ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 977 ข้าไม่ควรกลับไปบ้านแม่
บทที่ 977 ข้าไม่ควรกลับไปบ้านแม่
เย่อวี๋หรานคิดว่าต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ามีสิทธิ์ ‘สู้’ เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง พวกเขายังเล็กและสามารถพูดตามใจตนเองได้
ถึงอย่างไรผู้ที่นางต้องการลงโทษก็คือหลิ่วซื่อ ไม่ใช่หลานชายทั้งสอง
นึกไม่ถึงว่าต้าเป่าจะรู้จัก ‘แยกแยะจากระบบกองกลาง’ และคิดว่าต่อให้ได้ผลประโยชน์โดยเปล่าก็ถือเสียว่าเป็นการ ‘เช่า’
พวกเขากำลังเล่าเรียนหนังสือ มีหลายอย่างที่ต้องใช้ในเวลานี้ ทว่าลูกพี่ลูกน้องยังต้องเรียนหนังสือในภายภาคหน้าเช่นกัน เมื่อถึงเวลานั้นพวกเขาจะไม่ได้เป็นเพียงคนเดียวที่ต้องการสิ่งเหล่านี้
แม้ว่าตอนนี้ยังไม่มีความขัดแย้ง ทว่าหากในอนาคตเกิดเหตุเช่นนั้นขึ้นมาเล่า
ดังนั้นต้าเป่าจึงไม่เห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ได้มา ‘โดยเปล่า’ แต่ต้อง ‘เสียค่าใช้จ่าย’
เพียงแค่ได้ราคาถูกลง ไม่เพียงแต่มารดาเขาจะปวดใจแต่ยังต้องออกเงินเอง หากไม่มีปัญญาก็ให้เขากับเอ้อร์เป่าเขียน ‘หนังสือรับรองสถานะลูกหนี้’ แล้วค่อยจ่ายคืนเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น
เขาหยิบกระดาษและพู่กันขึ้นมาเขียนทีละประโยค และยังระบุจำนวนเงินเอาไว้ด้วย
เย่อวี๋หราน “…”
ทำไมข้าถึงได้รู้สึกว่าเจ้ากระตือรือร้นในการ ‘แยกบ้าน’ มากกว่าข้าเสียอีก
ต้าเป่านึกในใจ ‘ข้าเพียงอยากรู้ว่าข้ากับน้องชายมีความสำคัญในใจของท่านแม่บ้างไหม หรือว่าสิ่งเหล่านี้สำคัญมากกว่า’
ด้วยเหตุนี้การบ้านที่ควรจะทำเสร็จก่อนมื้อเย็นก็ไม่เสร็จ กระทั่งถึงเวลาอาหารเย็นแล้วก็ยังคิดคำนวณไม่เสร็จสิ้น เพียงแต่พอมีแนวทางและรายละเอียดแล้วเท่านั้น
เนื่องจากรู้ว่าหลิ่วซื่อถูกขังอยู่ในห้องเก็บฟืน ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าจึงไม่แปลกใจเมื่อไม่เห็นมารดาตนเองที่โต๊ะอาหาร
แม้อยากจะเอาอาหารไปให้มารดาก่อน (พวกเขายังไม่รู้ว่านางถูกมัดเอาไว้) ค่อยกลับมากินข้าว แต่เมื่อเห็นหน้าบิดาก็ถูกเรียกไปคุยด้วย
ช่วยไม่ได้ จูต้าต้องการพูดคุยกับลูกชายเรื่องหลิ่วซื่อ แต่ทันทีที่พวกเขาเลิกเรียนกลับมาก็เอาแต่ขลุกอยู่ที่ห้องเย่อวี๋หราน และไม่ออกมากระทั่งตอนนี้
“ย่าเจ้าเล่าเรื่องแม่เจ้าให้ฟังหรือยัง” เขากังวลเล็กน้อย ไม่รู้ว่าเย่อวี๋หรานบอกอะไรกับลูกชายบ้าง ไม่เพียงแต่กลัวว่าลูกจะคิดว่าแม่ทำไม่ดีจึงถูก ‘ขัง’ เอาไว้ แต่ยังไม่รู้จะอธิบายเรื่องนี้อย่างไรกับพวกเขา
หากมารดาเขาอธิบายให้ฟังแล้วคงดี เขาจะได้ไม่ต้องเครียดเรื่องนี้อีก
เขาไม่รู้ว่าจะจัดการกับลูก ๆ อย่างไร หากเป็นครอบครัวอื่น เพียงบอกว่า ‘เจ้าเป็นเด็ก ไม่ใช่กงการอะไรของเจ้า’ ก็คงได้
ทว่าลูกชายของเขาต่างออกไป ทั้งสองเป็นปัญญาชน แม้ว่าจะเป็นเรื่องของมารดาก็ยังต้อง ‘พูดคุย’ ให้รู้เรื่อง เพียงแค่คนเป็นพ่ออย่างเขาจะกล่าวถึงเรื่องนี้ได้อย่างไร
เพียงคิดว่าจะอธิบายอย่างไรก็ปวดหัวแล้ว
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าพยักหน้า “ท่านย่าเล่าแล้วขอรับ”
จูต้าถอนหายใจโล่งอกแล้วกล่าวว่า “เรื่องนี้… โทษย่าเจ้าไม่ได้ แม่เจ้าก่อเรื่องพรรค์นั้นจริง ๆ เป็นธรรมดาที่ย่าเจ้าจะโกรธ ช่วงนี้พวกเจ้าก็ทำตัวดี ๆ อย่าทำให้ย่าเจ้าโมโห เข้าใจไหม”
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าสบตากันแล้วรู้สึกว่าบิดาคล้ายจะไม่เข้าใจเจตนาของผู้เป็นย่า
“ท่านพ่อรู้หรือไม่ว่าคราวนี้ท่านย่าจะลงโทษท่านแม่อย่างไร” ต้าเป่าหลอกถาม
“ข้าไม่รู้ พวกเจ้าก็รู้นิสัยย่าเจ้าดี ตอนนี้นางโกรธอยู่ ใครจะกล้าไปยั่วยุนางกัน ไม่มีใครกล้าพูดคุยกับนางด้วยซ้ำ…”
ต้าเป่าคิดในใจ ‘เป็นท่านที่ไม่กล้าใช่ไหมเล่า’
“ท่านพ่อ ท่านโกรธท่านแม่หรือไม่” เอ้อร์เป่ากระตุกแขนเสื้อบิดาพลางเอ่ยถาม
เป็นธรรมดาที่ท่านย่าจะไม่พอใจที่แม่ของพวกเขาพาครอบครัวนอกมา ‘แย่งชิง’ บางอย่างจากครอบครัว
แล้วพ่อของพวกเขาเล่า?
“ข้าเองก็โกรธอยู่บ้าง แต่ว่าเดี๋ยวย่าของพวกเจ้าก็จัดการเรื่องนี้เอง” จูต้ามีท่าทีคล้ายนายพลไร้กองทัพ
เมื่อเกิดเรื่องขึ้น เขาก็อยากทุบตีหลิ่วซื่อ ทว่าเมื่อมารดาออกหน้า เขาก็ไม่ต้องการจัดการเรื่องนี้ ไม่ว่าเขาจะพยายามรับผิดชอบเพียงใดก็ไม่อาจพึ่งพาได้มากเท่านาง
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเข้าใจความหมายของเขาและรู้สึกพูดไม่ออกอยู่บ้าง
เห็นได้ชัดว่าต่อให้พวกเขา ‘วิตกแล้วกังวลอีก’ กับเรื่องของท่านแม่เพียงใด แต่ผู้เป็นพ่อกลับ
‘ไม่แยแสสิ่งใด’ อย่างนั้นหรือ
ทันใดนั้นพวกเขาก็กังวลขึ้นมาว่าหากอีกฝ่ายรู้เรื่อง ‘การแยกบ้าน’ และพวกเขายังมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย จะไม่โกรธจน ‘ฆ่าญาติมิตรเพื่อผดุงคุณธรรม’ เลยหรือ
สองพี่น้องรู้กันโดยปริยายว่าควรไปบอกท่านย่าว่าห้ามให้ใครรู้ว่าพวกเขา ‘มีส่วนเกี่ยวข้อง’ ด้วย
เย่อวี๋หรานย่อมไม่ปล่อยให้ใครรู้ว่าหลานชายช่วย ‘แนะนำ’ เรื่องการแยกบ้านให้ เด็กเล็กจะรู้จักการ ‘วางกับดัก’ ใส่พ่อแม่ตนเองได้อย่างไร! หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป อย่าว่าแต่พ่อแม่จะคิดเช่นนั้น ผู้อื่นรู้เข้าก็เกรงว่าจะมองพวกเขาด้วยสายตาแปลก ๆ ไม่ใช่หรือ
นางไม่ต้องการให้เกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้น
หลังมื้อเย็นนางจึงบอกทันที “ในเมื่อทุกคนกินกันอิ่มแล้ว ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าก็เลิกเรียนกลับมาแล้ว งั้นก็ไปพาตัวหลิ่วซื่อมาตัดสินว่าควรลงโทษอย่างไร”
ความเงียบโรยตัวทั่วโต๊ะอาหารในทันควัน
หลิวซื่อ หลินซื่อ และคนอื่น ๆ ต่างตกใจ
ยังไม่จบเรื่องนี้อีกหรือ!
คิดว่าจะเสร็จสิ้นแล้วเสียอีก ยังมีต่ออีกหรือ?
เยี่ยม! มาดูกันว่าหลิ่วซื่อจะถูกลงโทษอย่างไร
ป้าถังรับคำเป็นอย่างดี ก่อนพาตัวหลิ่วซื่อมา นางตั้งใจทำความสะอาดเนื้อตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าสะอาดให้
“สะใภ้ใหญ่ ฮูหยินผู้เฒ่าต้องการพบเจ้าค่ะ”
หลิ่วซื่อมองค้อนพลางเอ่ยเสียงแข็ง “คอยดูไปเถิด ข้าจะฟ้องท่านแม่ว่าเจ้าทำกับข้าอย่างไร ท่านแม่ไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่…”
ป้าถังบอกขณะก้มหน้าลง “ฮูหยินผู้เฒ่าสั่งมาว่าหากท่านต้องการพูดอะไรก็ให้ไปพูดต่อหน้านางเจ้าค่ะ”
ส่วนที่เหลือไม่จำเป็นต้องกล่าวมากนัก
อย่างไรเสียหลังมาอยู่ที่นี่ได้พักใหญ่ นางก็ได้รู้ชัดเจนว่าเพียงแค่ทำตามคำสั่งของฮูหยินผู้เฒ่าก็เพียงพอแล้ว
“ข้าไม่เชื่อ!” ปากนางว่าเช่นนั้นทว่าในใจเชื่อไปแล้ว
แม่สามีเป็นคนเช่นไร มีหรือที่นางจะไม่รู้
เมื่อก่อนเจ้าตัวคว้ามีดไปบุกหาเรื่องถึงบ้านผู้อื่นได้ คิดว่าจะเป็นคนใจดีมีเมตตาหรืออย่างไร
หลังทำความสะอาดเนื้อตัวแล้ว นอกจากรอยตบบนหน้าและท่าทีอ่อนแรงก็ไม่เห็นร่องรอยของความสะบักสะบอมก่อนหน้านี้
ป้าถังพาตัวนางมาถึงโถงบ้านก่อนส่งสัญญาณให้นางคุกเข่าลง
หลิ่วซื่อ “…”
นางคุกเข่าลงด้วยความสลดระคนอับอาย
ศีรษะก้มลง ดวงตาพลันน้ำตารื้น โศกเศร้าเสียจนไม่อาจแสดงออกมาให้เท่ากับที่รู้สึกจริงได้
“หลิ่วซื่อ เกือบมืดแล้ว เจ้าทำผิดอะไร ไตร่ตรองได้หรือยัง” เย่อวี๋หรานถาม
“ได้แล้วเจ้าค่ะ ข้ารู้แล้วว่าตนเองทำผิดไป” นางพึมพำขานรับ
“ผิดอย่างไร บอกข้ามา”
หลิ่วซื่อไม่ได้เปิดปากพูดทันที ทุกคนไม่เห็นสีหน้าของนางเพราะนางก้มหน้าอยู่
ในจังหวะที่พวกเขาคิดว่านางไม่ยอมพูด นางก็ค่อย ๆ กล่าวว่า “ข้าไม่ควรกลับไปบ้านแม่ตอนนี้ ทั้งยังไม่ควรโอนอ่อนตามคำของพวกเขา และตามมาก่อเรื่องวุ่นวาย…”
สิ้นคำนางก็ปล่อยโฮออกมา
“ท่านแม่ ข้ารู้ว่าข้าผิดไปแล้ว ต่อไปข้าจะไม่กลับไปบ้านแม่อีกแล้ว”
“ข้าสาบาน ข้าจะไม่กลับไปอีกเด็ดขาด ข้าจะตัดขาดกับพวกเขาเสีย”
……
เสียงร้องไห้คร่ำครวญนั้นราวกับเย่อวี๋หรานกำลังบีบบังคับให้นางตัดขาดกับครอบครัวฝ่ายมารดา
เย่อวี๋หรานถึงกับพูดไม่ออก “เอาเถิด ดูเหมือนเจ้าจะตระหนักไม่ได้ว่าทำผิดตรงไหน ข้านึกไม่ถึงว่าข้ามีอำนาจเพียงนี้แต่กลับยังสั่งสอนลูกสะใภ้ไม่ได้… ข้าไม่ทนอีกแล้ว พอเท่านี้เถิด”