ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 971 พลันร้องไห้เมื่อสิ้นคำ
บทที่ 971 พลันร้องไห้เมื่อสิ้นคำ
บางครั้งโลกก็เป็นเช่นนี้ ยิ่งซับซ้อนยิ่งไม่จำเป็นต้องกล่าวให้ชัดเจนก็เข้าใจ ขอแค่มีคนเข้าอกเข้าใจและพร้อมปลอบประโลมก็เพียงพอแล้ว
ชั่วขณะนี้จูต้าพลันรับรู้ได้ว่ามันคือสิ่งที่เรียกว่า ‘ครอบครัว’
แม้คนไกลจะทะเลาะ ถกเถียง และอิจฉาริษยา แต่คนใกล้สามารถหัวเราะและบอกว่าไม่เป็นไร ทุกอย่างก็จะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
หลิ่วซื่อที่อยู่นอกบ้านได้ยินเสียงหัวเราะจากด้านในก็รู้สึกเจ็บใจยิ่งนัก
ข้ายังคุกเข่าอยู่ตรงนี้แท้ ๆ หมายความว่าอย่างไรกัน ข้าไม่มีตัวตนเลยหรือ
หลังปลอบใจจูต้า เย่อวี๋หรานก็บอกให้ลูกชายและลูกสะใภ้ลากเก้าอี้มานั่ง นางยังต้อง ‘จัดการ’ กับลูกสะใภ้ใหญ่
“สะใภ้รอง ช่วยไป ‘เชิญ’ พี่สะใภ้เจ้าเข้ามาที”
“เจ้าค่ะ”
หลิวซื่อรับคำ นางรีบเดินออกไป
“พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านแม่เรียกท่านเข้าไป”
หลิ่วซื่อเงยหน้ามองค้อนใส่อีกฝ่าย
หลิวซื่อจ้องกลับอย่างไม่ยี่หระ ‘เหอะ! หากท่านเก่งนักก็ลองอวดดีกับท่านแม่ดู!’
นางไม่สนใจอีกฝ่ายแล้วเดินนำไป ทั้งยังจงใจสะบัดก้นใส่เพื่อเยาะเย้ย
เมื่อนางกลับเข้ามาในบ้านก็ทำตัวสงบเสงี่ยม ก่อนรีบยกยิ้มสอพลอเย่อวี๋หราน พลางนั่งลง “ท่านแม่ ข้าไปเรียกพี่สะใภ้แล้ว เดี๋ยวนางจะเข้ามา”
ว่าจบหลิ่วซื่อก็โผล่มาหน้าประตู นางขาแข็งหลังคุกเข่ามานานจนเดินโซเซ
เย่อวี๋หรานชี้เบาะตรงหน้า “คุกเข่าลง”
ยังต้องคุกเข่าอีกหรือ! หลิ่วซื่อชะงักแต่ยังยอมทำตามแต่โดยดี
“ว่ามา เจ้าคิดอะไรอยู่กันแน่” เย่อวี๋หรานถาม “เจ้าบอกว่าจะกลับไปบ้านแม่ข้าก็ไม่ห้าม แต่เจ้ากลับยุยงให้พวกเขามาก่อเรื่องวุ่นวาย ต้องการสิทธิ์ในการจัดการดูแลบ้าน… เจ้าคิดว่าข้าทำหน้าที่ได้ไม่ดีจึงต้องการทำเองอย่างนั้นหรือ”
“เปล่า ข้าเปล่า…” นางรีบอธิบาย “ท่านแม่ ข้าไม่ได้คิดอย่างนั้น ข้าไม่ได้รู้เห็นเรื่องที่พ่อแม่ข้าพูดแม้แต่น้อย…”
“เจ้าบอกว่าไม่รู้เห็น ถ้าไม่ใช่เพราะสิ่งที่เจ้าพูด พวกเขาจะคิดให้เจ้าจัดการดูแลบ้านหรือ”
นางบอกพลางน้ำตาไหลริน “ข้าไม่ได้ทำจริง ๆ ท่านแม่ ข้าสาบานได้ ข้ากล้าให้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ามาสาบานด้วยก็ได้ ข้า…”
“หุบปาก!” เย่อวี๋หรานว่าเสียงแข็ง “อย่าดึงต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ามาต่อรองกับข้า หากเจ้ากล้ากล่าวถึงพวกเขาอีก ข้าจะฉีกปากเจ้าเสีย”
หลิ่วซื่อสงบปากสงบคำ
“ข้าถามอะไรก็ตอบ อย่ามาลีลา ข้าถามเจ้า เรื่องการจัดการดูแลครอบครัว เจ้าเป็นคนยกมาพูดก่อนหรือเป็นฝีมือพ่อแม่เจ้า”
“เป็นพ่อแม่ข้าเจ้าค่ะ” นางตอบโดยที่ยังก้มหน้าอยู่
“ทำไมอยู่ ๆ พวกเขาถึงพูดถึงเรื่องนี้ เจ้าเอาของกลับไปฝากที่บ้านเป็นประจำไม่ใช่หรือ” ปกติเมื่อลูกสะใภ้กลับบ้านเดิม พวกนางก็มักนำของติดไม้ติดมือกลับไปเสมอ ขอเพียงไม่มากเกินไป เย่อวี๋หรานจะทำเอาหูไปนาเอาตาไปไร่
นางรู้สึกว่าตนเองควร ‘ใจกว้าง’ เท่าที่ทำได้ในฐานะแม่สามี น่าเสียดายที่ใครบางคนทำตัวเข้าทำนอง ‘โลภมากลาภหาย’
หลิ่วซื่อกัดปากก่อนเอ่ยว่า “เป็นพ่อแม่ข้ากล่าวถึงก่อน… ข้าไม่รู้ที่มาที่ไป เมื่อกลับไปถึงบ้าน พวกเขาก็ถามว่าทำไมข้าไม่ได้ดูแลโรงงานลวกเส้น แต่เป็นน้องสะใภ้สี่แทน… เรื่องราวเป็นเช่นนี้จริง ๆ นะท่านแม่ ข้าไม่ได้พูดอะไรจริง ๆ …”
“เหอะ!” หลี่ซื่อได้ยินเช่นนี้ก็ไม่สบอารมณ์จึงแค่นเสียงบอก “ตอนนั้นท่านแม่ให้พวกเราช่วยกันดูแลและหารือกัน มีตอนไหนที่ข้าไม่ถามความเห็นท่านบ้าง ทั้งเรื่องจะสร้างที่ไหน สร้างอย่างไร ใช้งบเท่าไหร่ ใช้คนแค่ไหน… เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่การตัดสินใจร่วมกันของเราทุกคนหรือ เพียงแค่ข้าคุ้นเคยกับโรงงานลวกเส้นที่สุดจึงรับหน้าที่คุมงานก่อสร้างโรงงาน… เรื่องนี้ทำไมท่านไม่บอกครอบครัวแม่ท่าน”
หลิ่วซื่ออึกอัก ไฉนเลยนางจะอธิบายให้ชัดเจนได้ ตอนนั้นนางมืดแปดด้านและไม่ต้องการเปิดเผยเรื่อง ‘เงินเก็บ’ ของตน ทั้งยังไม่รู้จะรับมือกับครอบครัวฝ่ายแม่อย่างไร ทำได้เพียง ‘ปล่อย’ ให้อีกฝ่ายก่อเรื่องวุ่นวาย
หลี่ซื่อเอ่ยต่อไปว่า “ท่านไม่ต้องการบอกว่าท่านมีเงินก็ไม่ต้องบอก แต่ทำไมต้องบอกว่าท่านไม่ได้ผลประโยชน์ใด ๆ ด้วย ข้าได้ผลประโยชน์ใดแต่เพียงผู้เดียวบ้าง? ข้าฉวยโอกาสหรือ? ทำอย่างกับว่ากิจการของทั้งสกุลจูตกเป็นของข้า นอกจากจัดการงานบัญชีแล้วข้าเป็นอะไรได้อีก…”
หลินซื่อคว้ามือนางไว้แล้วปรามไม่ให้นางโมโห เรื่องนี้ปล่อยให้ท่านแม่เป็นคนตัดสินใจ
“แล้วที่มาหาเรื่องครอบครัวเรา ใครเป็นต้นคิด พ่อแม่เจ้าหรือว่าเจ้า” เย่อวี๋หรานถามทั้งที่มีคำตอบในใจอยู่แล้ว
นางเพียงถามสิ่งที่ควรถามเพื่อดูว่าหลิ่วซื่อพูดความจริงหรือไม่
“เป็นความคิดของท่านพ่อ…” อีกฝ่ายกล่าวเสียงสั่น “เขาดุด่าว่าข้าเป็นคนโง่ที่ยอมเสียเปรียบ บอกว่าต้องการช่วยให้ข้ามีที่ยื่นและทวงคืนสิ่งที่สูญเสียไป”
“แล้วเจ้าก็นำพวกเขาไปที่นั่นหรือ”
“ข้าไม่ได้อยากไป พวกเขาลากข้าไปที่นั่น…” นางกล่าวพลางสะอื้นไห้
หลี่ซื่อว่าเสียงแข็ง “ข้าไม่คิดว่าท่านไม่เต็มใจหรอก ตอนที่ท่านมากับพวกเขาก็เห็นพูดคุยกันดี ไม่มีใครมัดมือมัดเท้าท่าน ไม่มีใครผลักท่าน ท่านเดินมาเองแท้ ๆ…”
“เปล่านะ ข้าถูกบังคับจริง ๆ…” นางท้วงแล้วดึงแขนเสื้อขึ้นก่อนคร่ำครวญ “ดูนี่ แขนข้าถูกบีบจนเป็นเช่นนี้ ยังมีรอยช้ำไปทั้งตัว…”
หลี่ซื่อชะโงกหน้ามองก่อนเอ่ยว่า “ใครจะไปรู้เล่า ข้าเห็นว่าหลังพวกเขารู้ว่าถูกท่านหลอก พวกเขาก็จับตัวท่านแล้วลงไม้ลงมือด้วย”
พูดอีกอย่างคือไม่แน่ชัดว่าบาดแผลของหลิ่วซื่อเกิดขึ้นก่อนหรือหลังถูกจับได้ว่ากล่าวโป้ปด
หลิ่วซื่อยิ่งร้องไห้ดัง “ข้าเปล่า ข้าไม่ได้โกหกจริง ๆ ข้าพูดความจริง…”
“ข้าไม่สนใจว่าเจ้าจะพูดจริงหรือไม่ ข้าเพียงอยากถามว่าเจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าครั้งนี้เจ้าทำผิดร้ายแรงแค่ไหน” เย่อวี๋หรานไม่อยากได้ยินเสียงร้องไห้ของอีกฝ่ายให้รำคาญหูอีก
เป็นครั้งแรกที่ได้รู้ว่าลูกสะใภ้ใหญ่ร้องไห้เก่งปานนี้
ก่อนหน้านี้เห็นนิ่งเงียบไม่พูดจา ตอนนี้เมื่อได้พูดกลับร้องไห้เมื่อสิ้นคำอย่างนั้นหรือ
ไม่รู้ว่าไปเรียนรู้มารยาหญิงมาจากไหน…
เย่อวี๋หรานนึกถึงใครคนหนึ่งได้ทันที ไม่นะ คงไม่ใช่นังคนนั้นใช่ไหม
ดวงซวยนัก!
“ฮือ ๆๆ… ข้าผิดไปแล้ว ข้ารู้ตัวว่าข้าทำผิด ท่านแม่ ได้โปรดยกโทษให้ข้าด้วย ข้าไม่กล้าทำอีกแล้ว…” หลิ่วซื่อไม่อาจอธิบายถึงความผิดของตน ได้แต่พร่ำขอโทษและร้องขอการให้อภัยครั้งแล้วครั้งเล่า
เย่อวี๋หรานหงุดหงิดกับเสียงร้องของอีกฝ่าย “เอาเถิด ดูเหมือนเจ้าจะไม่รู้ว่าตนเองทำผิดตรงไหน ไปขังตัวเองในห้องเก็บฟืน เมื่อคิดได้แล้วค่อยออกมา…”
หลิ่วซื่อสะดุ้งและรีบเงยหน้า “อะไรกัน! ขังตัวเองในห้องเก็บฟืนหรือ… ท่านแม่ ท่านไม่เคยทำเช่นนี้มาก่อน…”
นางคิดว่ายอมรับผิดแล้วจะจบเรื่อง ทำไมยังต้องถูกขังในห้องเก็บฟืนอีก?
ปกติแม่สามีมักใช้วิธีลงโทษที่รวดเร็ว ทำไมครั้งนี้ถึงได้…