ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 980 เพียงแค่บ้านนั้นคือ ‘บ้าน’ ของนาง
บทที่ 980 เพียงแค่บ้านนั้นคือ ‘บ้าน’ ของนาง
หากไม่เชื่อว่ามารดาตนเองจะไม่ ‘ขุดกับดัก’ ทำร้ายเขา จูต้าที่เห็นมีแต่คนรายล้อมหลิ่วซื่อและไม่มีใครสนใจตนเองคงอยากจะคว่ำโต๊ะไปแล้ว
เย่อวี๋หรานไม่ได้สนใจเหตุการณ์ในช่วงหลังนัก ‘การคิดบัญชี’ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของลูกสะใภ้ นาง ‘เป็นห่วง’ ลูกชายของตนเองมากกว่า
นางขยิบตาให้จูต้าแล้วเดินออกจากโถงบ้านไป
จูซื่อกับจูอู่เห็นเช่นนี้ก็ตบบ่าจูต้าเชิงปลอบ : พี่ใหญ่ ไม่ว่าอย่างไรท่านก็ยังเป็นพี่ใหญ่ของเรา!
“ต่อไปเกิดเรื่องอะไรก็พูดคุยกับเราได้ทุกเมื่อ”
……
ด้านนอกบ้านท้องฟ้าสิ้นแสงแล้ว
สายลมพัดเอื่อยพาบรรยากาศอันเป็นเอกลักษณ์ของฤดูกาลนี้มาเยือนท่ามกลางเสียงร้องของแมลง
เย่อวี๋หรานไม่รีบร้อนอธิบาย ปล่อยให้จูต้ามายืนอยู่ข้าง ๆ แม่ลูกเดินพ้นประตูรั้วออกไปด้านนอกบ้าน
ไม่มีใครพูดกันอยู่เนิ่นนาน
กานอี้เซียนที่อยู่ในศาลถู่ตี้เฉินสงสัยใคร่รู้ว่าจูต้าเหนียงจะจัดการกับลูกชายคนโตที่ค้านเรื่องการแยกบ้านได้หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อเขายืนกรานว่าตนเองไม่ต้องการแยกบ้าน แต่นางกลับไม่สนใจและจับครอบครัวลูกชายคนโตแยกบ้าน…
“ข้าขอโทษ พอได้พูดกับเมียเจ้าแล้วข้าก็ลืมเจ้าไป” เย่อวี๋หรานเป็นฝ่ายเปิดปากพูดก่อน
จูต้านึกไม่ถึงว่าจะได้ฟังคำขอโทษจึงประหลาดใจ
นางไม่หันมองเขา เพียงแค่เดินไปข้างหน้าพลางเอ่ยว่า “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่เห็นด้วยกับการแยกบ้าน พ่อเจ้าเองก็ไม่เห็นด้วย เรียกได้ว่ามีน้อยคนในบรรดาพ่อลูกที่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ผู้ชายอย่างเจ้าไม่เห็นด้วย แล้วผู้หญิงเล่า คิดว่าทำไมเมียเจ้าถึงต้องการแยกบ้าน”
จูต้าขมวดคิ้ว “ทำไมท่านต้องสนใจนางด้วย นางเป็นผู้หญิงผมยาวคิดสั้น…”
“ข้าไม่อยากได้ยินคำนี้จากปากเจ้า” นางว่าขัด “เมียเจ้ากับข้าต่างก็เป็นผู้หญิง ถ้าเจ้าตั้งแง่กับผู้หญิงอย่างนี้ก็หมายความว่าเหมารวมข้าไปด้วยไม่ใช่หรือ”
“ท่านแม่ ข้าไม่ได้พูดถึงท่าน ข้าหมายถึงหลิ่วซื่อ…”
“มันก็เหมือนกัน หลิ่วซื่อไม่ใช่เมียเจ้าหรือ นางไม่ใช่แม่ของลูกเจ้าหรือ เจ้ารังเกียจผู้หญิงนักแล้วจะให้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ามองแม่ตนเองอย่างไร”
จูต้า “…”
“ดูอย่างพ่อเจ้า หากเขาดูแคลนข้าต่อหน้าเจ้า เจ้าจะมองข้าอย่างไร”
จูต้ากล่าว “…มันไม่เหมือนกัน”
มารดาเขาเป็นคนธรรมดาเสียที่ไหนกัน
“มันไม่ต่างกันเลย ข้าก็เป็นผู้หญิงเหมือนหลิ่วซื่อ ดังนั้นอย่างดูถูกนางเพราะนางเป็นผู้หญิง ปัญหาของนางไม่ได้เกี่ยวข้องกับความเป็นผู้หญิง เพียงเพราะนางเกิดและเติบโตที่นี่ มันคือประสบการณ์ทั้งหมดในชีวิตนาง เป็นสิ่งที่นางพอจะนึกออกได้” เย่อวี๋หรานเอ่ย “หากเจ้าอยู่ในสถานะเดียวกับนางก็คงไม่ได้ดีกว่ากันนัก”
“ท่านแม่ ทำไมถึงพูดอย่างนั้น ท่านเพิ่งขอโทษข้าเองไม่ใช่หรือ” ย้อนกลับมาต่อว่าเขาเช่นนี้ทำเอาไม่สบอารมณ์เล็กน้อย ในใจรู้สึกว่านางเอาแน่เอานอนไม่ได้และไม่เข้าใจแม้แต่น้อย
“ข้าขอโทษเจ้าเพราะข้ามัวแต่นึกถึงการแยกบ้านจนลืมเจ้า แต่มันไม่เกี่ยวกับที่ข้าต่อว่าเจ้าเรื่องดูถูกผู้หญิง”
จูต้า : เขายังไม่มีปัญญาเถียงนางได้เช่นเคย
“เจ้ามองในมุมผู้ชาย คิดว่าการแยกบ้านจะมีผลกระทบกับตัวเจ้า”
เขาตั้งท่าจะอ้าปากเถียงแต่ก็โดนนางสวนกลับมาก่อน
“อย่าเพิ่งรีบท้วง ฟังข้าพูดให้จบก่อน ที่ข้าบอกอย่างนั้นหมายถึงว่าเจ้าอยู่ในบ้านนี้มาตั้งแต่เด็ก การอยู่กับครอบครัวเป็นชีวิตปกติของเจ้าจึงไม่ต้องการแยกบ้าน แต่เมียเจ้าไม่เหมือนกัน นางแต่งงานเข้ามา สำหรับนางแล้วเจ้าคืออนาคตของนาง ไม่ใช่ครอบครัวของเจ้า”
จูต้าขมวดคิ้วและรู้สึกว่าคำพูดของแม่ยิ่งน่าขัน : แต่งงานกับเขามาอยู่กับเขา ไม่ใช่ครอบครัวเขาอย่างนั้นหรือ
“สำหรับหลิ่วซื่อแล้ว เจ้าเป็นสามีของนาง ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเป็นลูกของนาง คนเหล่านี้คือครอบครัวของนาง แต่ข้า พ่อเจ้า น้องชายเจ้า และน้องสะใภ้เจ้าต่างเป็นคนนอกทั้งนั้น หากเจ้าไม่อยู่นางก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรา เช่นเดียวกับครอบครัวของนาง เมื่อนางไม่อยู่ เจ้าก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพวกเขา และเป็นคนนอกเช่นเดียวกัน” เย่อวี๋หรานกล่าว “ลองทบทวนดูแล้วเจ้าจะเห็นว่าเป็นเหตุผลเดียวกัน แต่เรามักคิดฉาบฉวย เห็นว่านางแต่งเข้ามาแล้วก็เป็นคนในครอบครัว ครอบครัวนางไม่เกี่ยวข้องกับนางอีก กลายเป็นคนของบ้านสามี… แต่หากนางเป็นคนของบ้านสามีแล้วพ่อแม่บังเกิดเกล้าของนางจะเลี้ยงนางมาทำไม จะมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดไปทำไมกัน ที่ว่าลูกสาวแต่งออกไปแล้วก็เหมือนสาดน้ำทิ้งล้วนหลอกลวงทั้งสิ้น หากเกิดเรื่องขึ้น ครอบครัวฝ่ายแม่ของนางย่อมมาเอาเรื่องกับข้า”
จูต้าคล้อยตาม
เขารู้สึกว่าคำพูดของนางมีเหตุผล ที่ว่า ‘ลูกสาวแต่งออกไปแล้วเหมือนสาดน้ำทิ้ง’ คล้ายจะเป็นคำพูดสวยหรู แต่เมื่อเกิดเรื่องขึ้น ครอบครัวมารดาของนางก็ยังมาหาเรื่องถึงที่บ้าน
“ย้อนกลับไปเรื่องก่อนหน้านี้ ทำไมเมียเจ้าถึงอยากแยกบ้าน คิดดูแล้วความสัมพันธ์ที่นี่ก็เหมือนจะยอมรับได้ไม่ยากใช่ไหม แต่นางก็ยังต้องการแยกบ้านไปอยู่ด้วยตนเอง เป็นคนคอยจัดการดูแลครอบครัว การแยกบ้านไม่ได้หมายความว่าต่อไปนางจะไม่กตัญญูกับข้าหรือพ่อเจ้า จะไม่ดีกับเจ้าและลูกเจ้า เพียงแค่บ้านนั้นคือ ‘บ้าน’ ของนางตามความคิดของนาง มันรู้สึกต่างกัน…”
เมื่อได้ฟังนาง เขาก็เข้าใจว่าทำไมนางแต่งงานเข้าสกุลจูมานานแต่ยังต้องการแยกบ้าน หลิ่วซื่อต้องการทำเช่นนั้นบ้างนางจึงไม่มีท่าทีคัดค้าน กลับสนับสนุนให้ทำและคิดว่าสมเหตุสมผล
“ต้นไม้ใหญ่แตกกิ่งก้านเช่นไร ครอบครัวใหญ่ก็มีแยกบ้านฉันนั้น ต่อให้เมียเจ้าไม่กล่าวถึงตอนนี้อีกไม่กี่ปีน้องสะใภ้ของเจ้าคงต้องเรียกร้อง” เย่อวี๋หรานกล่าว “เหตุที่พวกนางไม่ยอมแยกบ้านในตอนนี้เพราะยังต้องการพึ่งพาข้าในการทำเงิน พวกนางคิดว่าหลังแยกบ้านไปแล้วจะไม่ได้ผลประโยชน์เหล่านี้อีก”
เมื่อนึกถึงส่วนแบ่งแล้ว จูต้าก็ถามว่า “พวกนางก็คิดถูก ท่านริบทุกสิ่งที่หลิ่วซื่อเคยได้กลับมาไม่ใช่หรือ”
แม้ว่าหมูและกระต่ายจะทำเงินน้อยกว่ากิจการที่ครอบครัวอื่นดูแล แต่เขาก็มั่นใจว่ามันเป็นรายได้ก้อนโตเมื่อเทียบกับครอบครัวอื่นในหมู่บ้าน
ภรรยาเขาคิดสั้น เห็นเพียงน้องสะใภ้ได้เงินมากกว่า ไม่คิดว่าเมื่อเทียบกับชาวบ้านคนอื่นแล้วสิ่งที่ตนเองได้มานั้นเป็นอย่างไร
“เจ้าคิดว่าด้วยนิสัยของเมียเจ้า หากข้ายกกิจการให้จริง เมื่อเผชิญหน้ากับครอบครัวแม่แล้วนางจะยังรักษาเอาไว้ได้หรือ?” เย่อวี๋หรานกล่าวทั้งที่ไม่เงยหน้ามอง
จูต้า “…”
เรื่องนี้ตอบได้ยาก
“ข้าจะถามเจ้าอีกคำถาม คิดว่าที่ครอบครัวแม่ของนางมาก่อเรื่องวุ่นวายในวันนี้เป็นความคิดของพวกเขาหรือเมียเจ้า”
“ท่านแม่ ใช่ว่าข้าเข้าข้างหลิ่วซื่อ ท่านเองก็รู้นิสัยนาง นางซื่อบื้อจะตาย หากนางคิดได้เช่นนั้นคงไม่ยอมแยกบ้านแต่โดยดีเช่นนี้” ตีความได้ว่าเขาไม่คิดว่าวีรกรรมของสกุลหลิ่วครั้งนี้เป็นฝีมือภรรยาตนเอง
“แล้วเจ้าคิดว่าทำไมพวกเขาถึงมาหาเรื่องทั้งที่ไม่มีต้นสายปลายเหตุ”
“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร ข้าไม่ใช่คนสกุลหลิ่วสักหน่อย”
เย่อวี๋หรานหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะกล่าวว่า “สกุลหลิ่วมาหาเรื่องคราวนี้ทำพลาดหลายอย่าง อย่างแรกคือมาผิดเวลา แม้จะเลือกวันที่สร้างโรงงานลวกเส้นใหม่ แต่ดูเหมือนพวกเขาจะไม่รู้ว่าเมียเจ้าลงทุนไปหนึ่งในแปดและยังได้ส่วนแบ่งรายได้หนึ่งในแปดด้วย มันหมายความว่าอย่างไรเล่า?”