สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 231 สะกิดเตือน
“คุณหนู!” บุรุษกลางคนรายงานอย่างนอบน้อม “เราได้รับข่าวจากจินต้าเหริน
พวกมันเผชิญกับการโจมตีที่ไม่รู้จัก ตายเจ็ด บาดเจ็บสิบหก จินต้าเหรินเองก็ได้รับ
บาดเจ็บเล็กน้อย”
“โอ้” มู่ซีสีหน้าแปรเปลี่ยน “เป็นฝีมือผู้ใด?”
“สตรีนางหนึ่ง ไม่ทราบความเป็นมา ผู้ใต้บังคับบัญชาของจินต้าเหรินเริ่มสืบเสาะไล่
ล่าแล้ว แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีผลสำเร็จใด”
“เพียงสตรีนางหนึ่ง?”
มู่ซีแปลกใจอยู่บ้าง นางแม้ไม่ค่อยคบหาสมาคมกับจินเปั่าเจินแห่งกองทัพที่หก
แต่การพบหน้ากันแค่ไม่กี่ครั้ง ก็เพียงพอให้นางรับทราบว่าคนผู้นี้เป็นแม่ทัพมาก
ประสบการณ์ที่สงบเยือกเย็นผู้หนึ่ง อาศัยการปั้องกันของทั้งกองทัพ มันยังถึงกับ
บาดเจ็บด้วยฝีมือของสตรีนางหนึ่ง จะไม่ให้มู่ซีตื่นตะลึงได้อย่างไร “นางเป็นจินตัน
หรือ?”
“เรื่องราวไม่แน่ชัด” บุรุษกลางคนเห็นได้ว่าฉงนสนเท่ห์ไม่แพ้กัน “อย่างไรก็ตาม
กล่าวกันว่าสตรีนางนั้นก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส จินต้าเหรินหวังว่าคุณหนูจะให้ความสนใจ
ระมัดระวังสตรีอันตรายนางนี้”
“คิดไม่ถึงอาณาจักรนภาจันทร์ที่อ่อนด้อยนี้ ยังคงมีพยัคฆ์ซ่อนมังกรเร้นอันร้าย
กาจ!” มู่ซีทอดถอน จากนั้นกล่าว “เจ้าควรใส่ใจกับเรื่องนี้ให้ดี หากพบพานนาง ก็
อย่าได้ปล่อยให้นางหลุดรอดไปได้ จินตันเป็นภัยคุกคามอย่างมากสำหรับเรา อย่างไรก็
ตาม เรี่ยวแรงกำลังของเราส่วนใหญ่สมควรมุ่งมั่นอยู่กับแผนเดิม อย่าให้เรื่องนี้มาทำให้
เสียการ”
“ผู้ใต้บังคับบัญชาเข้าใจ” บุรุษกลางคนรับคำ ลังเลแวบหนึ่ง ยังคงกล่าวว่า “แต่
ผู้ใต้บังคับบัญชาสงสัยใจอยู่บ้าง หากคนที่เรากำลังตามหาเป็นต้าเหรินฝั่ายเราจริง ไฉน
ไม่ยอมติดต่อกับเรา?”
“มีความเป็นไปได้มากมาย อาจเป็นได้ว่าสถานการณ์ของต้าเหรินไม่สู้ดีนัก หรือบาง
ทีท่านอาจมิได้ต้องการพบเห็นพวกเรา” มู่ซีกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “นี่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอัน
ใดกับเรา ภารกิจของเราคือตามหาต้าเหรินท่านนี้ แม้ว่าจะเป็นเพียงเบาะแสเงื่อนงำก็
ตาม ส่วนที่เหลือย่อมมีคนมาจัดการต่อเอง”
“ขอรับ เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาปากมากเกินไป!” บุรุษกลางคนรีบกล่าว
มู่ซีโบกมือตัดบท “ไม่ต้องระมัดระวังถึงเพียงนั้น ข้าเพิ่งจะรับหน้าที่ผู้บัญชาการได้
ไม่นาน ยังคงต้องพึ่งพาประสบการณ์ของเจ้าอีกมาก”
“เป็นเกียรติของผู้ใต้บังคับบัญชาแล้ว”
เห็นความเคารพยำเกรงบนใบหน้าบุรุษกลางคน มู่ซีอับจนปัญญาอยู่บ้าง แล้วพลัน
ฉุกคิดถึงบางอย่าง “พบปิศาจจันทราด่านเจี้ยวที่เล็ดลอดออกมาจากช่องมิติผู้นั้น
หรือไม่?”
“ไม่ ผู้อื่นระมัดระวังตัวยิ่ง ไม่ทิ้งร่องรอยอันใดไว้เลย” บุรุษกลางคนตอบ
“อ้อ เช่นนั้นก็ระมัดระวังให้มาก” มู่ซีขบคิดแวบหนึ่ง จากนั้นกล่าว “หากค้นพบอัน
ใด อย่าสร้างความขัดแย้งกับผู้อื่น สงครามคราวนี้เกรงว่ายังอีกยาวนานนัก ไม่มีทางจะ
สิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว อสูรกับปิศาจสมควรเป็นพันธมิตร ไม่ใช่ศัตรู”
“ผู้ใต้บังคับบัญชาเข้าใจแล้ว!”
ระยะนี้จั่วม่อคร่ำเคร่งฝึกฝีมืออย่างหนักหน่วง ไม่ว่าจะเป็นพลังปราณ พลังจิตสำนึก
หรือพลังสังขาร ล้วนอยู่ในช่วงรุดหน้าอย่างรวดเร็ว นี่เป็นโอกาสทองของการฝึกปรือ มัน
ย่อมไม่กล้าเกียจคร้านหรือละเลย
ช่วงเวลากลางวันมันฝึกปรือพลังปราณกับพลังสังขาร ยามราตรีจึงจะฝึกปรือพลัง
จิตสำนึก มันกระทั่งวิชาค่ายกลยังวางไว้ด้านข้างชั่วคราว วิชาค่ายกลแม้เป็นแก่นแกน
หลัก แต่ต้องใช้เวลายาวนาน ในระยะเวลาอันสั้นไม่สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งของมัน
ได้ แต่การฝึกฝีมือทำได้
เคล็ดหมัดคลื่นสวรรค์แม้เป็นเพียงเคล็ดวิชาธรรมดาสามัญ แต่อาศัยร่างสังขารสอง
ขุนเขาของมัน กลับบรรลุพลังอันแกร่งกร้าวสุดยอด สะท้านใจจั่วม่อนัก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคลื่นสวรรค์กระจกฟั้า ถึงกับร้ายกาจยิ่งกว่ากระบี่มายาไร้เงามหา
วินาศของม้าฝานเสียอีก เวลานี้สิ่งที่จั่วม่อต้องฝึกปรือโดยเร็ว คือต้องหาทางลด
ระยะเวลาที่ใช้ในการโคจรพลังปราณเตรียมโจมตี กล่าวคือต้องโคจรพลังปราณสิบ
สองวัฎฎะให้ลุล่วงในชั่วพริบตา หากกระทำสำเร็จ หมัดนี้ย่อมร้ายกาจถึงขั้นสุดยอด นี่
มิใช่เป็นไปไม่ได้ เนื่องเพราะจั่วม่อมีฝีมือควบคุมพลังปราณอันเลิศล้ำตั้งแต่แรก แต่
กระนั้นก็มิใช่ว่าไม่มีความเสี่ยง การลดระยะเวลาตระเตรียมปราณหมัดให้ลุล่วงในรวด
เดียว ย่อมส่งผลให้เส้นชีพจรปราณต้องรับภาระหนักหนาสาหัสขึ้นมาก
จั่วม่อจำต้องยกระดับพลังสังขารของตน ร่างกายจึงจะสามารถทานทนต่อภาระ
หนักที่เพิ่มขึ้นได้ เพื่อให้ท่าไม้ตายนี้มีคุณค่าในการใช้งานจริง สามารถเข่นฆ่าสังหารผู้คน
ได้จริง มิเช่นนั้น ต่อให้เป็นท่าสังหารที่ร้ายกาจปานใด หากต้องใช้เวลาตระเตรียมพลัง
ยาวนานเกินไป ก็หาได้มีคุณค่าในการต่อสู้จริงไม่
โชคดีที่มันยังอยู่ในช่วงรุดหน้าอย่างรวดเร็ว ขอเพียงไม่เกียจคร้านไม่ย่อท้อ หลังจาก
ฝึกปรือซ้ำซากยาวนาน จนแตกฉานช่ำชองกระบวนท่าถึงจุดหนึ่ง ร่างกายของมันสมควร
ทานทนต่อท่าไม้ตายนี้ได้ในที่สุด
แน่นอน นี่ก็หมายความว่า นอกจากค่อยๆ ก้าวขึ้นไปทีละขั้นแล้ว มันไม่มีหนทางอื่น
ใดอีก
ในค่ายฝึก บางครั้งได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนดังออกมาจากค่ายกลกระบี่ ในช่วง
สองสามวันมานี้ ผู้คนค่อยๆ เคยชินกับเสียงร้องเหล่านี้ ไม่ว่าผู้ใดเข้าสู่ค่ายกลกระบี่ ล้วน
ต้องกรีดร้องโหยหวนเช่นนี้ทุกคน
แต่พอพวกมันคลานออกมาจากค่ายกลกระบี่ ก็จะรีบปิดด่านฝึกตนทันที จนกระทั่ง
ถึงตอนนี้ ผู้คนที่ยังไม่เคยเข้าไปในค่ายกลกระบี่ ก็ยังคงไม่ทราบว่าร้ายกาจน่า
สะพรึงกลัวเท่าใดด้วยซ้ำ
พวกมันเพียงล่วงรู้แค่ว่า มันน่ากลัวมาก น่ากลัวจนสุดบรรยาย…
แต่พวกมันก็ล่วงรู้ด้วยว่า สิ่งนี้มีประโยชน์ต่อพวกมันนับอเนกอนันต์…
เทียบกับเหล่าลูกสมุนที่ทั้งหวาดหวั่นพรั่นพรึง ทั้งคาดหวังไปพร้อมกัน จั่วม่อไม่ได้
รู้สึกอึดอัดขัดข้องแม้แต่น้อย มันเคยชินกับเสียงกรีดร้องเหล่านี้ยิ่งกว่าผู้ใด เมื่อครั้งที่มัน
สลักสามค่ายกลลงไปบนร่างของคนเหล่านี้ เสียงกรีดร้องใต้เงื้อมมืออันไร้ปราณีของมัน
หาได้ด้อยกว่าเสียงกรีดร้องในค่ายกลกระบี่นี้ไม่
ทันใดนั้น ปั้ายบงการสัตว์ร้ายที่เอวของจั่วม่อจู่ๆ ก็สั่นสะเทือน
ฮะ จั่วม่อสะท้านเฮือกหนึ่ง หยุดสิ่งที่กำลังกระทำอยู่โดยไม่รู้ตัว นี่เป็นครั้งแรกที่
ปั้ายบงการสัตว์ร้ายมีปฎิกิริยาเช่นนี้ มันรีบเรียกผีเสื้อลายสายรุ้งออกมาทันที
ผีเสื้อลายสายรุ้งพอปรากฎตัว ก็โผบินอย่างปราดเปรียว มุ่งหน้าออกจากค่ายฝึก
เกิดเรื่องอันใดขึ้น?
ทันใดนั้นนึกขึ้นได้ว่าในช่วงไม่กี่วันก่อนหน้านี้ มีบางคนลอบสอดแนมพวกมัน จั่วม่อ
ระมัดระวังเป็นพิเศษ หันไปโบกมือเรียกหน่วยรบของจงหยูที่อยู่ใกล้ที่สุด ส่งสัญญาณมือ
ให้พวกมันตามมา
พวกเหลยเผิงทั้งสามสบตากันวูบ รีบติดตามไปทันที
หลายคนสังเกตเห็นเรื่องนี้จากที่ห่างไกล อดอิจฉาเลื่อมใสไม่ได้ หน่วยรบเล็กๆ ของ
จงหยูโชคดีมากจริงๆ เถ้าแก่ไว้ใจพวกมันเป็นอย่างยิ่ง ทุกผู้คนมีประสบการณ์โชกโชน
ทราบดีว่าการเสนอหน้าให้เถ้าแก่คุ้นเคยอยู่เสมอ ย่อมเกี่ยวข้องโดยตรงกับผลประโยชน์
อันดีงามในอนาคต
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแม่นางน้อยไม่ได้อยู่ในค่าย ก็ไม่มีผู้ใดกล้าที่จะหยุดฝึกปรือโดย
ปราศจากคำสั่งของเถ้าแก่
กงซุนชาตาแดงก่ำ จ้องมองขบวนทัพของศัตรูที่ถาโถมเข้ามาประดุจกระแสคลื่น
กระดานนี้มันพ่ายแพ้ไปเรียบร้อยแล้ว แต่อีกฝั่ายก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดยั้งกองทัพ
ยังคงบีบคั้นให้มันจนมุม เพื่อให้บรรลุการสังหารหมู่ครั้งสุดท้าย
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มันเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ ทันทีที่ฝั่ายมันเผยจุดอ่อนออกมา
สิ่งที่รอคอยมันอยู่ก็คือการถอยร่นซ้ำแล้วซ้ำอีก อีกฝั่ายราวกับสุนัขไล่ล่ากระดูก งับติด
แน่นไม่ยอมปล่อย สิ่งที่ตามมาคือระลอกการโจมตีอันปั่าเถื่อนรุนแรง เพียงเสียขบวน
รวนเรเผยช่องโหว่ออกมาเล็กน้อย ภายในช่วงเวลาอันกระชั้นสั้น จะถูกกระแทกจู่โจมใส่
ช่องโหว่จนถ่างกว้าง ไร้หนทางจะต้านทาน
กงซุนชาเคยชินกับการถูกอีกฝั่ายไล่ล่าฆ่าฟันตามใจชอบเช่นนี้เสียแล้ว
อย่างไรก็ตาม คราวนี้มันตั้งใจจะให้อีกฝั่ายต้อง ‘แปลกใจ’ สักเล็กน้อย!
จั่วม่อนำหน่วยรบเล็กๆ ติดตามหลังผีเสื้อลายสายรุ้งไปอย่างกระชั้นชิด มันแทบไม่
เคยเรียกผีเสื้อปราณระดับสามตัวนี้ออกมาใช้งาน หากมองจากระดับ นี่เป็นถึงสัตว์
ปราณระดับสามชั้นสุดยอด แต่เวทวิชาทั้งสามชนิดล้วนเกี่ยวข้องกับพิษ จั่วม่อไม่มีส่วน
เกี่ยวพันกับพิษ ดังนั้นไม่เคยมีเรื่องให้ต้องใช้งานผีเสื้อลายสายรุ้ง นอกเสียจากเรียก
ออกมาให้อาหาร
นี่เป็นครั้งแรกที่ปั้ายบงการสัตว์ร้ายบังเกิดปฎิกิริยา จนถึงขั้นสะกิดเตือนมันด้วย
ตัวเอง จั่วม่อรู้สึกกระหายใคร่รู้ไม่น้อย
เหลยเผิงกับพวกทั้งสามย่อมรู้ใจกันเป็นอย่างดี พวกมันก่อรูปขบวนปั้องกันจั่วม่อไว้
ตรงกลาง ไม่ว่าเวลาใด การปกปั้องคุ้มครองเถ้าแก่ก็เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกของพวกมัน
เทียบกับความอยากรู้อยากเห็นของจั่วม่อแล้ว ทั้งสามคนทำท่าทางราวกับเผชิญหน้า
ศัตรูผู้ยิ่งใหญ่
ผีเสื้อลายสายรุ้งบินเร็วมาก ราวกับว่ามีอะไรบางอย่างดึงดูดใจมันเป็นอย่างยิ่ง
หุบเขาที่พวกจั่วม่อกำลังมุ่งหน้าเข้าไป เป็นภูเขาที่อยู่ติดกับสายน้ำ หุบเขาแห่งนี้บิด
โค้ง เว้าลึกเข้าไปในภูเขา แต่ปากหุบเขาอยู่ตรงกับหาดประตูหินพอดี
หุบเขารูปลักษณ์ประหลาดนี้ลึกมาก ทีแรกพวกมันมายังหาดประตูหินก็เพียงเพื่อ
เหล็กเงินกร่อนสลาย ไม่ได้คิดจะอยู่ที่นี่นานนัก จั่วม่อจึงไม่เคยส่งผู้ใดเข้าไปสำรวจ
ภายในหุบเขา เวลานี้ในมือจั่วม่อมีแท่งแร่เหล็กเงินกร่อนสลายกองโตเท่าภูเขา มันคิดว่า
จะออกจากหาดประตูหินเมื่อใด ก็ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น จั่วม่อตกลงใจ รอจนเหล่า
ลูกสมุนทั้งหมดผ่านค่ายกลกระบี่เสียก่อน จากนั้นพวกมันจะไปจากหาดประตูหิน
ยิ่งไปกว่านั้น จั่วม่อยังก่อตั้งค่ายกลมากมายไว้ในสถานที่สำคัญหลายแห่ง แม้ว่า
ไม่ใช่ค่ายกลอันยิ่งใหญ่ดังเช่นค่ายกลวงแหวนฟั้าสำเนียงจันทร์บนเกาะแมกไม้รกร้าง แต่
ค่ายกลขบวนเล็กเหล่านี้ก็มิใช่ว่าจะจัดการได้ง่ายดาย
ทว่าจั่วม่อไม่ได้ก่อตั้งค่ายกลไว้ที่หาดประตูหิน เนื่องเพราะค่ายฝึกของพวกมันสร้าง
ขึ้นบนพื้นทราย มุมมองโล่งกว้าง สามารถพบเห็นทุกอย่างได้ในการมองเพียงปราดเดียว
หลังจากเหตุการณ์สอดแนมครั้งล่าสุด การเฝั้าระวังทางฝังน้ำก็เข้มงวดมากขึ้น
ใช่มีสมบัติล้ำค่าบางอย่างที่ดึงดูดใจผีเสื้อลายสายรุ้งหรือไม่?
แต่ความคิดนี้ถูกปัดทิ้งไปทันที จั่วม่อคิดว่าเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ ที่นี่เคยเป็นที่ตั้งของ
สำนักแห่งหนึ่งมาก่อน หากมีสมบัติเช่นนั้นจริง ยังจะหลงเหลือมาถึงมือมันอีกหรือ ในใจ
แม้กังขาอย่างรุนแรง แต่มันก็ยังคงติดตามหลังผีเสื้อลายสายรุ้งไม่ห่าง
หลังจากผ่านเจ็ดเลี้ยวแปดโค้ง ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ หุบเขากลายเป็นที่ลาดชันกว่าเดิม
ความชุ่มชื้นของมวลพฤกษาก็หนาหนักขึ้น
เหลยเผิงกับพวกทั้งสามความระแวดระวังบนใบหน้าก็ยิ่งหนักหน่วงขึ้นทุกขณะ
ทันใดนั้น ผีเสื้อลายสายรุ้งที่นำอยู่ด้านหน้าพลันหยุดกึก เริ่มกระพือปีกอย่างเกรี้ยว
กราด ภายในชั่วพริบตา วังวนเล็กๆ พลันปรากฎขึ้นโดยมีร่างของมันเป็นจุดศูนย์กลาง
มีอะไรอยู่ที่นี่?
จั่วม่อหยุดชะงักตาม ยิ่งงุนงงกว่าเดิม เห็นได้ชัดว่ารอบข้างไม่มีอะไรเลยสักอย่าง
แต่แล้วทันใดนั้น มันฉุกคิดถึงจุดเด่นอันพิเศษเฉพาะของผีเสื้อลายสายรุ้ง…พิษ!
หรือว่ามีวัตถุพิษบางอย่างอยู่ที่นี่!
จั่วม่อรีบเพ่งจิต สั่งการให้ผีเสื้อลายสายรุ้งร่ายเวทวิชาใส่มัน ผีเสื้อลายสายรุ้ง
กระพือปีกแผ่วเบา แสงห้าสีพร่างพรมลงบนร่างจั่วม่อ ดวงตาของจั่วม่อถูกปกคลุมด้วย
ชั้นแสงห้าสีในทันที
เพียงเท่านั้นเอง จั่วม่อพลันแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝั่อ!
ตรงหน้าสายตา เห็นเส้นใยหมอกดำถูกดึงดูดด้วยวังวนของผีเสื้อลายสายรุ้ง พุ่งหาย
เข้าไปในวังวนไม่ขาดสาย
นี่มัน…พิษร้าย!
จั่วม่อตระหนักอย่างฉับพลัน รีบยกมือขวางกั้นคนทั้งสามไว้ทางด้านหลังมัน หาก
มิใช่เพราะพลังวิเศษของเนตรสีรุ้ง มันจะไม่มีทางค้นพบร่องรอยของพิษร้ายนี้ได้เลย! แม้
ไม่ทราบว่าพิษร้ายชนิดนี้ร้ายกาจเพียงใด จั่วม่อยังคงอกสั่นขวัญแขวนอย่างช่วยไม่ได้
พิษร้ายที่ไร้สีไร้กลิ่น ไม่สามารถตรวจพบได้ ย่อมน่าสะพรึงกลัวมากกว่าสิ่งใด
ทั้งหมด! ยิ่งมองด้วยเนตรสีรุ้ง เห็นสายใยหมอกดำไม่มีทีท่าว่าจะหมดสิ้นลง จั่วม่อถึงกับ
ขนหัวลุกชี้ชัน
มีสิ่งมีชีวิตที่มีพิษร้ายแรงอยู่ในละแวกนี้หรือไม่?
ไม่ถูกต้อง!
หากมีบางสิ่งที่เต็มไปด้วยพิษร้ายเช่นนี้ เซี่ยซานกับพวกที่อยู่ที่นี่มาก่อน ก็สมควร
กลายเป็นกองกระดูกไปเสียนานแล้ว
ความเบิกบานใจอันล้นเหลือที่ส่งผ่านมาจากผีเสื้อลายสายรุ้งไม่ได้ทำให้จั่วม่อรู้สึก
ยินดีแม้แต่น้อย แต่ยิ่งทำให้มันรู้สึกราวกับตกลงไปในหล่มน้ำแข็ง ทั้งร่างเย็นเฉียบ มัน
นึกถึงอีกเวทวิชาหนึ่งของผีเสื้อลายสายรุ้ง …แปรเปลี่ยนพิษ! ผีเสื้อลายสายรุ้งสามารถ
ดูดซับพิษร้ายสารพัดชนิดเพื่อแปรเปลี่ยนเป็นอาหารของตน ยิ่งเจ้าผีเสื้อเบิกบานใจมาก
เท่าไร ก็หมายความว่าพิษร้ายยิ่งอันตรายมากเท่านั้น!
พิษร้ายเป็นภยันตรายที่ซิวเจ่อมากมายไม่ทันระวัง
พิษร้ายที่รุนแรงบางชนิดถึงกับสามารถสังหารจินตันได้โดยตรง พวกมันแปลก
พิสดารยิ่ง พิษร้ายบางชนิดสามารถหลอมรวมเข้ากับปราณธรรมชาติในอากาศ ไม่อาจ
ตรวจพบได้ บางชนิดสามารถแทรกซึมผ่านโล่พลังปราณเข้าทำร้ายผู้คน โลกนี้เต็มไป
ด้วยพิษร้ายแปลกประหลาดมหัศจรรย์นับไม่ถ้วน
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพิษที่อยู่เบื้องหน้านี้ เป็นพิษร้ายที่น่าประหวั่นพรั่นพรึงถึงเพียง
ไหน!
มีคนลอบลงมือต่อพวกมัน!
ต่อให้คนโง่งมที่สุด ยังตระหนักเรื่องนี้ได้ในทันที หลังจากอกสั่นขวัญแขวน รังสี
สังหารของจั่วม่อก็พลุ่งพล่านทะยานฟั้าอย่างสุดจะระงับยับยั้ง!
สามคนที่อยู่เบื้องหลังจั่วม่อไม่สามารถมองเห็นพิษร้ายในอากาศได้ แต่ความรู้สึก
ของพวกมันเฉียบไวมากพอที่จะจับรังสีสังหารที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างกายของเถ้าแก่ได้
พวกมันลอบสะท้านใจอย่างรุนแรง!
กล่าวตามความสัตย์ ทุกคนในค่ายล้วนถูกสยบด้วยฝีมือบัญชาการของแม่นางน้อย
ไม่มีผู้ใดเคยเห็นเถ้าแก่ลงมือต่อสู้ด้วยตัวเองมาก่อน ไม่นึกว่าเถ้าแก่จะเปียมด้วยเจตนา
ฆ่าฟันอันรุนแรงถึงเพียงนี้…
จั่วม่อไม่กล่าววาจา เพียงส่งสัญญาณมือให้เคลื่อนไหวตามมันอย่างระมัดระวัง มัน
เคยเห็นเหลยเผิงกับพวกประสานงานกันมาเป็นเวลานาน สัญญาณมือง่ายๆ หลายท่า
มันก็จดจำได้แม่นยำเช่นกัน
จากนั้นมันเริ่มเหินขึ้นไปบนหน้าผาของหุบเขาอย่างเงียบเชียบ ใช้ผีเสื้อลายสายรุ้ง
เป็นหลักบอกเขตแดน เลยจากผีเสื้อลายสายรุ้งออกไป ด้านอื่นๆ ของหุบเขาเต็มไปด้วย
หมอกพิษที่เป็นเส้นใยสีดำ
จั่วม่อตัดสินใจอ้อมทางเป็นวงเพื่อหลีกเลี่ยงพิษ มุ่งเข้าหาแหล่งกำเนิดพิษร้าย
มันต้องการชมดูว่าเป็นผู้ใดกล้าวางแผนต่อพวกมัน!