ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 955 หาเงินได้รวดเร็วขนาดนี้ได้อย่างไร
บทที่ 955 หาเงินได้รวดเร็วขนาดนี้ได้อย่างไร
จูเหล่าโถวพูดไม่ออก
เขาไม่คิดทอดทิ้ง ‘หญิงอารมณ์ร้าย’ ผู้นี้แม้จะมีเหตุผลให้ต้องทำก็ตาม
หากเขากล้ากล่าวถึงมัน นางก็กล้าคว้ามีดทำครัวมาเช่นกัน
ตอนนั้นเขาไม่กล้ารับรองว่าจะยังรักษาศีรษะบนบ่าเอาไว้ได้ด้วยซ้ำ
เมื่อลั่นวาจาไปแล้วว่าจะให้จูปาเม่ยมาขอโทษ เย่อวี๋หรานย่อมไม่กลับคำ หลังมื้อเย็นนางก็เรียกลูกสาวมาบอกให้ไปขอโทษจูเหล่าโถว
เด็กสาวไม่เป็นเดือดเป็นร้อน ถึงอย่างไรนางก็ได้ประโยชน์ไปแล้ว ขอโทษก็คือขอโทษ ไม่ว่าจะพูดอย่างไรเขาก็ยังเป็นบิดาของนาง
แต่นางยังไม่วายบอก “ท่านพ่อ ต่อไปหากท่านต้องการต่อว่า ต้องดูก่อนว่าท่านแม่เห็นด้วยหรือไม่ อย่าเพิ่งโวยวายออกมาให้ทุกคนต้องเสียหน้า”
จูเหล่าโถวจุกในอก …ข้าคิดแล้วว่าเจ้าต้องจบไม่สวย
พูดจบ นางก็วิ่งไปรายงานมารดาที่ห้อง “ท่านแม่ ข้าขอโทษแล้ว ท่านพ่อดื่มชาแล้วด้วย”
หมายความว่าเขายอมรับคำขอโทษของนางแล้ว
เย่อวี๋หรานเหลือบมองแล้วกวักมือเรียกให้ไปพับผ้า
จูปาเม่ยนั่งลงขอบเตียงแล้วลงมือช่วย “ท่านแม่ ท่านจะเย็บชุดใหม่หรือ ข้ามีผ้ามาใหม่เยอะเลย เลือกสีที่ท่านชอบแล้วข้าจะย้อมให้…”
“แล้วพ่อเจ้าเล่า”
“ไม่จำเป็นเจ้าค่ะ เขาใส่ชุดจากปีก่อนก็ได้” นางรู้สึกว่าบิดามีเสื้อผ้าเยอะแล้วและไม่จำเป็นต้องมีมากมายเพียงนั้น
เย่อวี๋หรานถึงกับอึ้งไปเล็กน้อย “เขาเป็นพ่อเจ้านะ หากเจ้าทำให้ข้าก็ต้องทำให้เขาด้วย นี่เป็นมารยาท เจ้าเรียนรู้กฎมากมายแต่กลับจดจำสิ่งนี้ไม่ได้หรือ”
“จำได้ส่วนจำได้ แต่บางครั้งท่านพ่อน่าก็รำคาญเกินไป…” ลูกสาวบึนปากคล้ายยังไม่สบอารมณ์กับเรื่องเมื่อตอนกลางวัน “ทำตัวเป็นโบราณวัตถุในหมู่บ้าน ไม่รู้เรื่องรู้ราว คิดแต่จะต่อว่าข้า”
“เป็นเพราะเขายังปรับตัวไม่ได้ พ่อเจ้าต่างจากข้า” นางเงียบไปขณะคิดหาเหตุผล “เขาอยู่ในหมู่บ้านสกุลจูมาทั้งชีวิต เห็นแต่เรือกสวนไร่นาจึงไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ ไม่เข้าใจเหมือนชาวบ้านคนอื่น เขาจึงไม่ต่างกับชาวบ้านคนอื่น แต่ข้าแตกต่างออกไป ข้าเคยอยู่ในครอบครัวเศรษฐี มีสิ่งใดที่ข้าไม่เคยพบเจอบ้าง”
“แต่เขาก็เคยทำงานในครอบครัวเศรษฐีไม่ใช่หรือ ไม่เช่นนั้นจะพบกับท่านแม่ได้อย่างไร…”
“แต่เขาทำงานเพียงไม่นาน ไม่เช่นนั้นคิดว่าเขาจะ ‘อยู่เฉย’ และยอมให้ข้าอบรมดูแลเจ้าหรือไร ครอบครัวอื่นมีหรือที่สามีจะยอมให้ภรรยาเป็นใหญ่ ดูอย่างครอบครัวหญิงปากสว่าง นางมีอำนาจแต่ก็ยังถูกอาหย่งหนิงของเจ้าขับไล่ไปอยู่ที่สำนักนางชี อำนาจเช่นนั้นมีประโยชน์หรือ”
“ไม่เลย แต่เรื่องนั้นเพราะท่านแม่ชี้แนะเจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสถึงได้…”
เย่อวี๋หรานไม่รอให้ให้อีกฝ่ายพูดจบก็แทรกขึ้น “เดิมทีอาหย่งหนิงของเจ้าคิดทำเช่นนี้อยู่แล้ว เหตุที่ไม่ได้ลงมือเพราะพวกเขายังมีข้อกังวล ข้าเพียงช่วยคลายข้อกังวลให้พวกเขา แต่กับพ่อเจ้า เราอยู่ด้วยกันมาหลายปี เจ้าเคยเห็นเขาคิดจะทอดทิ้งข้าบ้างไหม”
จูปาเม่ยไม่รู้ว่าบิดาตนเองเคยมีความคิดเช่นนี้หรือไม่ ถึงอย่างไรในความทรงจำก็ไม่เคยจำได้ว่าเขาเคยกล่าวถึงมัน นางจึงส่ายหน้า “ดูเหมือนจะไม่เป็นอย่างนั้นนะเจ้าคะ”
“ใช่ไหมเล่า หมายความว่าพ่อเจ้าไม่แย่อย่างที่เจ้าคิด เจ้าจึงต้องเคารพเขาบ้าง ข้าบอกเจ้าไปนานแล้วว่าต่อให้แสร้งทำ เป็นเคารพก็ต้องทำ เจ้าเป็นผู้หญิงที่ยังไม่ออกเรือน หากเรื่องนี้รู้ไปถึงหูคนข้างนอก พวกเขาจะไม่มองว่าพ่อเจ้าผิด แต่จะบอกว่าเจ้าเป็นลูกสาว ‘เนรคุณ’”
“ข้ากตัญญูมาก เพียงแต่วันนี้ข้าอดกลั้นอารมณ์ไม่ไหว…” จูปาเม่ยเพิ่งจะตระหนักได้ถึงความผิดของตนและยอมรับมันแต่โดยดี
“เจ้ารู้ว่าตนเองทำผิดก็ดีแล้ว อย่างไรเสียเจ้าก็ไปขอโทษเขาแล้ว จากนี้ก็เย็บชุดให้เขาเป็นการชดใช้ความผิด พ่อเจ้ามีความสุขก็คงไม่จดจำเรื่องราวแล้ว”
ฝ่ายลูกสาวกล่าวกลั้วหัวเราะ “จริงของท่าน ต่อให้เขาอยากโกรธข้าก็โกรธได้เพียงไม่นาน”
นางดีดหน้าผากจูปาเม่ย “เจ้าเอาแต่บ่นว่าพ่อลำเอียง รักแต่พี่ชาย เขาเคยไม่รักเจ้าด้วยหรือ เหตุการณ์วันนี้ลองเปลี่ยนเป็นพี่ชายเจ้าดู เขาคงได้คว้าไม้มาตีให้หลาบจำแล้ว แต่เจ้าเป็นลูกสาว เขาจึงไม่คิดจะตีอย่างไรเล่า”
“เพราะข้าหลบทันต่างหาก เขาง้างมือจะตบข้าแล้ว” เด็กสาวเถียงโดยไม่ลืมจะฟ้องร้อง
แม้จูปาเม่ยจะไม่โกรธที่บิดาต่อว่าตนเองแล้ว แต่ยังไม่ลืมเรื่องที่เขาจะตบนาง นางโตขนาดนี้แล้ว หากถูกตบต่อหน้าผู้อื่น ต่อไปจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
“เจ้าก็หนีมาได้ไม่ใช่หรือ หากเป็นลูกสาวคนอื่น มีหรือจะกล้าวิ่งหนีไป”
“แหม… ท่านแม่ ไม่ใช่อย่างนั้นเสียหน่อย สิ่งอื่นเสียหายพอทนได้ เรื่องนี้ย่อมทนไม่ได้ ทันทีที่ข้าเห็นว่าท่านพ่อจะลงมือ ข้าต้องหนีเป็นธรรมดา…”
สองแม่ลูกพูดคุยสัพเพเหระกันอยู่นาน
วันรุ่งขึ้นจูปาเม่ยวิ่งไปถามจูเหล่าโถวว่าชอบสีอะไรเพื่อเย็บชุดใหม่ให้ ทำให้เขาปลาบปลื้มใจจนลืมเหตุการณ์เมื่อวานเสียสนิท ทั้งยังกล่าวชมว่านางเป็นลูกสาวที่น่ารัก
แม้ความเป็นอยู่ของครอบครัวจะดีขึ้นมาก แต่ก็ยังต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ดูดีทุก ๆ ฤดูหรือปีใหม่
ช่วยไม่ได้ มีคนในครอบครัวจำนวนมาก หากเย็บชุดให้คนหนึ่งก็ต้องเย็บชุดให้คนอื่นด้วย
จูปาเม่ยซึ่งเป็นน้องเล็กต้องการตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ คนอื่นจึงไม่อาจทักท้วงสิ่งใดได้ กอปรกับตั้งแต่เปิดกิจการย้อมผ้ามาก็มีคำสั่งซื้อเข้ามาไม่ขาดสาย แม้จะทำเงินไม่ได้มากแต่ก็ทำให้ครอบครัวมีเสื้อผ้าใช้เพียงพอ
เมื่อนางว่างจากงานก็อยากเย็บชุดให้ตนเองและเย่อวี๋หราน
ยังมีหลานตัวน้อยของนางด้วย
“ปาเม่ย เย็บชุดอีกแล้วหรือ พ้นปีใหม่มาไม่เท่าไหร่เอง เจ้าจะเย็บชุดอีกแล้ว ทำเงินได้มากแล้วไม่ใช่หรือ” หลิวซื่อได้ยินว่าจูปาเม่ยจะเย็บชุดใหม่ก็ถามด้วยความงุนงง
นางหัวเราะ “ข้าไม่ได้ทำเงินได้เร็วปานนั้น ข้าเพียงเปิดกิจการย้อมผ้าและได้ผ้ามาในราคาถูกกว่าผ้าจากด้านนอก จึงคิดว่าย้อมผ้าขายให้คนอื่นดีกว่าคนในครอบครัว พี่สะใภ้รอง หากใครในครอบครัวฝ่ายแม่ท่านต้องการเสื้อผ้าก็บอกข้ามาได้เลย ข้ารับประกันว่ามาซื้อที่นี่ถูกกว่าในเมืองแน่นอน”
“ถูกกว่าไม่กี่เหรียญเองไม่ใช่หรือ” หลิวซื่อถาม
“พี่สะใภ้รอง เท่านั้นก็ถูกมากแล้ว หากถูกกว่านี้ข้าคงต้องแบกต้นทุน อย่าเห็นว่าข้าต้องจ่ายเพียงค่าผ้า ยังมีค่าแรงคนงานอีกด้วย”
หลิวซื่อนึกได้ เดิมทีนางจะให้คนของครอบครัวฝ่ายแม่มาทำงานหาเงินกับกิจการย้อมผ้าของจูปาเม่ย แต่เมื่อได้ยินว่ามันทำกำไรได้ไม่มากเท่าโรงลวกเส้นก็ไม่ให้มา แรงงานชั่วคราวนี้มีตำแหน่งจำกัดได้เพียงคนเดียว หากมีคนในครอบครัวทำแล้วก็ต้องยกที่ให้ผู้อื่น นางจึงคิดว่าค่อยเรียกหาเมื่อสบโอกาสดี
คนที่คิดเช่นนี้ไม่ได้มีเพียงนาง แต่ยังรวมถึงหลิ่วซื่อ หลี่ซื่อ หลินซื่อ และคนอื่น ๆ ด้วย
แม้ตอนนี้ตระกูลหลินจะไม่เหลือคนมากนักแต่ก็ยังมีญาติอยู่ ต่อไปน้องสาวของนางต้องแต่งงานออกเรือนไป หากมีโอกาสเหมาะนางก็คิดจะหารือกับจูอู่เพื่อจับจองที่ให้คนในครอบครัวฝ่ายแม่
จูอู่ไม่ถือสาหากนางจะมาพึ่งพิงครอบครัวตนเอง ขอเพียงไม่ล้ำเส้นกันมากเกินไป
ด้านหลี่ซื่อที่เดิมทีดูแลโรงลวกเส้นอยู่แล้วก็ต้องการนำคนของครอบครัวฝ่ายแม่ตนเองเข้ามาทำงานเช่นกัน