ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 976 ก่อนแยกบ้าน
บทที่ 976 ก่อนแยกบ้าน
แม้เตือนให้เอ้อร์เป่าสำนึกในบุญคุณของมารดาอยู่บ่อยครั้ง ทว่าเรื่องที่นางบอกบิดาเขาว่าไม่จำเป็นต้องรักษาแผลบนหน้าผากเขาก็ยังติดอยู่ในใจไม่หาย
เขาต้องการรู้ว่าท้ายที่สุดแล้วในใจของนาง สิ่งอื่นหรือพวกเขาที่สำคัญกว่ากัน
หากเป็นอย่างหลังเขายังพอ ‘ให้อภัย’ ได้ แต่หากเป็นอย่างแรก…
เย่อวี๋หรานไม่รู้ความคิดของต้าเป่า นึกเพียงว่าเด็กชายคิดอย่างที่พูด กังวัลว่ามารดาจะถูกลงโทษสถานหนักจึงต้องการขอรับโทษแทน
ต้าเป่าฉลาดเสียจนนางไม่อาจยอมรับการร้องขอนี้ได้ นางจะทำใจลงโทษพวกเขาลงได้อย่างไร
ในฐานะย่าที่รักหลานชายมาก นางย่อม ‘ห่วงใย’ พวกเขา
นางเอื้อมมือไปลูบศีรษะสองพี่น้องพลางบอกให้ลุกขึ้น “พวกเจ้าคุกเข่ากันทำไม พวกเจ้าไม่ใช่คนทำผิด ในเมื่อข้ามาพูดคุยเรื่องนี้กับพวกเจ้าก็ย่อมต้องการหาวิธีการเหมาะสม ไม่ใช่เพียงแค่ให้พวกเจ้าแสดงความกตัญญู แต่ยังลงโทษแม่พวกเจ้าไม่ให้ทำผิดซ้ำอีก”
“เช่นนั้นท่านย่า… ก็มีวิธีแล้วหรือ” ต้าเป่ากังวล หากนางคิดหาวิธีการ ‘เหมาะสม’ ได้แล้ว แล้วการลองใจมารดาของเขาเล่า?
“ข้าคิดเช่นนี้ ในเมื่อแม่เจ้าพาครอบครัวมาหาเรื่อง ไม่ว่านางจะมีจุดประสงค์ใดแต่ก็ทำลงไปแล้ว ในเมื่อกล้าทำก็ต้องถูกลงโทษ” เย่อวี๋หรานเอ่ย “นางต้องการอำนาจในการจัดการดูแลบ้านไม่ใช่หรือ ได้ ข้าจะมอบให้นาง เพียงแต่ไม่ได้ให้จัดการดูแลทั้งสกุลจู แต่เป็น ‘ครอบครัวใหญ่’ ของเจ้าต่างหาก”
นางเน้นย้ำคำนั้น
ต้าเป่างุนงง “ครอบครัวใหญ่หรือ จะมอบให้ได้อย่างไร”
“แยกครอบครัวใหญ่ของเจ้าออกไปอย่างไรเล่า” เย่อวี๋หรานตอบพลางจ้องตาหลานชายทั้งสอง
สองพี่น้องชะงักด้วยความตกตะลึง “ท่านย่า ท่านไม่ต้องการเราแล้วหรือ!”
เอ้อร์เป่ากอดขานางทันทีและตั้งท่าจะร้องไห้ออกมา “ท่านย่า ท่านห้ามไม่ต้องการข้านะ ข้าเป็นเด็กดีมาก หลังจากเข้าเรียนที่สำนักศึกษาก็ไม่เคยดื้อซนสักครั้ง…”
“เจ้าเด็กคนนี้ ร้องทำไมกัน ข้าบอกว่าไม่ต้องการเจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” เย่อวี๋หรานนึกไม่ถึงว่าเอ้อร์เป่าที่มักเข้มแข็งจะร้องไห้ออกมาทั้งที่นางยังไม่ทันอธิบายจบ “ข้ากำลังลงโทษแม่เจ้าอยู่ต่างหาก เพียงแค่แยกบ้านออกไปแล้วต่อไปนี้แม่เจ้าจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจการในบ้านอีก… ส่วนเจ้ายังเป็นดังเดิม เป็นหลานข้าอย่างไรก็ยังเป็นอยู่เช่นนั้น ทำหน้าที่ที่ควรของเจ้าต่อไป”
หลังว่าจบพวกเขาจึงเข้าใจว่า ที่ว่า ‘แยกครอบครัว’ ไม่ได้หมายความถึงการตัดขาดทางสายเลือด แต่เป็นเพียงการ ‘ตัดขาด’ จากทรัพย์สินที่เป็นของครอบครัวใหญ่ แม่ของเขาจะได้เป็นหัวหน้าครอบครัว
เพราะครอบครัวของจูต้ายังไม่ได้สร้างบ้านใหม่เป็นของตนเอง พวกเขาจึงไม่ต้องย้ายออกในทันที ทว่าหลังจากนี้หากต้องการกินข้าวร่วมหม้อกับผู้อื่นก็ต้อง ‘หยิบยื่น’ อาหารส่วนของตนเอง ซักเสื้อผ้าเอง เพาะปลูกพืชผลเอง ทำความสะอาดที่อยู่อาศัยเอง…
เรียกได้ว่า ‘จัดการทุกอย่างด้วยตนเอง’
“เพียงแค่หากทำเช่นนี้ พวกเจ้าจะได้รับผลกระทบไปด้วย” เย่อวี๋หรานอธิบายให้หลานชายฟังว่าเมื่อแยกบ้านไปแล้วพวกเขาจะไม่สามารถยุ่งเกี่ยวกับกิจการของสกุลจูได้อีก อีกทั้งยังจะไม่ได้รับเงินส่วนแบ่ง
แม้แต่หมูและกระต่ายที่มารดาพวกเขาดูแลอยู่ตอนนี้ก็จะหายไป พวกเขาต้องอยู่กับพ่อแม่อย่างอดอยาก
เพื่อแบ่งแยกให้ชัดเจน นอกจากค่าเล่าเรียนที่ใช้เงินจากการทำกิจการออกให้ได้ พวกเขาจะต้องรับผิดชอบรายรับและรายจ่ายทั้งหมดของครอบครัวใหญ่ด้วยตนเอง ต้องทำงานหาเลี้ยงตนเองตามลำพัง
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าอ้าปากค้าง แม้จะเป็นเพียง ‘การแยกบ้าน’ ทว่า…
ต้องพึ่งพาตนเองทุกอย่างเช่นนี้ยังนับเป็นครอบครัวเดียวกันอีกหรือ?
“ข้ากลัวว่าเมื่อแยกบ้านไปแล้วต่อไปเจ้าจะต้องอิจฉาลูกพี่ลูกน้องบ้านอื่น” นางว่าพลางถอนหายใจ “โดยเฉพาะบ้านอาสะใภ้สี่ของเจ้า นางมักช่วยงานข้าเป็นประจำ ต่อไปจะสามารถหาเงินได้มากขึ้น จึงสามารถมอบสิ่งที่ดีกับซานเป่าและซื่อเป่าได้ ไม่ว่าจะผ้าไหมหรือผ้าแพร ทรัพย์สินเงินทอง ความเป็นอยู่ที่ดี และอาหารหอมอร่อย ดูอย่างแม่เจ้าก่อนหน้านี้ หากไม่ได้ความสามารถของอาสะใภ้สี่เจ้า นางคงได้กินแกลบไปแล้ว ข้าทำใจไม่ลงจริง ๆ”
สองพี่น้องเงียบกันไปนาน
เพราะพวกเขาเคยผ่านวันคืนลำเค็ญมาแล้ว รู้ดีว่ามันขมขื่นเพียงใด
หากเป็นไปได้พวกเขาก็ไม่ต้องการกลับไปมีชีวิตเช่นนั้น
“ท่านย่า มันแย่ขนาดนั้นเชียวหรือ คงไม่เหมือนเมื่อครั้งเรายังเด็ก เราไม่มีโจ๊กกินประทังท้องด้วยซ้ำ…” เมื่อนึกถึงช่วงเวลานั้น เอ้อร์เป่าก็ใจหายวาบ
อย่าเห็นว่าเขายังเล็ก รสชาติแห่งความหิวโหยนั้นยังคงฝังลึกในใจ เขาไม่ต้องการพบเจออีกแม้แต่น้อย
เย่อวี๋หรานหัวเราะ “ไม่แย่เพียงนั้นหรอก พ่อเจ้าเป็นลูกชายคนโตของสกุลจู เขาย่อมได้ส่วนแบ่งที่ดินอย่างน้อยสามสี่หมู่ เอาไปทำนาและปลูกมันเทศ ถึงไม่มากก็เพียงพอจะอยู่กินได้ เพียงแต่บ้านอื่นกินเนื้อได้ทุกวัน บ้านเจ้าอาจกินได้เพียงผักกาดดองและน้ำแกง ไม่มีอิสระในการใช้ชีวิตดังเช่นที่ผ่านมา หากแม่เจ้าขยันขันแข็งสักหน่อย เลี้ยงไก่และเลี้ยงหมู พวกเจ้าก็ยังพอได้กินเนื้อปีละหลายครั้ง…”
เอ้อร์เป่าถอนหายใจโล่งอก “ข้ากลัวแทบตาย คิดว่าจะไม่มีข้าวกินเสียแล้ว เช่นนั้นก็ไม่เป็นไร ขอเพียงไม่อดอยากก็พอ ถึงอย่างไรพี่ใหญ่กับข้าก็ไปเรียนหนังสือ ผู้อื่นก็ไม่ได้กินเนื้อทุกวัน หากพวกเขาอยู่ได้เราก็อยู่ได้เหมือนกัน”
ตอนที่เขากับต้าเป่าอยู่กับอาเจ็ดที่สำนักศึกษา พวกเขาผัดหมี่คลุกทุกวัน อาหารการกินนับว่าดีไม่น้อย
เด็กข้างบ้านยังยากจนกว่า ได้กินเพียงโจ๊กกับผักดอง เช่นนั้นถึงเรียกว่าน่าสงสาร
กินเสร็จไม่ทันได้ถึงมื้อต่อไป ท้องก็ร้องประท้วงเสียแล้ว
ระหว่างเอ้อร์เป่ากำลังนึกถึงเรื่องความเป็นอยู่ ต้าเป่ากลับคิดไปมากกว่านั้น จึงถามว่า “ท่านย่า ท่านบอกว่าค่าเล่าเรียนของข้ากับเอ้อร์เป่ายังสามารถใช้เงินจากการทำกิจการจ่ายได้ ข้าเพียงไม่รู้ว่าเงินก้อนนั้นมากเท่าไหร่ มีจำกัดหรือไม่ เมื่อครั้งอาเจ็ดเล่าเรียนที่สำนักศึกษาก็ไม่ได้แพงนัก แต่เมื่อเข้าเรียนที่โจวเสวีย ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้นมา”
“อีกทั้งก่อนแยกบ้านข้ากับน้องยังนั่งเกวียนไปสำนักศึกษาได้ แต่หลังจากนี้คงนั่งไม่ได้แล้วใช่ไหม เราสองคนยังเด็ก จะไปสำนักศึกษาโดยไม่ใช่เกวียนได้อย่างไร จะพักอยู่ที่บ้านอาจารย์ก็ไม่ได้ไม่ใช่หรือ”
“ตอนนี้ข้ากับเอ้อร์เป่าพักอยู่กับท่าน หลังแยกบ้านไปแล้วเราจะยังอยู่ที่นี่ได้หรือไม่ ยังจะใช้ชื่ออาเจ็ดในการเล่าเรียนได้อีกหรือไม่”
……
คาดว่าคงเพราะช่วยผู้ใหญ่ทำงานบ่อยครั้ง เขาจึงสามารถนึกถึงปัญหาเหล่านี้ได้ด้วยประสบการณ์ที่มี เพียงไม่คาดคิดว่าจะสามารถมองการณ์ไกลและใส่ใจการศึกษาเล่าเรียนจึงถามให้แน่ชัดเช่นนี้
ในเมื่อ ‘แยกบ้าน’ ก็ต้องแยกออกมาให้ชัดเจนเพื่อให้มารดาของเขาได้รับ ‘บทเรียน’ เรื่องการเรียนหนังสือจึงต้องถูกแบ่งแยกออกมาด้วย
เย่อวี๋หรานยังไม่ได้คิดรอบด้าน เพียงวางแผนไว้เบื้องต้นและเตรียมจะ ‘หารือ’ เรื่องนี้กับทุกคนเมื่อประกาศออกไป
ทว่าเมื่อต้าเป่าถามเช่นนี้แล้วนางจึงถามกลับไป “เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการพูดคุยกัน แล้วเจ้าคิดเห็นว่าอย่างไร”