‘ทำให้หลาบจำ’ และสมควร ‘ถูกตี’
หลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยมาอาศัยอยู่ในบ้านสกุลจู ไฉนเลยจะกล้าลองดีกับจูเหล่าโถว พวกนางทำได้เพียงสำนึกผิด
ยิ่งเมื่อเขาบอกว่าเด็กสาวคนอื่นในหมู่บ้านต้องเลี้ยงหมู ซักผ้า ทำอาหาร กินให้น้อย หากทำผิดก็ต้องถูกต่อว่า ต่างจากพวกนางที่ถูกเลี้ยงดูราวกับเป็น ‘คุณหนู’ ไม่ต้องก้าวออกไปนอกบ้าน รู้จักแต่เย็บปักถักร้อยและย้อมผ้า ทำสิ่งอื่นไม่เป็น พวกนางก็ยิ่งไม่กล้าเถียง เพราะนางรู้ว่าสิ่งที่เขาพูดมาเป็นความจริงทั้งนั้น
ใช่ว่าพวกนางจะไม่ได้ซักผ้าหรือทำอาหาร เพียงแค่สกุลจูมีลูกสะใภ้หลายคน ทั้งยังซื้อตัวข้ารับใช้มาด้วย พวกนางจึงมีเวลาเย็บปักถักร้อยและย้อมผ้า ทำสิ่งที่สามารถสร้างรายได้ ดูผิวเผินอาจไม่ลำบากเท่าเด็กสาวคนอื่นในหมู่บ้าน แต่เป็นคุณหนูผู้ ‘บอบบาง’ อย่างเด็กสาวในเมือง
ทว่าจูปาเม่ยมีท่าทีต่างออกไป นางวางพู่กันลงบนโต๊ะแล้วกล่าวว่า “ท่านพ่อ พูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร ท่านคิดว่าข้าทำงานไม่เพียงพอ ไม่ทำอาหารให้ท่าน และไม่ซักผ้าให้ท่านหรือ ใช่ว่าเราไม่มีข้ารับใช้ในบ้านเสียหน่อย อีกทั้งข้ายังมีพี่สะใภ้หลายคน จึงยังไม่ถึงคราวที่ข้าต้องทำงาน หากท่านต้องการให้ข้าเป็นเหมือนอย่างเด็กสาวคนอื่นในหมู่บ้าน ท่านก็ลองถามท่านแม่ดูว่านางยอมหรือไม่…”
นางย้ำเตือนบิดา “ตอนนี้ข้าทำงานก็เพราะท่านแม่อนุญาต! ข้าจะแต่งเข้าสกุลเศรษฐีเป็นฮูหยินมีบริวารมากมาย ถึงยามนั้นข้าก็ไม่ต้องทำสิ่งใด เพียงออกปากสั่งเท่านั้น… เด็กสาวอย่างข้าทำไมต้องเป็นเหมือนเด็กสาวโง่เง่าพวกนั้นด้วย ถึงต้องไปเลี้ยงหมูและทำงานลำบากเช่นนั้น”