สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่ 121 ปลายกระบี่เจ้ามันยังไร้แก่นสารนัก (2) ༻
- Home
- สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า
- ༺ บทที่ 121 ปลายกระบี่เจ้ามันยังไร้แก่นสารนัก (2) ༻
‘ไอ้เด็กสารเลวเอ๊ย…’
[เลิกสบถเสียทีเถอะขอรับ ท่านเป็นนักพรตไม่ใช่หรือไง ทำไมคำพุดคำจาถึงได้หยาบคายขนาดนี้]
‘เจ้านี่มันด้านหน้าทนจริงๆ… กล้ายัดเรื่องพรรค์นี้ใส่หัวตาแก่ใกล้ตายอย่างข้าได้หน้าตาเฉย ไม่รู้จักละอายบ้างเลยรึไง’
[ท่านอาศัยในร่างข้าก็ไม่ได้จ่ายค่าเช่านี่ขอรับ ช่วยเจ้าของร่างนิดหน่อยจะเป็นไรไป]
‘ถ้าเจ้าตายไปเสียตอนนี้ก็คงจะดีไม่น้อย…’
เสียงบ่นของตาแก่ชินไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ทว่าถึงจะพูดเช่นนั้น ในที่สุดเขาก็ยอมคว้ากระบี่ขึ้นมาจนได้
‘ข้าจะยึดร่างนี้ให้จงได้…เจ้าก็จงรู้ไว้เถิด’
[ท่านเป็นโจรหรืออย่างไร ถึงได้ประกาศปล้นกันโต้งๆ แบบนี้]
อำนาจควบคุมร่างกายถูกส่งต่อมายังตาแก่ชินโดยสมบูรณ์
ตามที่เจ้าตัวเคยว่าไว้ การเข้าสิงแบบนี้ไม่ได้ทำได้บ่อยนัก
…แต่ดูจากตอนนี้แล้ว ก็ไม่เห็นจะเป็นแบบนั้น
‘ข้าไม่ได้โกหกหรอกนะ ข้าแค่ไม่อาจอยู่ในร่างเจ้าได้นานเกินไปเท่านั้น’
ทันทีที่จับกระบี่ ท่วงท่าและลมหายใจก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
เป็นประสบการณ์ที่แปลกประหลาดยิ่ง เช่นเดียวกับครั้งก่อน ข้าสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างอีกแล้ว
นี่นับเป็นการตื่นรู้อีกรูปแบบหนึ่งหรือไม่?
ถ้าใช่…ข้าควรได้อะไรจากสิ่งนี้บ้าง
‘จริงๆ แล้วเจ้าควรสู้เองเสียก็จบ ทำไมต้องลากข้าเข้ามาเกี่ยวด้วย?’
เหตุผลหรือ…
[ไม่รู้สิขอรับ]
มันเป็นการเลือกทางที่เสี่ยงกว่า และก็เพื่อยั่วให้ตายใจเช่นกัน
ใครเล่าจะคาดคิดว่า…มีตาแก่คนหนึ่งแอบซ่อนอยู่ในร่างกายของข้า
‘เพราะเจ้าดูไม่เหมือนนักสู้สักนิด พวกเขาย่อมไม่คาดว่าร่างกายนี้จะต้านทานอะไรได้ เจ้าก็ไม่ใช่คนที่มองอะไรตื้นๆ อยู่แล้วนี่’
[ข้ารู้ดีอยู่แล้วขอรับ]
ในการประลองที่ไม่อนุญาตให้ใช้ลมปราณอย่างโจ่งแจ้ง สิ่งเดียวที่สามารถยั่วยุและสร้างจุดเริ่มต้นได้ คือ “กระบี่”
และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ข้าตัดสินใจเลือกทางนี้ ผลลัพธ์ก็ถือว่าเป็นไปตามแผน แม้จะมีบางจุดที่ยังรู้สึกขัดใจอยู่เล็กน้อย
‘ดูท่าจะเสียดายที่ไม่ได้สู้เองสินะ ตอนผลักภาระให้ข้า ก็ดูสบายใจดีอยู่แท้ๆ …จะให้ข้าเปลี่ยนให้ตอนนี้เลยไหมล่ะ?’
…เพราะเป็นนักสู้เช่นกัน พออยู่ต่อหน้าคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่ง ความอยากจะลองประมือก็ปะทุขึ้นมา แต่ข้าก็รู้ดีว่านี่ไม่ใช่เวลานั้น จึงได้แต่กดมันลงไป
[ไม่เป็นไรขอรับ ข้าฝากความหวังไว้ที่ท่านแล้ว]
‘ชิ…’
ตาแก่ชินยืนประจันหน้ากับนัมกุงจินโดยไม่ขยับเขยื้อน ดูเหมือนเจ้าหมอนั่นจะยังไม่คลายความโกรธ สีหน้าจึงยังขมวดตึงอยู่ไม่หาย
“เวรกรรมอะไรของข้า ถึงได้มาอยู่ในร่างเด็กบ้านี้…เห็นทีเทพเจ้าคงตายไปแล้วเป็นแน่”
เขาพึมพำ ก่อนจะยกกระบี่ขึ้นช้าๆ
ในขณะเดียวกัน ดวงตาของนัมกุงจินก็ฉายแววประหลาดออกมา
เขาเอ่ยถามขึ้น
“เจ้าฝึกกระบี่มาก่อนหรือ”
แค่ท่าจับกระบี่ธรรมดาเพียงท่าเดียว ก็สามารถรู้สึกได้ถึงบางสิ่งงั้นหรือ?
ดูท่าว่าฉายาจักรพรรดิแห่งกระบี่ท้องนภาคงไม่ใช่แค่คำลือจริงๆ
ถึงจะดูไร้สาระ แต่ก็ต้องตอบอะไรกลับไปบ้างอยู่ดี ข้าจึงกระซิบเสียงเบาให้ตาแก่ชินว่า
[เมื่อก่อน…เคยเรียนมาบ้าง]
“…เมื่อก่อนน่ะหรือ”
[เคยฝึกไว้เล็กน้อย…ขำๆ ]
“ขะ…ข้าแค่เคยฝึกเล่นขำๆน่ะ”
[ตาแก่ขอรับ…สำนวนท่านมัน…]
‘ข้าต้องสุภาพกับเจ้าเด็กนั่นด้วยหรืออย่างไร?!’
คงเพราะศักดิ์ศรีที่หลงเหลืออยู่เพียงหยิบมือ ทำให้ตาแก่ชินไม่อาจยอมก้มหัวให้ข้าจนใช้คำยกย่องแบบเต็มปากเต็มคำได้ แต่โชคดีที่คำพูดนั้นไม่ก่อปัญหาอะไรขึ้น
กลับกัน—ดูเหมือนจะยิ่งไปกระตุกเส้นอารมณ์ของอีกฝ่ายด้วยซ้ำ
นัมกุงจินมีสีหน้าบิดเบี้ยวอย่างน่ากลัว
“แม้แต่ตอนนี้ก็ยังเล่นสนุกไม่เลิกงั้นหรือ…”
[ดูเหมือนเขาจะโกรธไม่น้อยเลยนะขอรับ]
‘คิดดูให้ดี ว่าเพราะใครกันล่ะ’
“ข้าอยากรู้จริงๆ ว่าเจ้าจะรักษาท่าทางยียวนแบบนั้นได้นานแค่ไหน เอาเถอะ ข้าจะเอาแขนเจ้ากลับไปให้พ่อเจ้าให้ได้ตามคำพูดแน่นอน”
วูมม…
กระบี่ในมือนัมกุงจินส่งเสียงสะท้อนต่ำๆ คล้ายสั่นสะเทือนอยู่เงียบๆ นั่นคือ—“เสียงกระบี่”
ว่ากันว่าเมื่อใดที่มือกระบี่ฝึกฝนถึงระดับหนึ่ง จะสามารถเข้าถึงภาวะหลอมรวมกับกระบี่ได้ และเสียงที่เปล่งออกมานั้น…มิใช่เพราะใช้พลังลมปราณควบแน่นบังคับ แต่เกิดขึ้นจากความกลมกลืนแท้จริงระหว่างกระบี่กับตนเอง
เสียงกระบี่
มันคือจุดเริ่มต้นของภาวะหนึ่งเดียวกับกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ และคือหลักฐานที่แสดงว่า เจ้าของกระบี่ได้เข้าสู่เส้นทางของยอดฝีมือแห่งกระบี่แล้วโดยแท้
‘เสียงกระบี่ของเขา…ไม่เลวเลยทีเดียว’
แม้กระบี่ในมือของนัมกุงจินจะคำรามอย่างเกรี้ยวกราด แต่ตาแก่ชินกลับยังคงวิจารณ์มันอย่างใจเย็น
‘แต่ถ้าเทียบกับเจ้าบ้าผู้หญิงนั่นแล้ว…ยังห่างกันราวฟ้ากับดินก็จริง แต่ร่างกายของหมอนี่ก็ถูกฝึกมาอย่างดี’
[เจ้าบ้าผู้หญิงงั้นหรือขอรับ?]
‘เคยมีคนหนึ่ง…ใช้นามสกุลนัมกุง ชื่ออะไรจำไม่ได้แล้ว เจ้าหมอนั่นช่างไม่เอาไหนนัก เอาแต่ไล่ตามผู้หญิง’
…เดี๋ยวนะนัมกุงที่ตาแก่ชินพูดถึง…จะใช่นัมกุงมยองหรือเปล่า?
หากใช่จริง ก็หมายถึงนัมกุงมยอง หนึ่งกระบี่อัสนี ผู้เคยร่วมกับกระบี่เซียนแห่งฮวาซานและวีรบุรุษคนอื่นๆ ในการปราบมารโลหิตจนกลายเป็นตำนาน
ดูเหมือนข้าจะเดาไม่ผิด ตาแก่ชินจึงสบถต่อด้วยน้ำเสียงรำคาญ
‘ชิ…แม้แต่จะร่วมจอกสุราหลังตายก็ไม่ได้ กลับต้องมาสู้กับลูกหลานของเจ้าหมอนั่นแทน’
ได้ยินเช่นนั้น ข้ากลับรู้สึกผิดขึ้นมาอย่างประหลาด ทั้งที่เมื่อก่อนก็ไม่ได้คิดอะไรเลยแท้ๆ
‘ไอ้สารเลวนี่จริงๆ …’
[แต่ท่านแน่ใจหรือว่าจะไหว?]
‘เจ้าหมายถึงอะไร’
[แม้จะไม่ใช้ลมปราณก็เถอะ…อีกฝ่ายไม่ใช่ใครอื่นนะครับ]
‘เฮอะ… ตอนผลักทุกอย่างใส่ข้า เจ้าก็ไม่พูดแบบนี้ แล้วจู่ๆจะมาห่วงอะไรตอนนี้กัน’
ตาแก่ชินพูดราวกับระอาเต็มประดา
ข้ารู้ดีว่าไม่ได้ตั้งใจดูแคลนฝีมือของเขา แต่ความกังวลนั้นเกิดจากการที่เขาต้องใช้ร่างกายของข้าต่างหาก
ร่างกายนี้ยังอ่อนด้อย เพราะไม่ใช่ร่างของผู้ฝึกตนเต็มขั้นเนื่องจากอายุยังน้อย
‘เลิกคิดเรื่องไร้สาระเสียเถอะ’
สิ้นคำของตาแก่ชิน—นัมกุงจินก็ลดกระบี่ลง แล้วเอ่ยขึ้นว่า…
“เข้ามาสิ เจ้าเด็กน้อย…ข้าจะให้เวลาเจ้าสิบ—”
นัมกุงจินยังพูดไม่ทันจบ เสียงของเขาก็ขาดห้วงไป
วู่ววววว—งง!
เสียงกระหึ่มหนักแน่นพลันทะลวงเข้าหู ราวกับระฆังขนาดมหึมาตีสะเทือนไปทั้งฟ้า
มันไม่ใช่เสียงจากกระบี่ของนัมกุงจิน แต่เป็นเสียงที่ดังกว่า ลึกกว่า หนักแน่นยิ่งกว่าใดๆ ทั้งหมด
และเสียงนั้น…ดังมาจากกระบี่ในมือของกู่หยางชอน(ตาแก่ชินกำลังสิงร่าง)
ข้าได้ยินเขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ
‘เจ้าหนู จงจำไว้ให้ดี ว่าข้าเป็นใคร’
สีหน้าตกตะลึงของนัมกุงจินไม่ได้อยู่ในสายตา บรรยากาศรอบตัวถูกแรงกดดันของตาแก่ชินกลืนกินจนหมดสิ้น
ทั้งที่ไม่ได้ใช้ลมปราณแม้แต่น้อย แล้วเหตุใดถึงแผ่บารมีเช่นนี้ออกมาได้?
ต่อให้ข้าดึงระดับพลังจากชาติก่อนมาใช้ในตอนนี้ ก็ยังไม่อาจสร้างแรงกดดันแบบนั้นได้เลย
ข้าไม่เคยนึกเลยว่าคุณภาพของวิญญาณจะแตกต่างกันถึงเพียงนี้
ท่ามกลางความตะลึงนั้น ความสงสัยก็เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
‘หากไม่ใช่เพราะเวลาหมุนเวียนผันผ่าน ข้าก็คงไม่มีวันได้พบผู้ที่ต้านทานเขาได้’
ข้าคิดไปถึงขอบเขตที่ตาแก่ชินเคยไปถึง
ระดับนั้น…ต้องเป็นขอบเขตเช่นไร?และที่น่าประหลาดยิ่งกว่า—เหตุใดผู้มีฝีมือระดับนี้ถึงต้องถูกจองจำในวัตถุต้องสาป?
‘ข้าคือ กระบี่เซียนแห่งฮวาซาน ชินชอล’
วูววววว—งงง!
◇◆
แม้ในยุคนี้จะมีผู้คนกล่าวขานว่าเป็นรุ่นของดาราร่วงหล่น ซึ่งเต็มไปด้วยอัจฉริยะ แต่ในอดีตก็เคยมีผู้ที่ถูกเรียกด้วยสมญาในลักษณะเดียวกันนี้เช่นกัน
อัจฉริยะ…หาได้ขึ้นอยู่กับยุคสมัย
ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ฤดูกาล ดาวก็ยังคงเปล่งแสงอยู่บนฟากฟ้า
นัมกุงจิน เองก็เคยเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกเรียกขานเช่นนั้น
เขาในวัยเยาว์ เคยได้รับฉายาว่ามังกรกระบี่ ขอบเขตชั้นยอดช่วงปลายและไม่นานนัก ก็สืบทอดสมญาจักรพรรดิแห่งกระบี่ มาได้อย่างง่ายดาย
ในตอนนั้น ทุกคนล้วนเห็นเป็นเส้นทางที่สมควรอยู่แล้ว
มังกรกระบี่เป็นฉายาที่สงวนไว้สำหรับสืบทอดในตระกูลนัมกุงเช่นเดียวกับจักรพรรดิแห่งกระบี่ที่มีไว้เพื่อตระกูลนี้แต่เพียงผู้เดียว
หากในภายหลังไม่มีการปรากฏตัวของอัจฉริยะประหลาดนามยองพุงแล้วไซร้ ผู้ที่สืบทอดฉายามังกรกระบี่ ย่อมเป็นนัมกุงชอนจุนอย่างไม่ต้องสงสัย
นัมกุงจินไม่เคยคิดสงสัยเลยว่าในอนาคต ตนเองจะต้องก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในยุทธภพในที่สุด
เพราะแม้แต่ปู่ของเขา แม้จะพลาดฉายา “เซียนกระบี่” ไป
ก็ยังได้รับสมญานามว่า “ปราชญ์สวรรค์” ผู้เป็นดั่งเสาค้ำยุทธภพ
แล้วเขาจะไม่อาจเหยียบยืน ณ ที่แห่งนั้นได้หรือ?
ความโอหังของเขา มีฝีมือรองรับอย่างเพียงพอ
กล่าวได้ว่า…นั่นคืออำนาจแบบราชันย์ผู้เหยียบย่ำทุกสิ่ง อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
เมื่อวันเวลาผ่านไป เขาย่อมยืนอยู่เหนือผู้คนทั้งปวง
ในตอนนั้น นัมกุงจินเชื่อมั่นเช่นนั้นอย่างไม่เคลือบแคลง
หากไม่ใช่เพราะเจ้าหมอนั่น…
‘…แม้แต่เศษเสี้ยวของเจ้าก็ยังตามมาหลอกหลอนข้าไม่เลิก’
◇◆
ยามราตรีปลายฤดูใบไม้ร่วงยังคงเหน็บหนาว ไอขาวบางเบาที่ลอยออกจากปากนัมกุงจินคือหลักฐานชัดเจน
ด้วยเหตุนี้ อารมณ์ของเขาจึงค่อยๆ สงบลงตามลำดับ
สายตาของเขาหยุดลงที่ร่างของเด็กหนุ่มเบื้องหน้า… เด็กที่มีใบหน้าเหมือนกับกู่ชอลอึนเมื่อครั้งยังหนุ่มไม่ผิดเพี้ยน
ความโง่เขลาหนึ่งที่นัมกุงจินเคยทำในอดีต ก็คือ…
เขาเคยสั่งให้คนไปสืบเรื่องของเด็กหนุ่มผู้นี้มาแล้ว
เพราะเป็นบุตรของกู่ชอลอึนเท่านั้น เขาจึงเคยคิดอยากรู้ขึ้นมาสักนิดว่าบุตรของศัตรูเก่าเป็นเช่นไร
คำตอบที่ได้ เด็กหนุ่มผู้ไร้พรสวรรค์ เกียจคร้าน เย่อหยิ่ง และอารมณ์ร้ายจนควบคุมไม่อยู่
แม้จะให้กำเนิดอัจฉริยะอย่างกระบี่หงส์ก็จริง แต่ดูเหมือนโชคจะหมดเมื่อถึงรุ่นลูกชาย
นัมกุงจินเคยคิดเช่นนั้น แล้วจึงยกจอกสุราขึ้นดื่มยามค่ำคืนตามลำพัง
นั่นคือเมื่อปีที่แล้ว…เพียงหนึ่งปีเท่านั้นเอง
แล้วตอนนี้ สิ่งที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเขาคืออะไรกันแน่?
สัตว์ประหลาดเช่นนี้…มันกลายเป็นไปได้อย่างไร?
นัมกุงจินไม่เข้าใจเลย
วูวว—งง… วู่ววว—งง…
“เป็นไปไม่ได้…!”
เสียงกระบี่คำรามอีกครั้ง
มันคือเสียงของกระบี่อย่างแท้จริง ต่อให้ได้ยินกับหู เห็นกับตา ก็ยังยากจะเชื่ออยู่ดี
‘ไม่มีทาง…’
ถึงจะอยู่ในขอบเขตสูงส่งเพียงใด แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ใครจะสามารถปลุกเสียงกระบี่ได้ง่ายดาย
แม้แต่ยอดฝีมือที่ผ่านการฝึกฝนหนักหนาสาหัสก็ยังมิอาจทำได้
ยิ่งไปกว่านั้น…กู่หยางชอนก็ไม่ใช่มือกระบี่
ทั้งท่วงท่า จังหวะการเดิน ลมหายใจ การแผ่ลมปราณ ทุกอย่าง
มันล้วนเป็นลักษณะของนักสู้ผู้ใช้ลมปราณ ไม่ใช่มือกระบี่
แต่ตอนนี้…?
‘…ทุกอย่างกลับตาลปัตรไปหมดแล้ว’
แม้แต่จังหวะลมหายใจและการเคลื่อนไหว ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงประหนึ่งว่าร่างกายนี้เคยชินกับมันมาแต่อ้อนแต่ออก
นี่มันอะไรกันแน่… (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
หรือว่าที่ผ่านมา เด็กคนนี้ปิดบังพลังที่แท้จริงไว้?
แต่แค่จะฝึกถึงขั้นนั้น…ยังไม่มีแม้แต่เวลาพอจะทำเสียด้วยซ้ำ
หรือว่าเป็นเพราะกระบี่นั่นมีอะไรผิดปกติงั้นหรือ?
แต่ไม่ใช่เลย นั่นมันกระบี่ของคนในตระกูลนัมกุงเอง
นัมกุงจินเห็นกับตาเต็มสองตา ว่ากระบี่เล่มนั้นถูกหยิบขึ้นมาจากมือของผู้คุ้มกันที่นอนแน่นิ่งอยู่
“เมื่อครู่ท่านเคยกล่าวว่าจะยกเวลาให้ข้าสิบลมหายใจสินะ?”
เสียงของกู่หยางชอนดังแทรกขึ้นมาจากเบื้องหน้า ทำเอาลมหายใจของนัมกุงจินสะดุด
“ข้าไม่มีความคิดจะปฏิเสธท่านหรอกนะ แต่ไตร่ตรองให้ดีอีกสักครั้งเถอะ จะได้ไม่เสียใจภายหลัง”
แม้น้ำเสียงจะแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ตอนนี้…นัมกุงจินไม่มีสติมากพอจะสนใจจุดนั้นได้เลย
สิบลมหายใจงั้นหรือ?
ตามหลักแล้วแค่สามลมหายใจ เขาก็ควรจัดการเด็กนี่ได้แล้วด้วยซ้ำ
ทั้งเพราะความต่างของขอบเขตพลังและระดับแห่งการหยั่งรู้ รวมถึงประสบการณ์
เพียงแค่ยืนอยู่บนเส้นทางแห่งจอมยุทธ์ด้วยกัน ยังมีความแตกต่างกันมหาศาล
ถึงจะห้ามใช้ลมปราณ
ความแตกต่างนั้น…ก็ไม่ควรถูกลบเลือน
สิ่งที่เห็น สิ่งที่รู้สึก มันต้องต่างกันโดยสิ้นเชิง
มันควรจะเป็นแบบนั้นต่างหาก…
แล้วตอนนี้ล่ะ…? ตอนนี้จะเป็นเช่นไร?
นัมกุงจินรู้สึกแปลกใจอยู่ในใจลึกๆ กับความไม่แน่ใจของตนเอง
กรอด…
เสียงขบฟันเล็ดลอดจากริมฝีปาก เขากำลังรู้สึกหวั่นงั้นหรือ?
กับเด็กที่อายุอ่อนกว่าบุตรของตนเสียอีก?
ทั้งที่ตนคือจักรพรรดิแห่งกระบี่ท้องนภาแห่งตระกูลนัมกุง?
‘ไม่มีทางเป็นไปได้’
เขาส่ายหน้าในใจ
แน่นอน…เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด
“เจ้าคงเล่นกลอะไรสักอย่างอยู่สินะ”
ถ้อยคำที่เปล่งออกมาทำให้สีหน้าของกู่หยางชอนเปลี่ยนไปเล็กน้อย สีหน้าเขาแสดงออกชัดเจนว่า…ผิดหวัง
และนั่นคือสิ่งที่นัมกุงจินจับได้ทันที
“ไม่เหมือนกับเจ้าหมอนั่นเลย…ช่างน่าเสียดาย”
“เจ้าหมายถึงอะไร”
“เปล่าหรอก ไม่ได้หมายถึงอะไร”
กู่หยางชอนกล่าวอย่างไร้อารมณ์ ขณะที่เสียงกระบี่ของเขาก็เงียบลง
เสียงครืนคำรามที่เคยดังกึกก้องจากกระบี่…หยุดไปแล้ว
สายลมยามค่ำคืนยังคงพัดผ่านอย่างเยือกเย็น ทว่าเพลิงอารมณ์ในใจกลับยังเดือดพล่านมิอาจดับลง
แม้ในใจอยากจะฟาดกระบี่ลงไปเฉือนแขนขาอีกฝ่ายเดี๋ยวนี้
แต่เขาก็ยังต้องอดทนไว้
หากระเบิดออกตอนนี้ ทุกอย่างจะพังหมด
เพราะฉะนั้น…จำเป็นต้องอดกลั้น
แต่จะให้ปล่อยผ่านการถูกเด็กเมื่อวานซืน ทำตัวไม่รู้ที่ต่อตนเช่นนี้…ก็เกินไปจริงๆ
‘เจ้าหมอนี่มัน…เคยบอกว่าจะยอมเสียแขนข้างหนึ่งใช่หรือไม่’
ใช่…เขาจำได้แม่น
ถึงอย่างไรเด็กคนนี้ก็ได้รับการแต่งตั้งอย่างไม่เป็นทางการว่าเป็นทายาทของตระกูลกู่
ต่อให้เป็นเขา…นัมกุงจิน ก็ไม่อาจฟันแขนของทายาทอีกตระกูลได้ง่ายดายนัก
‘เช่นนั้นก็…แค่เฉือนให้พอมีแผลจะดีกว่า’
หรือไม่ก็ฟันให้เรียบเฉียบ ง่ายต่อการนำกลับไปต่อใหม่
เขารู้ว่าหมอเทวดาพำนักอยู่ในตระกูลกู่ เพราะดูเหมือนตระกูลกู่จะไม่มีความคิดจะปิดบังเรื่องนี้ด้วยซ้ำ
เขายังไม่เข้าใจนักว่าหมอเทวดาผู้นั้น ที่ก่อนหน้านี้เคยพำนักอยู่ที่นัมกุง แล้วจึงย้ายไปมณฑลส่านซี เหตุใดถึงยอมติดตามเจ้าหนูนี่มาที่ตระกูลกู่
แต่ก็ช่างเถอะ… ในเมื่อหมอเทวดาอยู่ที่นั่นจริง ต่อให้เฉือนแขนเจ้าหมอนี่ ก็ไม่มีใครว่าอะไรได้
“ข้าจะให้เจ้าเริ่มก่อนสิบลมหายใจ”
“หืม…ท่านแน่ใจหรือ”
“เจ้าช่างน่าหัวร่อเสียจริง คิดว่าตัวเองกำลังเป็นห่วงใครกันอยู่?”
“…นั่นสิ ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตัวเองถึงกลายมาเป็นแบบนี้ได้”
กู่หยางชอนถอนหายใจราวกับคนระอาโลก
แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยกกระบี่ขึ้น
ตั่บ!
วางกระบี่พาดบนบ่า แล้วเคลื่อนไหวไปมาราวกับเล่นสนุก ทุกท่วงท่าดูเหลวไหลและไร้ระเบียบ…เป็นการถือกระบี่ที่ไม่ต่างจากเด็กเกเรสักคน
‘หรือว่าข้าคิดมากไป?’
เมื่อครู่ ทั้งจังหวะลมหายใจและการเคลื่อนไหวล้วนบ่งบอกถึงมือกระบี่ผู้ผ่านการฝึกปรืออย่างเชี่ยวชาญ แต่ตอนนี้…ราวกับทุกอย่างเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
หากเป็นเช่นนี้ แล้วเขาจะเสนอการประลองนี้ไปเพื่อสิ่งใดกัน?
หรือว่านี่คือความคิดเพ้อฝันตามแบบของเด็กที่ยังไม่เติบโตดี?
ในขณะที่นัมกุงจินกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น กู่หยางชอนก็ยังคงก้าวเดินเข้ามาอย่างเงียบๆ
เต็มไปด้วยช่องโหว่ ไม่ว่าเขาจะเหวี่ยงกระบี่ไปทางใด ก็สามารถปลิดชีวิตอีกฝ่ายได้ในคราเดียว
‘ดูท่าข้าจะวิตกเกินเหตุ’
เด็กหนุ่มก้าวมาจนถึงเบื้องหน้า ก่อนจะขยับมือที่ถือกระบี่ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
วูวว—
เสียงกระบี่คำรามดังขึ้นอีกครั้งจากปลายดาบในมือของกู่หยางชอน
ซู่…
ขณะเดียวกัน เสียงเย็นเยียบเหมือนสัญชาตญาณก็วิ่งไล่ไปทั่วแผ่นหลังของนัมกุงจิน
กระบี่ของกู่หยางชอน…ขยับแล้ว
มันฟาดออกเป็นเส้นโค้งในแนวนอน
ช้า…ช้ามาก—จนมองเห็นแม้แต่การสั่นไหวเล็กน้อยในแต่ละองศาการเคลื่อนไหว
เช่นเดียวกับดวงจันทร์ยามค่ำ ที่ค่อยๆ ขีดครึ่งวงโค้งกลางฟ้า
ช้ามาก…จนน่าขัน
เหล่าผู้ใช้กระบี่แห่งตระกูลนัมกุงล้วนฝึกกระบี่อัสนี ครอบคลุมกระบี่ด้วยพลังอัสนี และเคลื่อนไหวด้วยความเร็วที่ล้ำกว่าผู้คนทั่วไป
ในฐานะผู้ยืนเหนือคนเหล่านั้น จักรพรรดิแห่งกระบี่ท้องนภาเช่นเขา
ไม่มีเหตุผลใดที่ควรจะหลบหลีกการโจมตีที่เชื่องช้าแบบนี้ไม่ได้
แน่นอน…ไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น
แต่…
‘ทำไม…ร่างกายถึงไม่ขยับ?’
ปลายกระบี่ของอีกฝ่ายไล่ลามเข้ามาอย่างช้าๆ แต่สิ่งที่ราวกับฉีกกระชากยิ่งกว่ากลับเป็น—ค่ำคืนบนท้องฟ้า
กระบี่ที่เรียบง่าย ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยเจตจำนงอันสูงส่งเหนือสิ่งใด
นั่นมันอะไรกันแน่…?
เหตุใดจากเพียงการฟาดฟันหนึ่งครั้ง จึงเปี่ยมด้วยความเข้าใจในวิถีแห่งกระบี่เช่นนี้?
ดวงดาวถูกผ่าออก แม้แต่แสงจันทร์ก็ราวกับถูกแยกออกเป็นเส้นสาย
เจตจำนงนับไม่ถ้วนที่แฝงอยู่ในกระบี่ซึ่งดูไร้ความน่ากลัวนั้น ทะลักถาโถมเข้าใส่นัมกุงจิน
ฟึ่บ—!
เวลาอันยาวนานดุจหมื่นปี…จบลงในชั่วพริบตาเดียว
สิ่งที่เกิดขึ้นดูไร้ความหมาย ก็แค่การวาดกระบี่ลงมาเบาๆเท่านั้น แต่กับนัมกุงจินแล้วมันไม่ใช่เช่นนั้นเลย
กู่หยางชอนกล่าวขึ้นด้วยเสียงเรียบเย็น
“ข้าจำได้ว่าเราได้ตกลงกันไว้แล้วกระมัง”
ชายที่ควรยืนอยู่ตรงหน้ากู่หยางชอน…กลับไม่อยู่ที่เดิม และแม้แต่สายตาของเขาก็ไม่ได้จับจ้องอยู่เบื้องหน้า แต่หันไปทางทิศอื่นแทน
แฮ่กก…
เสียงหอบหายใจหนักหน่วงดังขึ้น
แน่นอน…ไม่ใช่เสียงของกู่หยางชอน
ห่างจากเขาไปเพียงไม่กี่ก้าว—นัมกุงจินกำลังยืนหอบหายใจรุนแรง
เหงื่อเย็นชื้นไหลรินตามแนวขมับ อาการตอบสนองของร่างกายหลังจากตึงเครียดถึงขีดสุด
“ข้าเข้าใจว่า…เราได้ตกลงกันไว้ว่าจะไม่ใช้พลังลมปราณ”
นัมกุงจินกล่าว พร้อมกับมองต่ำลงมาที่ร่างของตนเอง
ทันใดนั้น เขาก็พบว่า—ร่างของตนกำลังถูกปกคลุมด้วยพลังปราณอัสนีอย่างชัดเจน
สายตาเต็มไปด้วยความตกตะลึง หันไปมองกู่หยางชอน
“นี่มัน…”
“ส่วนเรื่องการยอมให้สิบลมหายใจ ข้าคงต้องขอแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินแล้วกัน”
กู่หยางชอนพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย แต่แฝงด้วยความหนักแน่น
“ข้าก็อยากมีน้ำใจกับท่านเช่นกัน แต่ดูเหมือนว่า…ด้วยร่างกายอันแสนอ่อนแอนี้ของข้า คงจะทำแบบนั้นไม่ได้กระมัง หวังว่าท่านจะเข้าใจ”
ปลายกระบี่ของกู่หยางชอนชี้ตรงไปยังนัมกุงจิน แม้เสียงกระบี่คำรามจะเงียบหายไปแล้ว แต่ในหูของนัมกุงจินกลับยังคงได้ยินราวกับเสียงนั้นดังก้องอยู่
สิ่งที่มองไม่เห็น…เริ่มเผยให้เห็น
หรือว่านี่คือภาพหลอน?
ในสายตาของนัมกุงจิน กู่หยางชอนตรงหน้านั้น—ดูราวกับกลายเป็นกระบี่เล่มหนึ่งไปเสียแล้ว
หนึ่งเดียวกับกระบี่…
เป็นคำที่หนักหน่วงราวกับฟ้าผ่าลั่น
นัมกุงจินต้องส่ายหน้า
เพราะแม้แต่เขาก็ยังไม่เคยไปถึงขอบเขตนั้น ไม่สิ…จะเรียกว่าขอบเขตก็ไม่ถูกนัก
ผู้อาวุโสของเขาเคยกล่าวไว้ ว่ามันเป็นสิ่งที่อยู่เหนือแม้แต่ขอบเขตของผู้ฝึกยุทธ์โดยแท้
ถ้าเช่นนั้น…สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าคือหนึ่งเดียวกับกระบี่จริงหรือ?
นัมกุงจินอยากจะปฏิเสธสุดใจ แต่เขากลับไม่อาจยืนยันความคิดนั้นได้เต็มปาก
“ปลายกระบี่เจ้ามันยังไร้แก่นสารนัก”
เสียงของกู่หยางชอนเรียกให้นัมกุงจินหลุดจากภวังค์
“เมื่อก่อน ข้าเคยพูดคำนี้กับสหายคนหนึ่ง”
“เจ้าคิดจะมาสั่งสอนข้างั้นรึ…”
“เจ้านั่นก็ตอบเหมือนท่านไม่มีผิดเลยล่ะ”
“ว่าอย่างไรนะ…เจ้ากำลังพูดเรื่องบ้าอะไรกันแน่!”
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก” กู่หยางชอนตอบเรียบเรื่อย
“แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไป แต่บางสิ่ง…ก็ไม่ควรเปลี่ยนตาม”
ก้าวเท้าของเขายังคงมั่นคง ท่วงท่าถือกระบี่แม้จะแลดูไม่เป็นระเบียบ แต่เพียงแค่จังหวะเดียวเมื่อครู่ ก็ได้ทำลายความมั่นใจของนัมกุงจินไปจนหมดสิ้น
กู่หยางชอนก้าวเท้าไปอีกก้าว
“อย่างน้อย…ข้าว่าเขาคงไม่อยากเห็นท่านกลายเป็นเช่นนี้ เพราะฉะนั้น ข้าจะเป็นคนสะสางเอง…
น่าขันจริงๆ เดิมที…บทบาทนี้ก็ไม่ใช่ของข้าสักหน่อยแท้ๆ ”
“เจ้า…”
ในห้วงขณะที่ศักดิ์ศรีที่พังทลายกำลังบิดเบี้ยวกลายเป็นโทสะ บางสิ่ง…ก็เฉียดผ่านลำคอของนัมกุงจินไป
วูบ!
เขายกมือขึ้นกุมลำคอ พลางถอยหลังอย่างรวดเร็ว
สัมผัสจากคมกระบี่ชัดเจนเสียยิ่งกว่าความคิด
แต่…
ลำคอของเขาไม่ได้ถูกฟัน
“ควรมีสมาธิเข้าไว้จะดีกว่านะ”
เสียงกู่หยางชอนดังขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น
“ไม่อย่างนั้น…ท่านจะต้องเสียใจ”
ยังไม่ทันจบคำ—ปลายกระบี่ของกู่หยางชอนก็ฉีกอากาศอีกครั้ง!