ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 642 เบาะแส
ลู่ย่วนซีเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้หัวมู่ฟังง่ายๆ หนึ่งรอบ บอก ให้เขารู้ถึงเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงหลังจากที่หัวมู่ถูกเถาวัลย์ปีศาจ สวรรค์ยึดครองร่าง
หัวมู่รับฟังอย่างอดทนจนจบก็ถอนหายใจยาวเหยียดหนึ่งครั้ง “เวลา ผ่านไปนับล้านปี หลังจากที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวจากไป ฟูาดิน แห่งนี้ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ได้เพราะพวกเขา หากไม่มีวิธีการที่พระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวทิ้งเอาไว้ เกรงว่าคราวนี้ดินแดนดาวตกคงยากจะหนี พ้นการกวาดล้างจากชนต่างเผ่า”
“ก็ใช่นะสิ” ลู่ย่วนสีเองก็กล่าวขึ้นอย่างขมขื่น
“พี่ลู่ เปิดค่ายกลนำส่งห้วงมิติลับที่พรรคคิชกูฏของพวกเราสร้างไว้ใน อาณาจักรเสวียนเทียนเถอะ” หัวมู่เงียบคิดไปครู่จึงกล่าวว่า “วิมาน สวรรค์พังทลาย ค่ายกลนำส่งทั้งหมดของวิมานสวรรค์ต่างก็ถูกทำลายจน สิ้น ทว่าชนต่างเผ่ากลับมีจำนวนเยอะมาก หลังจากที่รอยแยกห้วงมิติซึ่ง เชื่อมโยงไปยังโลกภายนอกถูกจ้าวซานหลิงปิดผนึก พวกเขาที่ไม่มีที่ให้หนี ย่อมซ่อนตัวอยู่ทั่วทุกแห่งในวิมานสวรรค์แน่นอน”
“ผู้แข็งแกร่งเผ่ามนุษย์ที่จากไปก่อนหน้านี้ ตอนนี้ก็สามารถกลับคืน มาได้อย่างวางใจเพื่อเก็บเกี่ยวผลการต่อสู้แล้ว”
“ตกลง” ลู่ย่วนซีพยักหน้ารับแล้วจากไป
“หลังจากเรื่องนี้ยุติลง พวกเราค่อยมาคุยกันเรื่องอื่น” หัวมู่หันไปมอง เนี่ยเทียนพร้อมรอยยิ้มปราดหนึ่ง ก่อนจะทะยานขึ้นสู่ฟูา ร่วมมือกับเขต วิญญาณสังหารชนต่างเผ่าสายเลือดระดับเจ็ดที่เหลืออยู่
เนี่ยเทียนยืนอยู่บนร่างของโครงกระดูกปีศาจเลือด ก้มหน้าลงมอง พื้นดิน สิ่งที่สะท้อนอยู่ในคลองจักษุล้วนเป็นภาพของชนต่างเผ่าที่หนี กระเจิงไปสี่ทิศ
เขารู้ดีว่าการล้อมโจมตีชนต่างเผ่ายังต้องดำเนินไปอีกช่วงระยะเวลา หนึ่ง
“ไปเถอะ”
เขาออกคำสั่ง โครงกระดูกปีศาจเลือดก็เคลื่อนทะยานไปสี่ทิศ มันมอง ภูตผีปีศาจที่สายเลือดหวนคืนบรรพบุรุษเป็นเปูาหมายแรก ครั้นจึงใช้เวท หลอมเลือดของสำนักโลหิตมาดูดเลือดสดจากในร่างของอีกฝุายจนสิ้น
หลังจากนั้น ชนต่างเผ่าสายเลือดระดับหก ระดับห้าจำนวนมากที่ถูก ซากเรือรบโจมตีก็ทยอยถูกโครงกระดูกปีศาจเลือดดูดเลือดไปทีละตัว
สามวันให้หลัง การต่อสู้ครั้งนี้ยังคงดำเนินต่อไป
หลังจากที่พรรคคิชกูฏเปิดค่ายกลนำส่งห้วงมิติลับแห่งหนึ่งขึ้นมา เมื่อ ได้รับข่าวว่าสถานการณ์ของอาณาจักรเสวียนเทียนมั่นคง เขตสามัญ เขต ลี้ลับของเผ่ามนุษย์ที่หนีไปก่อนหน้านั้นก็พากันทยอยกลับมาโดยใช้ค่าย กลนำส่งห้วงมิติของพรรคคิชกูฏ แล้วกระจายตัวกันไปทั่วทุกมุมใน อาณาจักรเสวียนเทียนเพื่อตามหาชนต่างเผ่าที่หนีไปซ่อนตัว
เรือนกายของจ้าวซานหลิงพลันปรากฏขึ้นข้างกายเนี่ยเทียนอย่าง กะทันหัน
“ผู้อาวุโสจ้าวมาได้เวลาพอดี” เนี่ยเทียนกล่าวว่า “รบกวนท่านผู้ อาวุโสส่งข้าไปที่อาณาจักรเลี่ยคงหน่อยเถิด”
“เจ้าไม่อยู่ในอาณาจักรเสวียนเทียนต่อแล้วรึ?” จ้าวซานหลิงถาม อย่างแปลกใจ
“การต่อสู้ครั้งนี้ได้ยุติลงล่วงหน้าแล้ว” เนี่ยเทียนส่ายหัว “การกวาด ล้างที่แต่ละสำนักมีต่อชนต่างเผ่าอาจยังต้องดำเนินไปอีกหลายเดือนถึงจะ สังหารชนต่างเผ่าได้หมด การล้อมสังหารหลังจากนี้ ข้าไม่มีความสนใจจะ เข้าร่วมด้วย ข้าอยากไปดูสถานการณ์ทางอาณาจักรเลี่ยคงเสียหน่อย”
จ้าวซานหลิงหรี่ตา “ข้าไปมาแล้วรอบหนึ่ง”
เนี่ยเทียนตะลึงงัน
“ทางฝุายของอาณาจักรเลี่ยคง ชนต่างเผ่าส่วนหนึ่งที่เฝูาอยู่ใน เทือกเขาฮว้านคงได้หายไปแล้ว” จ้าวซานหลิงกล่าวอย่างไม่ปิดบัง “พวก ชนต่างเผ่าที่อยู่ทางฝั่งนั้นน่าจะรู้ข่าวการตายอนาถของพวกปาซือทัวแล้ว ชนต่างเผ่าส่วนน้อยที่เหลืออยู่จึงปิดผนึกรอยแยกห้วงมิติที่เชื่อมโยงมายัง อาณาจักรเสวียนเทียน นอกจากยอมกลับไปแต่โดยดีแล้ว พวกเขายังจะ ทำอะไรได้อีก?”
“ตามความเห็นข้า ความเสียหายครั้งนี้นับว่าสาหัสสากรรจ์ต่อพวกชน ต่างเผ่าอย่างมาก”
“ชนต่างเผ่าที่บุกเข้ามาต่างก็ไม่ได้มาจากตระกูลที่แข็งแกร่งและ เก่าแก่ที่สุด ความล้มเหลวครั้งนี้เกรงว่าพวกเขาคงต้องใช้เวลาอีกหลาย ร้อยปีถึงจะฟื้นคืนพลังต้นกำเนิดกลับมาได้”
“ชนต่างเผ่าที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริงก็ไม่มีทางมายุ่งเกี่ยวกับดินแดน ดาวตกเล็กๆ แห่งนี้”
“ในระยะเวลาสั้นๆ นี้เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะมีชนต่างเผ่ากลุ่ม ใหม่บุกเข้ามาในสถานที่ที่ถูกชโลมไปด้วยเลือดสดของพวกเขาแห่งนี้”
จ้าวซานหลิงคิดว่าเนี่ยเทียนเป็นกังวลว่าจะมีชนต่างเผ่ามากกว่าเดิม อาศัยรอยแยกห้วงมิติทั้งหกเส้นบุกเข้ามาอีกครั้ง
“ผู้อาวุโสจ้าวท่านเข้าใจผิดแล้ว” เนี่ยเทียนส่ายหัว “ที่ข้าจะไป อาณาจักรเลี่ยคงหาใช่กังวลว่าจะมีชนต่างเผ่ากลุ่มใหม่บุกเข้ามา ข้าแค่… อยากจะทำความเข้าใจว่าครานั้นเป็นใคร หรือสำนักอะไรที่แอบเปิดรอย แยกห้วงมิติของอาณาจักรหลีเทียนให้ชนต่างเผ่าบุกเข้ามาก่อน”
“ที่แท้ก็เรื่องนี้เองหรือ?” จ้าวซานหลิงเข้าใจได้ทันควันจึงแสยะปาก ยิ้มกว้าง “ทำไม? อยากจะคิดบัญชีย้อนหลังอย่างนั้นรึ?”
“ถูกต้อง” เนี่ยเทียนกล่าวเสียงเย็น
“อืม ด้วยพลังอำนาจของเจ้าในตอนนี้ หากจะคิดบัญชีครั้งนี้ก็ใช่ว่าจะ เป็นไปไม่ได้” จ้าวซานหลิงคิดอยู่ครู่หนึ่งก็พูดอีกว่า “อันที่จริง เจ้าน่าจะ พอรู้มาบ้างแล้วว่าพวกที่มีความแค้นกับเจ้า และพวกที่อยากฮุบกลืน อาณาจักรหลีเทียนมานานหลายปีก็มีแค่ไม่กี่ฝุายเท่านั้น”
“เอาเถอะ ข้าจะพาเจ้าไปอาณาจักรเลี่ยคงก็แล้วกัน”
จ้าวซานหลิงแหวกรอยแยกห้วงมิติเส้นหนึ่งออกทันที ก่อนจะพาเนี่ย เทียนเดินทางไปยังจุดที่ตั้งค่ายกลนำส่งในอาณาจักรเสวียนเทียนที่เขา จัดตั้งไว้ ให้เนี่ยเทียนเดินทางไปถึงพื้นที่ต้องห้ามแห่งชีวิตใน อาณาจักรเลี่ยคง
เดินออกมาจากหินอุกกาบาตก้อนหนึ่ง เนี่ยเทียนไม่ได้รีบร้อนลงมือ แต่หลับตาลง อาศัยพลังจิตวิญญาณของสะเก็ดดาวเก้าดวงบวกกับพลัง จิตของตัวเองแผ่ลงไปในจุดลึกใต้ดิน
พักใหญ่เขาถึงได้ลืมตาแล้วพูดขึ้นเบาๆ ด้วยความหดหู่ “ยังคงไม่ได้ อยู่ดี”
เมื่อพลังจิตที่เขารวบรวมขึ้นมาแผ่ลงไปในจุดลึกใต้ดิน เขาสามารถ สัมผัสได้ถึงเขตอาคมขนาดใหญ่ยักษ์ที่เกิดขึ้นจากพลังดวงดาวอย่าง แท้จริง
เขตอาคมนั้นอยู่ลึกใจกลางของพื้นดิน หากไม่เพราะเขาเป็นผู้สืบทอด ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ต่อให้เป็นผู้ที่มีเขตวิญญาณ เกรงว่าคง ทำไม่ได้แม้แต่สัมผัสถึง
แต่ถึงแม้ว่าเขาจะสัมผัสถึงมันได้ กระนั้นคิดจะให้กระแสจิตลอดทะลุ ผ่านเขตอาคมขนาดใหญ่นั้นไป ตอนนี้ก็ยังคงเป็นเรื่องที่ยากลำบากอยู่ดี
“บางทีคงต้องรอให้พลังจิตแปรสภาพอย่างแท้จริง เลื่อนสู่เขตสามัญ เสียก่อน ถึงจะตรวจสอบลงลึกไปในใต้ดิน ข้ามผ่านเขตอาคมชั้นนั้นจนได้
รู้ว่าใต้ดินซุกซ่อนความลับอะไรของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวไว้กัน แน่” เขาครุ่นคิด
“อะไรไม่ได้?” จ้าวซานหลิงถามอย่างแปลกใจ
“ไม่มีอะไร” เนี่ยเทียนมองไปยังเทือกเขาฮว้านคง “พาข้าไปเถอะ
“อ้อ” จ้าวซานหลิงตอบรับหนึ่งคำ แล้วจึงแหวกรอยแยกห้วงมิติ คว้า ร่างเนี่ยเทียนมุดเข้าไปด้านใน ก่อนจะมาโผล่ในเทือกเขาฮว้านคงเพียง เสี้ยววินาที
เขาที่เชี่ยวชาญเวทลับห้วงมิติ ขอแค่อยู่ในอาณาจักรเดียวกัน อาศัย ความลี้ลับของห้วงมิติ เขาก็สามารถเดินทางไปยังที่แห่งใดก็ได้อย่าง ง่ายดาย
ยืนอยู่ในจุดลึกของเทือกเขาฮว้านคง เนี่ยเทียนรวบรวมทิพย์จักษุเก้า ข้างขึ้นมาตรวจสอบไปรอบด้าน
ในขอบเขตที่ทิพย์จักษุสัมผัสถึง ไม่มีร่องรอยของสิ่งมีชีวิตใดๆ ไม่ว่า จะเป็นชนต่างเผ่า เผ่ามนุษย์ หรือแม้แต่สัตว์วิเศษแปรสภาพสักตัวก็ยังไม่ มีหลงเหลือ
เขารู้ดีว่าหลังจากที่ชนต่างเผ่าเข้ามาในอาณาจักรเลี่ยคงได้ไม่นาน เผ่า มนุษย์ก็ถอยหนีออกไปหมด ส่วนสัตว์วิเศษแปรสภาพส่วนหนึ่งก็ถูกกวาด ล้างจนสิ้นซาก
ตอนที่สถานการณ์การต่อสู้ทางฝุายอาณาจักรเสวียนเทียนยังไม่มั่นคง สถานที่แห่งนี้ยังมีชนต่างเผ่าเฝูาพิทักษ์ ทว่าเมื่อพวกปาซือทัวตายอนาถ ชนต่างเผ่าที่รู้ข่าวจึงได้หวนกลับไปทางเดิม
นี่เป็นเหตุให้เทือกเขาฮว้านคงในเวลานี้ไม่มีปราณของสิ่งมีชีวิตอยู่ แม้แต่เสี้ยวเดียว
“เส้นนี้น่าจะเป็นรอยแยกห้วงมิติที่เชื่อมโยงไปยังอาณาจักรหลีเทียน” จ้าวซานหลิงชี้ไปยังจุดหนึ่ง
ตำแหน่งที่เขาชี้ไปคือหุบเขาเล็กๆ แห่งหนึ่งกลางเทือกเขาฮว้านคง กลางอากาศของหุบเขาแห่งนั้นมีรอยแยกห้วงมิติที่ปริแตกอยู่มากมาย
นิ้วที่ชี้ไปของจ้าวซานหลิงทำให้รอยแยกห้วงมิติเส้นหนึ่งซึ่งซ่อนตัวอยู่ ท่ามกลางรอยแยกห้วงมิติมากมายพลันสว่างไสว
“ที่นี่ค่อนข้างใกล้กับฐานที่ตั้งของวังวิญญาณ ลัทธิอูตู๋และสำนักเทียน เหยียน” จ้าวซานหลิงชี้มือไปอย่างไม่ใส่ใจ “ทางนั้นมีรอยแยกห้วงมิติเส้น หนึ่งที่ชนต่างเผ่าบุกเข้ามา ตรงนั้นเดิมทีเป็นจุดที่วังวิญญาณ ลัทธิอูตู๋และ สำนักเทียนเหยียนร่วมมือกันเฝูาพิทักษ์ หากเจ้าคิดจะอาศัยรอยแยกห้วง มิติเส้นเดียวที่เชื่อมโยงไปยังอาณาจักรหลีเทียนเพื่อหาตัวคนทำอย่าง แม่นยำ เกรงว่าคงไม่ง่ายนัก”
“ดูท่าคงเป็นฝีมือพวกวังวิญญาณ ลัทธิอูตู๋และสำนักเทียนเหยียนแล้ว ล่ะ” เนี่ยเทียนแค่นเสียงเย็น
ตอนนั้นที่เขาออกมาจากเมืองโพ่เมี่ยแล้วถูกผู้ฝึกตนอิสระหลายคน ล้อมโจมตี ก่อนที่คนพวกนั้นจะตาย เขาก็ได้ยินเสียงก่นด่าพวกโหวชิ่งเซิน หลุดออกมาจากปากของคนเหล่านั้น
แม้จะไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด แต่เขาเชื่อว่าโหวชิ่งเซินจากลัทธิอูตู๋ หลี่ ชิงอวิ๋นจากสำนักเทียนเหยียน และใครบางคนจากวังวิญญาณก็คือผู้บง การที่สั่งให้ผู้ฝึกตนอิสระมาสังหารตน
ครั้งนี้พอรู้ว่ารอยแยกห้วงมิติเส้นที่เชื่อมโยงไปยังอาณาจักรหลีเทียน ซึ่งถูกนำมาเปิดเผยอยู่ใกล้กับฐานที่ตั้งของวังวิญญาณ ลัทธิอูตู๋และสำนัก เทียนเหยียน เขาก็แน่ใจทันใดว่าต้องเป็นฝีมือของสามฝุายนั้นอย่าง แน่นอน
แต่เขาก็ยังไม่มีหลักฐานชี้ชัดที่จะบอกว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือของสามฝุาย แล้วลากตัวคนที่ทำร้ายอาณาจักรหลีเทียนมาลงโทษได้
ทว่าขณะที่เขากำลังขมวดคิ้วคิดหนักอยู่นั้น กลับมีรอยแยกห้วงมิติ เส้นหนึ่งโผล่ขึ้นมากลางอากาศ
เจินฮุ่ยหลันและเผยฉีฉีเดินออกมาอย่างเงียบเชียบ
“เอ๊ะ ศิษย์น้องหญิง เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?” จ้าวซานหลิงกล่าว ด้วยรอยยิ้ม
“ผู้อาวุโสเจิน ศิษย์พี่หญิงเผย” เนี่ยเทียนรีบพูดขึ้น
เจินฮุ่ยหลันมองเนี่ยเทียนปราดหนึ่งแล้วยกยิ้ม “เจ้าหนู เจ้าทำได้ไม่ เลวเลย”
“ล้วนเป็นอานุภาพของสิ่งที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทิ้งเอาไว้ ข้า เป็นแค่สื่อกลางเท่านั้น” เนี่ยเทียนกล่าวอย่างถ่อมตัว
เผยฉีฉีค้อนตาใส่เขาหนึ่งที แต่ไม่ได้เอ่ยคำใด
“ข้ากลับมาตั้งแต่สามวันก่อนแล้ว” เจินฮุ่ยหลันมองมาทางจ้าวซานห ลิงอีกครั้ง “แม้ว่าค่ายกลนำส่งทั้งหมดของอาณาจักรเลี่ยคงจะทยอยกัน ถูกทำลาย ทว่ารอยแยกห้วงมิติที่เชื่อมโยงไปยังอาณาจักรอื่นๆ ซึ่งชนต่าง เผ่าหาเจอยังคงอยู่ ข้าเลยกลับมาจากรอยแยกห้วงมิติเส้นหนึ่งของทาง อาณาจักรเชียนแจว๋”
“ข้ากลับมาบอกกับพวกสมาชิกของเปลวอัคคี กะโหลกเลือดและ เดือนดับที่หนีไปว่าวิกฤตคลี่คลายแล้ว พวกเขาจะได้ไม่จำเป็นต้องซ่อนตัว อีกต่อไป”
“ศิษย์พี่รองมาที่เทือกเขาฮว้านคง ข้าสัมผัสได้จึงรีบตามมา”
จ้าวซานหลิงขมวดคิ้วน้อยๆ “เจ้ามาหาข้ามีธุระอะไร?”
“ศิษย์พี่รอง ท่านจะให้ศิษย์พี่ใหญ่คุกเข่ายอมรับผิดกับท่านต่อหน้า ทุกคนจริงหรือ?” ใบหน้าของเจินฮุ่ยหลันเต็มไปด้วยความขมขื่น “เพื่อ ส่วนรวม ศิษย์พี่ใหญ่ถึงขั้นยอมอ่อนข้อให้ท่าน ท่านยังต้องการอะไรอีก?”
“มาเพื่อเรื่องนี้น่ะรึ?” จ้าวซานหลิงแค่นเสียงเย็น
“อีกอย่าง รอยแยกห้วงมิติทั้งหกเส้นนั่น ท่านปิดผนึกมันไม่ได้จริงๆ หรือ?” เจินฮุ่ยหลันจนใจอย่างมาก “ขอแค่รอยแยกห้วงมิติทั้งหกเส้นนั้น ยังอยู่ มันก็ถือเป็นภัยซ่อนแฝง ใครก็ไม่รู้ว่าผ่านไปอีกกี่สิบกี่ร้อยปี ชนต่าง
เผ่าจะเข้ามารุกรานอีกหรือไม่ หากท่านมีวิธี หวังว่าท่านจะยื่นมือ ช่วยเหลือ ปิดผนึกพวกมันซะ เพื่อกำจัดภัยร้ายที่อาจตามมาในภายหลัง”
“ตอนที่ข้ายังไม่ฝุาทะลุสู่เขตวิญญาณขั้นกลาง ข้าไม่มีวิธีรับมือจริง แต่ตอนนี้จะให้ข้าลองดูก็ได้” จ้าวซานหลิงหัวเราะอย่างโอหัง ก่อนจะพูด ต่อว่า “แต่ ต่อให้เป็นข้า หากคิดจะปิดผนึกรอยแยกห้วงมิติทั้งหกเส้นก็ ยังยากลำบากอย่างยิ่งยวด ต้องเสียค่าตอบแทนไม่น้อย”
“ทำไมข้าจะต้องปิดผนึกรอยแยกห้วงมิติพวกนั้นให้คนอื่นด้วย?”
“คนเหล่านั้นมีผลประโยชน์อะไรต่อข้าบ้าง?”
——