ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 958 ความสมดุลถูกทำลาย
หากไม่มีผู้เฒ่าเผ่ากิ้งก่าคนนั้นมาเข้าร่วมด้วย ด้วยพลังการต่อสู้ของ แดนเอตทัคคะเผ่ามนุษย์หกท่านก็สามารถก่าราบนักรบสายเลือดระดับเก้า แปดตัวของเผ่ากิ้งก่าได้อย่างมั่นคง
การด่ารงอยู่ของผู้เฒ่าคนนั้นได้ท่าลายความสมดุล สถานการณ์จึงพลิก กลับในเสี้ยววินาที
ล่าพังเพียงแค่เขาคนเดียวก็ท่าให้หยางฝานรับมือได้ยากอย่างล่าบาก ไม่มีความเป็นไปได้ที่จะเอาชนะได้เลย
หยางฝานบอกให้หนีไป ก็เป็นเพราะความจนใจเช่นกัน
เขาพบว่ากระดูกที่ไม่รู้ที่มาท่อนนั้นแข็งแกร่งเกินไป ลายเส้นสีเลือดที่ ถือก่าเนิดขึ้นมาบนท่อนกระดูกสามารถบดขยี้สายฟ้าของเขาและแทบจะ ปั่นป่วนดินแดนสายฟ้าของเขาได้อย่างสิ้นเชิง
กลับเป็นผู้เฒ่าเผ่ากิ้งก่าคนนั้นต่างหากที่ในความรู้สึกของหยางฝาน แล้ว อันที่จริงเขายังอยู่ห่างจากการเลื่อนสู่สายเลือดระดับสิบไปอีกขั้นใหญ่
หากว่ามีแดนเอตทัคคะช่วงท้ายอีกคนหนึ่งมาช่วยเขารับมือกับผู้เฒ่า เผ่ากิ้งก่าคนนี้ เขาก็ยังรู้สึกว่าอย่างน้อยคงจะพอเสมอกันได้
“กระดูกท่อนนั้นมาจากสิ่งมีชีวิตใดกันแน่? เพียงแค่กระดูกท่อนเดียวที่ พอถูกผู้เฒ่าเผ่ากิ้งก่าชุบหลอมก็มีอานุภาพแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้? ต่อให้ เป็นกระดูกของต้าจุนสายเลือดระดับสิบของชนต่างเผ่า หรือของสัตว์ โบราณระดับสิบขั้นสูงสุดส่วนใหญ่ก็ไม่น่าจะมีอานุภาพที่น่าตะลึงขนาดนี้นี่ นา!”
หยางฝานร้องตะโกนอยู่ในใจ
“ซู่!”
ธารน้่าผลึกใสหลายเส้นบินออกไปจากดินแดนของผู้แข็งแกร่งแดน เอตทัคคะคนหนึ่งที่เป็นลูกน้องของโหลวหงแยน นามว่าจ้าวเหิง
จ้าวเหิงก็เป็นแดนเอตทัคคะช่วงท้ายเหมือนกัน เพียงแต่ว่าเพิ่งฝ่าทะลุ ขั้นได้ไม่นาน
ธารน้่าผลึกใสแต่ละเส้นแฝงความมหัศจรรย์ของธาตุน้่าเอาไว้ เมื่อบวก กับพลังสายฟ้าของหยางฝานจึงแปรเปลี่ยนไปได้หลากหลายรูปแบบ
ทุกครั้งที่มีการแปรเปลี่ยนก็ล้วนเป็นตัวแทนของสัจธรรมแห่งสายฟ้า สัจธรรมแห่งน้่า มีอักขระฟ้าดินที่ลึกลับเปล่งประกาย
อักขระบางตัวโค้งงอดุจแม่น้่าล่าธาร อักขระบางตัวหากมองให้ละเอียด จะนึกว่าเป็นทางช้างเผือกนอกผืนฟ้า และยังมีอักขระบางตัวที่บันทึกความ จริงของสายฟ้าเอาไว้ หล่อหลอมขึ้นมาจากวิชาที่ประณีตเชี่ยวชาญ
พลังงานที่แดนเอตทัคคะปลดปล่อยออกมาล้วนบันทึกความรู้ลึกซึ้งที่มี ต่อพลังงานชนิดหนึ่งซึ่งพวกเขาท่าความเข้าใจมานานนับพันนับหมื่นปี
ทว่าความลี้ลับของพลังงานฟ้าดินธาตุสายฟ้าและธาตุน้่าที่รวมเข้า ด้วยกันจนกลายมาเป็นสายฟ้าบ้าคลั่ง และสายน้่าอ่อนนุ่ม กลับไม่สามารถ สร้างความเสียหายใดๆ ให้กับกระดูกท่อนนั้นได้เลย
กระดูกสีเทาเหลือบเขียวพลันเปลี่ยนมาเป็นโปร่งใส แล้วจู่ๆ ลายเส้นสี เลือดแต่ละเส้นก็เหมือนกลายมาเป็นโซ่ผลึกสายเลือดที่อยู่ในสายเลือดของ สิ่งมีชีวิตสติปัญญาสูง
ความลี้ลับในลายเส้นสีเลือดมากมายที่ไม่เกี่ยวพันกับเผ่ากิ้งก่าถูก กระตุ้นออกมา
“ตูม!”
แสงสีเลือดจ่านวนนับไม่ถ้วนสาดส่อง แสงสีเลือดเป็นเส้นๆ คล้าย กลายมาเป็นหนวดของสิ่งมีชีวิตลึกลับที่โบกสะบัดอยู่ในความว่างเปล่า ก่อนจะเริ่มดึงเอาพลังงานในสิ่งสกปรกที่สามารถท่าลายเรือนกายที่มีเลือด เนื้อซึ่งล่องลอยอยู่ทั่วทางช้างเผือกออกมา
แสงสีเลือดขยายใหญ่อย่างรวดเร็วแล้วลอดทะลวงเข้าไปในแดน เอตทัคคะของหยางฝานและจ้าวเหิง
แดนเอตทัคคะของคนทั้งสองคล้ายม่านน้่าตกที่ถูกแหวกออก จึงขาด กระเซ็นออกเป็นแผ่นๆ ไม่สมบูรณ์แบบอีกต่อไป
หากแดนเอตทัคคะแตกออกเมื่อใด พลังงานลึกลับจากสิ่งเจือปน มากมายที่อยู่ด้านนอกก็จะไหลกรากเข้ามาเพิ่มความรุนแรงในการปริแตก ของดินแดนพวกเขาเร็วขึ้น
“จางลี่!” จ้าวหงตะโกน “เจ้าหนีไป!”
จางลี่คือผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะอีกคนหนึ่ง เขาเชี่ยวชาญพลัง แผ่นดิน แต่เป็นแค่แดนเอตทัคคะช่วงกลางเท่านั้น
เขาบิดเบือนแรงโน้มถ่วงของพื้นดินหมายจะสร้างผลกระทบให้กับ กระดูกท่อนนั้น แต่กลับไม่ได้ผลแม้แต่น้อย
จ้าวเหิงมองออกว่าท่าไม่ดี พอพบว่าจางลี่มิอาจเขย่าคลอนกระดูกท่อน นั้นได้จึงให้เขารีบหนีไปให้ห่าง
จางลี่เองก็ไม่ใช่คนโง่ พอเห็นว่าท่าไม่ดีก็ร่วมมือกับอีกสามคนรับมือกับ ผู้เฒ่าเผ่ากิ้งก่าทันที
“เทพธิดา!”
หยางฝานอุทานเสียงตกใจ ความหวาดกลัวในหัวใจยิ่งเข้มข้น “กระดูก ท่อนนั้นช่างเกินความคาดหมายยิ่งนัก ขนาดดินแดนของพวกเราก็ยัง ประคองไม่อยู่ พวกเราหกคนจะอยู่รับมือกับคนของเผ่ากิ้งก่าเอง พวกเจ้า รีบหนีไปจากที่นี่ซะ หนีไปได้ไกลเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น!”
โหลวหงแยนเองก็เริ่มหวาดกลัวไม่เป็นสุข
นางเพ่งสายตามองไปก็พบว่ายามที่แดนเอตทัคคะหกคนที่เหลือล้อม โจมตีผู้เฒ่ากิ้งก่า ผู้เฒ่าจะเลือกหลบเลี่ยงไม่ต่อสู้
ราวกับว่าสิ่งที่ผู้เฒ่ากิ้งก่าพึ่งพาจริงๆ มีเพียงแค่กระดูกท่อนนั้น
“อู้ๆๆ!”
นักรบเผ่ากิ้งก่าสายเลือดระดับเก้าก็เริ่มตามมาทันแล้ว
พอพวกเขามาถึงก็กระจายตัวออกจากกัน จับกลุ่มละสองตัวเพื่อดัก สังหารแดนเอตทัคคะอีกสี่คน
แดนเอตทัคคะสี่คนนั้นต่างก็มีตบะช่วงต้นกับช่วงกลาง เมื่อรับมือกับ เผ่ากิ้งก่าสองตัวจึงตกเป็นรองอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อพวกเขามาถึง ผู้เฒ่าเผ่ากิ้งก่าจึงถูกแบ่งเบาภาระ สามารถรวบรวม สมาธิไว้ที่กระดูกท่อนนั้นมาใช้ท่าลายดินแดนของหยางฝานและจ้าวเหิงได้
หากแดนเอตทัคคะของพวกเขาถูกท่าลาย หยางฝานและจ้าวเฟิงพ่าย แพ้ เขาก็สามารถอาศัยกระดูกท่อนนั้นมาสังหารคนที่เหลือได้
หรืออาจถึงขั้นที่ว่าขอแค่เขาถ่วงเวลาต่อไป นักรบเผ่ากิ้งก่าอีกแปดคน ที่เหลือก็จะสามารถใช้เวลามาค่อยๆ ผลาญพลังของแดนเอตทัคคะอีกสี่คน ให้ตายไปเช่นกัน
ไม่ว่าจะมองอย่างไร สถานการณ์นี้ก็ไม่ดีต่อเผ่ามนุษย์ทั้งสิ้น
“ต่อให้หนีก็คงจะหนีไม่พ้น” โหลวหงแยนถอนหายใจเบาๆ “หากเกิด เรื่องไม่คาดคิดกับพวกเจ้าหกคนจริงๆ เมื่อพวกเจ้าถูกฆ่า แล้วพวกเรา…จะ หนีไปทางไหนได้อีก? จุดลับห้วงมิตินั้นก็ยังหาไม่เจอ ด้วยความเร็วของเผ่า กิ้งก่าสายเลือดระดับเก้าย่อมง่ายที่จะตามพวกเราไปทัน ไม่มีทางที่เราจะ หนีไปได้”
นางมองสถานการณ์ออกอย่างชัดเจน
เนี่ยเทียนที่อยู่ในดินแดนเปลวเพลิงของนางครุ่นคิดอย่างหนักอยู่พัก ใหญ่ก็ยุติการคิดลง
คิดจะหนีให้พ้นจากการไล่ล่าของเผ่ากิ้งก่า ก็มีเพียงแต่ใช้ความเร็วที่ มากพอจะสลัดพวกเขาได้เท่านั้น
จะอย่างไรซะเรือดาราของเนี่ยเทียนก็เป็นแค่อาวุธวิเศษประเภทบินล่า หนึ่ง ไม่สามารถหนีพ้นเงื้อมมือของเผ่ากิ้งก่าสายเลือดระดับเก้าได้
แล้วนับประสาอะไรกับที่นอกทางช้างเผือกยังมีพลังงานลึกลับจ่านวน นับไม่ถ้วนที่สามารถกลืนกินเลือดเนื้อของสิ่งมีชีวิต
เรือรบทางช้างเผือกสามารถสกัดกั้นพลังงานและสิ่งเจือปนของนอก โลก แต่เรือดาราไม่สามารถท่าให้เขาไม่ถูกพลังเหล่านั้นรุกรานเป็น เวลานาน
หากเขาสูญเสียการคุ้มครองจากผู้ที่มีดินแดนแล้วขับเรือดาราหนีไป เพียงล่าพัง หินดวงดาวในเรือดาราจะต้องถูกเผาผลาญอย่างรวดเร็ว ตัว เรือดาราเองก็จะถูกพลังจากโลกภายนอกท่าลายจนระเบิดแตก
เมื่อถึงเวลานั้นเขาที่อยู่ตัวคนเดียวในทางช้างเผือก ทั้งยังไม่เลื่อนสู่เขต ดินแดนก็มีแต่ความตายรออยู่เท่านั้น
“เตรียมสู้จนตัวตายเถอะ”
จู่ๆ บนใบหน้าของหวงจินหนันก็พลันปรากฏความบ้าคลั่งคล้าย มองเห็นความจริงอย่างชัดเจน รู้ดีว่าต่อให้หนีไปก็ต้องตายสถานเดียว ถ้า อย่างนั้นก็ไม่สู้รบจนตัวตาย แม้ตัวจะตายก็ต้องลากเผ่ากิ้งก่าไปตายด้วย
โหลวหงแยนพยักหน้ารับ ตวาดกร้าว “สู้ตาย!”
ลูกน้องทุกคนของพวกเขาก็พร้อมใจกันค่ารามดังลั่น เตรียมตัวพร้อม แล้วที่จะรบจนตัวตาย
“สวบ!”
จู่ๆ กระดูกมหัศจรรย์ท่อนนั้นก็ทะลวงผ่านดินแดนสายฟ้าของหยาง ฝานเข้ามาหาโหลวหงแยนที่อยู่ด้านหลัง
“ระวัง!” หยางฝานที่ไม่สามารถสกัดกั้นกระดูกท่อนนั้นเอาไว้ได้ ได้แต่ ตะโกนเสียงดังเพื่อเอ่ยเตือนให้โหลวหงแยนระวังตัว “เขามองออกถึงฐานะ ของเจ้า!”
โหลวหงแยนสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนที่แถบผ้าสีแดงสดใสจะปรากฏ ขึ้นในดินแดนเปลวเพลิงของนางอีกครั้ง
แถบผ้าคืออาวุธที่อาจารย์ของนางหลอมขึ้นเพื่อนางโดยเฉพาะ เมื่อ ผสานรวมเข้ากับวิชาเปลวเพลิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเผ่ามนุษย์ซึ่งได้รับการสืบ ทอดมา บวกกับพลังของดินแดนเปลวเพลิง นางก็สามารถต่อสู้กับชนต่าง เผ่าระดับเก้าได้ครู่หนึ่ง
นางพยายามคิดหาทุกวิธีมาสกัดกั้นการโจมตีนี้!
“ข้าเอง!”
คนผู้หนึ่งที่เชี่ยวชาญพลังพืชหญ้า ซึ่งในดินแดนของเขาเต็มไปด้วยพลัง ชีวิตเปี่ยมล้นพลันพุ่งตัวไปบังอยู่เบื้องหน้าโหลวหงแยน
คนผู้นี้คือแดนว่างเปล่าช่วงท้าย ในโลกมายาของเขาเต็มไปด้วยสีเขียว ขจีราวกับสร้างมากจากเทือกเขาและผืนป่า ท่าให้เนี่ยเทียนมองแล้วรู้สึก สบายตาสบายใจ
ทว่ารอจนกระดูกประหลาดชิ้นนั้นแทงเข้าไปยังดินแดนว่างเปล่าซึ่ง เปี่ยมล้นไปด้วยพลังชีวิตของเขา
ตลอดทั้งดินแดนของเขาก็พังทลายออกเป็นเสี่ยงๆ ในเสี้ยววินาที แสง สีเลือดอาบย้อมไปทั่วดินแดน ท่าให้ผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่าช่วงท้ายถูก แสงสีเลือดกลบทับ
“อ๊าก!”
เสียงร้องโหยหวนดังลั่น ก่อนทีวิญญาณดวงหนึ่งจะหนีออกมาจากใน แดนว่างเปล่า
แดนว่างเปล่าช่วงท้ายยังไม่สามารถต้านรับการโจมตีทีเดียวของกระดูก ท่อนนั้นได้ ดินแดนพังทลาย เรือนกายดับสลาย มีเพียงจิตวิญญาณที่หนี ออกมา
“หนีไปสิ!”
จ้าวเหิงเองก็ร้องตะโกนเร่งให้โหลวหงแยนรีบจากไป
“หนีไม่พ้น!” โหลวหงแยนค่ารามเดือดดาล “ใครก็ห้ามเอาตัวเข้ามา ตายแทนข้าอีก!”
แถบผ้าสีแดงสดหอบเอาเปลวเพลิงโชติช่วงมาพร้อมกับจุดแสงที่ ร้อนแรงดั่งดวงอาทิตย์ให้พุ่งชนเข้ากับกระดูกมหัศจรรย์ท่อนนั้น หวังว่าจะ พอต้านทานได้บ้าง
“สวบ!”
กระดูกสีเทาเหลือบเขียวเข้ามาในดินแดนเปลวเพลิงของนางได้ในที่สุด ปราณแห่งความกระหายเลือดกลบทับดินแดนเปลวเพลิงของโหลวหงแยน ไปในชั่วพริบตา
ภูเขาไฟมายา ทะเลเพลิงมายา ธารน้่าเปลวเพลิงมายาที่เป็นโครงสร้าง ของดินแดนเปลวเพลิงทยอยกันสลายหายไปเหมือนฟองอากาศที่ถูกตีแตก
ดูเหมือนว่าดินแดนเปลวเพลิงของโหลวหงแยนจะถูกท่าลายอย่าง สิ้นเชิงแล้ว
ร่างของเนี่ยเทียนที่อยู่ในดินแดนเปลวเพลิงจึงโผล่ออกมาข้างนอก เขา จ่าเป็นต้องใช้พลังของเรือดารา หวังว่าจะต้านทานได้สักครู่
และขณะที่เขาก่าลังหวาดกลัวไม่เป็นสุขอยู่นั้น จู่ๆ หัวใจของเขาก็เต้น กระหน่ารัวแรงดัง “ตึกๆๆๆ”
——