ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 741 ‘การตรวจพิสูจน์’
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 741 ‘การตรวจพิสูจน์’
ตอนที่ 741 ‘การตรวจพิสูจน์’
“แล้วอีกชนิดหนึ่งล่ะ?” เมื่อเห็นลุดวิกชะงักไป คล้ายกับมีความลังเล ลูเมี่ยนจึงเอ่ยถามต่อ
ลุดวิกจ้องมองเศษสายสะดือตรงหน้าลูเมี่ยน สองจิตสองใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยปาก
“สามารถเปลี่ยนแปลงกลิ่นอาย รวมถึงสายเลือดของคุณได้ในระดับหนึ่ง…ทำให้สิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาไม่สูงพอ เข้าใจผิดคิดว่าคุณคือ ‘บุตรแห่งเทพ’ ขององค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่”
สีหน้าของลูเมี่ยนเคร่งขรึมลง
“นั่นก็หมายความว่า มันช่วยให้สายเลือดของฉันผสานเข้ากับบุตรแห่งเทพ แม้จะเป็นเพียงปริมาณน้อยนิดจนแทบไม่มีนัยสำคัญเลยก็ตาม?”
และด้วยสิ่งนี้ เราสามารถตบตาสิ่งมีชีวิตสติปัญญาต่ำ หรือพวกที่เคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณดิบได้สินะ?
“ถูกต้อง” ลุดวิกพยักหน้าอย่างจริงจัง “สายเลือดเพียงน้อยนิดดังกล่าว ไม่อาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดแก่ตัวคุณ อีกทั้ง มีเพียงสิ่งมีชีวิตที่องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่ทรงสร้างขึ้นโดยตรง หรือสิ่งที่ได้รับพรจากพระองค์เท่านั้น จึงจะสัมผัสถึงได้”
ดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์อันใดเลย แต่หากพบเจอสถานการณ์พิเศษ ก็อาจแสดงบทบาทสำคัญยิ่งได้ เมื่อเทียบกับการรักษาภาวะมีบุตรยาก หรือการเพิ่มพลังเยียวยาตนเอง มันกลับเปิดจินตนาการได้กว้างไกลกว่า…ลูเมี่ยนชั่งใจก่อนเอ่ยถาม
“แล้วมันมีผลเสียบ้างไหม?”
จะทำให้เพศเปลี่ยนด้วยหรือไม่? เพราะดูเหมือนว่าโอมีเบล่า บุตรแห่งเทพขององค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่ จะเป็นสตรีเพศ
ลุดวิกละสายตาอันเปี่ยมไปด้วยความโลภและแรงกระหายจากสายสะดือของบุตรแห่งเทพ แล้วกล่าวด้วยท่าทีเสียดายยิ่ง
“หากเป็นผู้อื่น อาจเกิดกรณีที่บุตรแห่งเทพขององค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่ ถือกำเนิดและเติบโตในร่างได้ แต่กับคุณไม่ต้องกังวลเรื่องนั้น สิ่งเดียวที่ต้องพึงระวังคือ การที่องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่จะทอดพระเนตรมา หรือทรงจ้องมองคุณอย่างแท้จริง”
ลูเมี่ยนนิ่งเงียบไปราวสิบห้าถึงยี่สิบวินาที ก่อนจะบรรจงเก็บเศษสายสะดือของโอมีเบล่าคืนสู่กระเป๋านักเดินทาง
เด็กหนุ่มไม่รีบร้อนให้ลุดวิกนำเศษสายสะดือของบุตรแห่งเทพนี้ ไปปรุงเป็นอาหารที่มีสรรพคุณพิเศษ ตั้งใจว่าจะขอคำปรึกษาจากมาดามเมจิกเชี่ยนก่อนตัดสินใจ
เขาพร้อมที่จะเสี่ยง แต่จะไม่ทำอะไรโดยขาดการไตร่ตรอง
“ยังมีคำถามสุดท้าย” ลูเมี่ยนแย้มยิ้มขึ้นอีกครั้ง พลางล้วงอีกสิ่งหนึ่งออกจากกระเป๋านักเดินทาง
มันคือผงคราบเลือดเก่าที่บรรจุอยู่ในขวดแก้วใบเล็ก
นี่คือเลือดของจอมเวทปีศาจบูลแมน ผู้ได้รับการชี้นำจากแฮร์ริสัน ชาวเกาะแห่งการคืนชีพ จนสามารถอัญเชิญวิญญาณชั่วร้ายนามอาร์เดนมาจากห้วงลึกความตาย และสังหารอีกฝ่ายอย่างง่ายดาย จากนั้นได้เก็บรวบรวมเลือดไว้ โดยตั้งใจจะนำไปใช้ในพิธีกรรมบางอย่างภายหลัง ลูเมี่ยนได้ผงคราบเลือดนี้มาจากห้องของเขา
ก่อนหน้านี้ เด็กหนุ่มเคยขอให้ฟรังก้าลองทำนายด้วยกระจกวิเศษเพื่อตรวจสอบดู แต่ทำได้เพียงยืนยันว่า มันมาจากส่วนลึกของโลกวิญญาณจริง โดยไม่ค้นพบสิ่งอื่นใด บัดนี้ เขาจึงอยากให้นักชิมได้ลิ้มลอง เผื่อจะสามารถดึงข้อมูลที่สำคัญยิ่งกว่าออกมาได้
เด็กหนุ่มยังจำได้แม่นยำ ผู้คนจากเกาะแห่งการคืนชีพอ้างว่า พวกเขาเคยตายมานับครั้งไม่ถ้วน คืนชีพมานับครั้งไม่ถ้วน ไม่มีวันตายอย่างแท้จริง ไม่มีวันแก่ชรา โดยความลับจะอยู่ที่การควบคุมรอยประทับจากห้วงลึกความตาย
นี่อาจเป็นหนทางหนึ่งในการชุบชีวิตคนตายอย่างแท้จริง
“กินได้ไหม?” ลูเมี่ยนยังคงรอยยิ้มเดิม พลางผลักขวดแก้วบรรจุผงคราบเลือดเก่าไปตรงหน้าลุดวิก
ลุดวิกพินิจพิเคราะห์ผงคราบเลือดเก่าอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหมุนเปิดฝาขวด ใช้มือสัมผัสดูสองสามครั้ง
“ได้” เขาตอบโดยไม่ค่อยกระตือรือร้นนัก
“งั้นก็กินไปครึ่งหนึ่ง” ลูเมี่ยนมองด้วยความคาดหวัง ขณะที่ลุดวิกเทผงคราบเลือดเก่าจำนวนไม่มากนักใส่ปาก
ลุดวิกเคี้ยวแล้วลิ้มรส ผ่านไปครู่ใหญ่จึงเริ่มวิจารณ์รสชาติ
“มีกลิ่นอายแห่งความตาย รวมถึงกลิ่นอายของการหลับใหลชั่วนิรันดร์ในปริมาณเข้มข้น…มาจากส่วนลึกของโลกวิญญาณ”
“มาจากบุรุษอายุราวสามสิบกว่า มีคุณลักษณะของเส้นทาง ‘ผู้ส่องความลับ’ กับเส้นทาง ‘มรณา’ อยู่พร้อมกัน สภาพจิตใจย่ำแย่ อารมณ์แปรปรวน ง่ายต่อการบ้าคลั่ง…”
เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนอดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้ว
นี่มันเหมือนกับว่า ลุดวิกกำลังพรรณนาถึงจอมเวทปีศาจบูลแมนอยู่!
แต่ผงคราบเลือดนี้มาจากส่วนลึกของโลกวิญญาณ เป็นของวิญญาณชั่วร้ายอาร์เดนที่ถูกบูลแมนสังหารมิใช่หรือ!
“เป็นคนจากแคว้นเหมันต์ของอินทิสใช่หรือไม่?” ลูเมี่ยนถามเพื่อยืนยันข้อสันนิษฐานของตน
“ใช่” ลุดวิกตอบพลางเลียริมฝีปาก
เด็กชายเล่าข้อมูลอื่นๆ ที่ได้รับจากผงคราบเลือดต่อ ทุกรายละเอียดล้วนตรงกับสภาพความเป็นจริงของจอมเวทปีศาจ
นี่มัน…คงไม่ใช่ว่าบูลแมนอัญเชิญตัวเองออกมา สังหารตัวเอง แล้วก็เก็บเลือดของตัวเองไว้กระมัง? ลูเมี่ยนรู้สึกขนพองสยองเกล้าอย่างบอกไม่ถูก
ผงคราบเลือดเก่านี้ ไม่อาจเป็นของบูลแมนที่ทิ้งไว้จากเหตุการณ์อื่น เพราะทั้งฟรังก้าและลุดวิกต่างยืนยันว่า คราบเลือดนี้เกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับความตายและโลกวิญญาณ อีกทั้งลูเมี่ยนเคยต่อสู้กับจอมเวทปีศาจมาถึงสองครา และเชื่อมั่นว่าอีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่ในเวลานั้น
“วิญญาณชั่วร้ายที่บูลแมนอัญเชิญออกจากห้วงลึกความตายตามคำชี้แนะของชาวเกาะแฮร์ริสัน…คือตัวเขาเอง…หรือว่า…นั่นคือรอยประทับของตัวเขาเอง?”
“เขาสังหารรอยประทับในห้วงลึกความตายของตัวเอง แถมยังรู้สึกว่ามันอ่อนแอเสียด้วย?”
“เป็นเรื่องที่ทำใจเชื่อได้ยากจริงๆ…”
“แฮร์ริสันจากเกาะแห่งการคืนชีพ คิดจะทำอะไรกันแน่? และมีความจริงแบบใดซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังการคืนชีพของพวกชาวเกาะ?”
ลูเมี่ยนเร่งสมองประมวลผล รู้สึกว่าเรื่องราวของเกาะแห่งการคืนชีพช่างเต็มไปด้วยความลึกลับซ่อนเร้น ไม่ด้อยไปกว่าเหตุการณ์ระดับสูงที่ตนเคยเผชิญมาเลย
“ผมกินมันได้หรือยัง?” ลุดวิกจ้องมองกระสุนช่วงชิงด้วยแววตาแฝงไว้ด้วยแรงกระหาย
เขาคืนผงคราบเลือดเก่าที่เหลือเพียงไม่มาก พร้อมด้วยขวดแก้วใบเล็กให้แก่ลูเมี่ยน
“เอาเลย” ลูเมี่ยนโยนกระสุนช่วงชิงให้ลุดวิก
ลุดวิกรับมันไว้ได้อย่างคล่องแคล่ว แล้วนำกระสุนที่มีผิวด้านยัดเข้าปากทันที
“กินเข้าไปตรงๆ เลยหรือ?” ลูเมี่ยนถามพลางยิ้ม “ไม่ต้องปรุงสักหน่อยหรือ ไม่ชงเป็นค็อกเทลสักแก้วหรือ?”
ลุดวิกตอบทั้งที่ปากยังอู้อี้
“ไม่จำเป็น ผมสามารถดูดซึมได้เลย”
ขณะที่พูด เขาก็ดึงกระสุนช่วงชิงออกจากปากราวกับกำลังดูดไอศกรีมแท่ง
เมื่อเทียบกับเมื่อครู่ ผิวโลหะด้านๆ ของกระสุนบางลงอย่างเห็นได้ชัด อักขระซับซ้อนที่สลักอยู่บนผิวกลายเป็นรอยบุ๋มเว้าแหว่ง มีรอยฟันประทับไว้
ลุดวิกดูดเช่นนี้ถึงสามครั้ง ก่อนจะนำกระสุนที่เริ่มมองเห็นดินปืนภายในเข้าปาก เคี้ยวกรอบแกรบแล้วกลืนลงท้อง
ลูเมี่ยนดูแล้วรู้สึกเสียวฟัน พลางเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ถึงการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้านที่ ‘ความหิวโหย’ นำพามา
หลังจากกินกระสุนช่วงชิงจนหมด ลุดวิกหลับตาลง สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความหฤหรรษ์และความกระหาย
ลูเมี่ยนเริ่มรู้สึกเสียดายกระสุนวิเศษที่ได้มาจากเยบุส
กระสุนอ่อนแรง กระสุนช่วงชิง และกระสุนระเบิด ไม่มีเลยสักนัดที่ได้แสดงศักยภาพอันแท้จริง ส่วนกระสุนพิษร้าย กระสุนผุพัง และกระสุนปฏิสนธิ ก็ถูกแบ่งให้ฟรังก้าไปแล้ว
“รู้สึกยังไงบ้าง” ลูเมี่ยนถามลุดวิก
“อร่อย รสชาติที่คุ้นเคย” ลุดวิกตอบพลางหรี่ตาลง
เมื่อคร่ำครวญจบ เด็กชายก็ลืมตาขึ้นฉับพลัน เอ่ยด้วยแววตาเป็นประกาย
“พ…พ่อทูนหัว คุณช่วยเร่งสืบหาองค์กรที่ผลิตกระสุนนัดเมื่อครู่ให้ผมได้ไหม?”
ไอ้หนู นั่นมันนิกายที่เทิดทูนเทพของแกเองนะ…แต่จะไปว่าก็ไม่ได้ เพราะตอนนี้คงไม่มีสมองเหลืออยู่แล้ว…อีกอย่าง สำหรับเทพมารแทบทุกองค์ ขอเพียงสามารถปลดผนึกเทวทูตที่จุติลงมาได้ ถึงจะเสียสละผู้ได้รับพรไปมากเพียงใด ก็ยังถือว่าคุ้มค่า…การกลับคืนสู่กระเพาะของเทวทูต ก็คงเทียบเท่ากับการกลับสู่สรวงสวรรค์ของเทพ…ลูเมี่ยนพึมพำอยู่ในใจ พลางพยักหน้ารับเพื่อตอบตกลง แล้วบรรจงลุกขึ้นเดินกลับห้องนอน
พอนอนลงบนเตียง เด็กหนุ่มเบิกตามองเพดานมืดที่มีโคมระย้าห้อยอยู่ ไร้ซึ่งความง่วงงุนแม้แต่กระผีกเดียว อีกทั้งกลิ่นหอมละมุนของอัปแซ็งต์ก็ยังคงอบอวลอยู่แถวจมูก
จ้องมองอย่างเงียบงันอยู่นานเท่าใดไม่อาจทราบได้ ลูเมี่ยนยิ้มเยาะตนเอง พลางลองใช้วิธีเข้าฌานเพื่อช่วยให้หลับใหล
เด็กหนุ่มบรรจงวาดรูปทรงกลมที่มีดวงตาและเครื่องหมายกากบาทในห้วงความคิด
จิตใจของเขาเริ่มสงบลง ความง่วงงันเริ่มถาโถม
ทว่าทันใดนั้นเอง ลูเมี่ยนก็ชะงักไป
การเข้าฌานนี้พี่สาวเป็นผู้สอน ลวดลายที่ใช้ในการเข้าฌาน ก็เป็นภาพที่พี่สาววาดขึ้นลวกๆ…
ลูเมี่ยนหัวเราะในลำคอ ร่างกระตุกไหวตามแรงหัวเราะ
ไม่กี่นาทีต่อมา เด็กหนุ่มปล่อยใจให้ล่องลอย หวนนึกถึงเรื่องราวทุกเสี้ยววินาทีในหมู่บ้านกอร์ตู รวมถึงช่วงเวลาที่ได้อยู่ร่วมกันในความฝัน
แม้แต่ความฝันเหล่านั้น ยามนี้เมื่อมองย้อนกลับไป ก็ยังมอบความอบอุ่นอันยากจะพรรณนา
ขณะที่ความคิดโลดแล่น ลูเมี่ยนนึกถึงเจ้ากระดาษขาว สัตว์พันธสัญญาของพี่สาว
“เจ้ากระดาษขาวจะเป็นยังไงบ้างนะ…”
“หากจะว่าไป โอลัวร์ยังไม่ถึงกับดับสูญ พันธสัญญาระหว่างเธอกับเจ้ากระดาษขาวน่าจะยังคงอยู่…”
“น่าเสียดายที่สัตว์พันธสัญญาไม่ใช่ผู้ส่งสาร มีแต่เจ้าของเท่านั้นที่อัญเชิญออกมาได้ หากไม่แล้ว เราก็อยากลองอัญเชิญเจ้ากระดาษขาวออกมาดูว่า มันเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง…”
“อ้างอิงจากคำที่โอลัวร์ชอบพูด นี่คงเป็นภาวะที่เรียกว่า ‘เมื่อเห็นสิ่งของก็พลอยนึกถึงเจ้าของ’ หรือว่านี่คือการที่เมื่อเรารักใครสักคน แม้แต่สัตว์เลี้ยงของเขาก็พลอยรักไปด้วย?”
“อา…จะว่าไปก็ใช่ว่าจะไม่มีทางอัญเชิญออกมา ในเมื่อเทอร์มีโพลอสที่ถูกผนึกในร่างเรา ถือเป็นหนึ่งเดียวกับเรา เศษเสี้ยวดวงวิญญาณของโอลัวร์ก็ควรจะเหมือนกัน ถ้าเราเป็นผู้อัญเชิญ ก็ต้องเท่ากับโอลัวร์เป็นผู้อัญเชิญ…”
คิดมาถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนก็ผุดลุกขึ้นนั่ง
เด็กหนุ่มจัดแท่นบูชาในความมืด แล้วเปล่งคาถาด้วยภาษาที่สอดคล้องกัน
“ตัวข้า!”
“ขออัญเชิญในนามของข้า”
“ดวงวิญญาณที่เตร็ดเตร่ในห้วงมายา สิ่งมีชีวิตเป็นมิตรที่พร้อมรับคำสั่ง ก้อนกลมเปราะบางที่เชื่อมโยงกับจิตใจของข้า…”
ขณะที่คาถายังก้องกังวาน เปลวเทียนเริ่มไหววูบแผ่วเบา แต่ก็ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ลูเมี่ยนที่เปิดเนตรวิญญาณแล้ว ก็มิอาจเห็นเจ้ากระดาษขาวที่เคยปรากฏในความฝัน
เฮ้อ…เด็กหนุ่มทอดถอนใจอย่างผิดหวัง ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอีกครั้ง
นาทีแล้วนาทีเล่าผ่านไป ลูเมี่ยนที่ไม่อาจข่มตาหลับ พลันรู้สึกสดชื่นกะทันหัน ความอ่อนล้าไม่หลงเหลือแม้แต่น้อย
หกโมงเช้าแล้ว
เด็กหนุ่มลุกจากเตียงโดยไม่พูดไม่จา แล้วเริ่มเก็บกวาดแท่นบูชา
ทันใดนั้นเอง ผู้ส่งสารตุ๊กตาในชุดกระโปรงสีทองอ่อน ก้าวออกจากความว่างเปล่า โยนถุงเหรียญสีเข้มพร้อมด้วยจดหมายที่พับเป็นสี่เหลี่ยมลงบนโต๊ะ
รางวัลที่มาดามเมจิกเชี่ยนเคยกล่าวถึง มาส่งแล้วสินะ? หนึ่งในนั้นคือกระเป๋านักเดินทางหรือ? ลูเมี่ยนฮึกเหิมขึ้นมาทันที คว้าถุงเหรียญสีเข้มขึ้นมา
ผู้ส่งสารตุ๊กตามองเขาครู่หนึ่ง แล้วยกมือขึ้นหนีบจมูกพลางเอ่ยปาก
“ไอ้ขี้เมา!”
“เสื้อผ้าเหม็นอับ!”
เอ่อ…ลูเมี่ยนที่เมื่อคืนไม่ได้อาบน้ำ รวมถึงไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้า กระแอมไอแผ่วเบาด้วยความเขิน พลางเอ่ยคำขอบคุณ
รอจนกระทั่งผู้ส่งสารตุ๊กตาจากไป เขาจึงตรวจสอบรางวัลต่อ
……………………………………………………..