สู่วิถีอมตะ - บทที่ 628 แนวคิดของเจียงผิงอัน
เหตุที่ต้องมีเมล็ดพันธุ์เซียนเพียงหนึ่งก็เพราะรากฐานชีวิตคนมี
เพียงหนึ่ง
ในเมื่อเขาสร้างเมล็ดพันธุ์เซียนหลายเมล็ดมิได้ เจียงผิงอันก็
พร้อมสร้างรากเซียนแฝดจากเมล็ดพันธุ์เซียนเพียงหนึ่ง
มิใช่ไร้ผู้ใดมีความคิดเช่นนี้มาก่อน บางผู้กระทั่งลองทำสำเร็จ
มาแล้ว
ทว่า แม้จะสร้างรากเซียนได้สองราก คุณภาพของรากเซียนก็ต ่า
เตี้ยสุดขั้ว ไม่อาจเอื้อมถึงแม้แต่ดาราเดียว
เหตุผลนั้นง่ายมาก ยามเมล็ดพันธุ์เซียนงอกรากเซียน มันจะดูด
ซับพลังและรากฐานทั้งหมดของเมล็ดพันธุ์เซียนในการงอกเงยกฎ
เต๋าสวรรค์
หากสร้างรากเซียนสองรากในคราวเดียว กฎเต๋าสวรรค์จะถูก
แบ่งเป็นสองส่วน ทำให้รากเซียนทั้งสองไม่สมประกอบแต่แรกเริ่ม
หากจะให้อุปมาด้วยเรื่องอื่น ในหมู่บ้านยามเยาว์ของเขา
ครอบครัวทั่วไปเลี้ยงลูกได้อย่างมากที่สุดเพียงหนึ่ง หากมีลูกมาก
เกินไป ชีวิตจะยากลำบาก ลูกทั้งหลายจะขาดสารอาหาร ยากจะ
เติบโตได้จนตายไป
มีบางคนคิดใช้ทรัพยากรเติมเต็มจุดบกพร่อง แต่ในขณะที่สร้าง
รากเซียนขึ้นมา สรรพสิ่งล้วนถูกกำหนดไว้หมดแล้ว กฎเต๋าสวรรค์
ถูกแยกตัว มิอาจถูกเติมเต็มชดเชยได้
ส่วนเหตุใดเจียงผิงอันอยากลองเสี่ยงนั้น เหตุผลก็ง่ายมาก
เพราะเขาคิดถึงวิธีโกง หลอกกฎเต๋าสวรรค์ขึ้นมาได้
วิธีนี้ชื่อว่า ‘กาลเวลา’
เมื่อถึงยามก่อรากเซียนก็ใช้อำนาจกาลเวลาย้อนเวลาตัวเอง แต่
คงการเติบโตของรากเซียนไว้ ก่อนจะใช้อำนาจกาลเวลากระตุ้นราก
เซียนที่สอง เพื่อให้รากเซียนทั้งสองเกิดขึ้นในกาลเวลาต่างกัน
ภายใต้กฎเกณฑ์ฟ้าดิน
เรื่องสำคัญคือต้องให้กฎเต๋าสวรรค์คิดว่ารากเซียนทั้งสองไม่
เหมือนกัน
แน่นอน นี่เป็นเพียงแนวคิดของเจียงผิงอัน หามั่นใจไม่ว่าจะทำ
สำเร็จ
แต่เขาก็ยังอยากลอง
เขาอยากให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น ไม่อยากหยุดที่เพียงเซียน
สวรรค์ ขอบเขตเซียนสวรรค์มิอาจคืนชีพบุพการีเขาได้
หากความคิดนี้ของเขาสร้างรากเซียนแฝดได้สำเร็จ เขาก็จะ
แข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกตนคนอื่น ๆ อย่างแน่นอน
ขณะนี้เอง กลิ่นสุราคละคลุ้งก็ลอยปะทะหน้า
อึดใจต่อมา หนึ่งสตรีถือน ้าเต้าสุราเจ้าของทิวเขาคู่อันยิ่งใหญ่
จนเลี้ยงเด็กได้เจ็ดแปดคนก็ปรากฏขึ้น
“ศิษย์น้องเจียง ทำไมเจ้ายังไม่สร้างรากเซียนอีกล่ะนี่ เอิ๊ก~”
เหมียวเสียกลิ่นสุราคละคลุ้ง ร่างของนางง่อนแง่น ทิวเขาคู่
คลับคล้ายจะถ่วงนางหน้าคะมำ
เจียงผิงอันถามเหมียวเสียอย่างนึกฉงน “ศิษย์พี่หญิงเหมียว
ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้? นี่เป็นสถานที่ฝึกฝนของข้า คนนอกเข้ามิได้นะ”
มิใช่นางอยู่อีกภพหนึ่งหรือ ไฉนจึงกลับมา แถมยังมาหาเขาอีก
“ที่นี่เป็นที่พำนักพ่อข้าในสำนักนอก ข้าเองที่ให้พ่อส่งเจ้ามาที่นี่
ย่อมต้องรู้อยู่แล้วสิ” เหมียวเสียจิบสุราแล้วหน้าทิ่มพื้น พสุธาเกือบยุบ
เป็นหลุมคู่มหึมา
เจียงผิงอันผงะ
ที่พำนักของบิดาของเหมียวเสีย?
ที่นี่มิใช่เคหาฝึกฝนหรือ?
ผู้อาวุโสเหมียวคือบิดาของเหมียวเสีย?
ทำไมผู้อาวุโสเหมียวถึงพาเขามาที่นี่?
ก่อนเจียงผิงอันจะทันคิดตก เหมียวเสียซึ่งนอนหน้าจุ่มพื้นก็
ตะโกนเสียงอ้อแอ้ “ศิษย์น้อง รีบดึงข้าขึ้นที”
เจียงผิงอันไม่ขยับ กล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “ศิษย์พี่หญิงเหมียว
เจ้าทำไปเพื่ออะไร ว่ามาเถอะ”
โลกหล้าไม่มีสิ่งใดไร้ราคา อีกฝ่ายต้องมีเจตนาบางอย่างอยู่เป็น
แน่
“แน่นอน เพราะข้าชอบเจ้าไง” เหมียวเสียแสยะยิ้มร้ายให้เจียงผิง
อัน
เจียงผิงอันมองเหมียวเสียหน้าตาย
เมื่อเห็นสีหน้าเจียงผิงอัน เหมียวเสียก็ค้อนอีกฝ่ายปะหลับปะ
เหลือก “เจ้าคนไม่รู้จักอภิรมย์รัญจวน ศิษย์สำนักตั้งเท่าไหร่อยาก
ประจบข้า กระทั่งอัจฉริยะจากสำนักใหญ่ ๆ ยังอยากใกล้ชิดข้า แต่
เจ้าเจอข้ากลับทำหน้าแบบนี้”
แล้วนางก็ลุกขึ้นจากพื้นเอง
“ศิษย์พี่หญิงผู้นี้มาเพื่อดูว่าเจ้าสร้างรากเซียนสำเร็จแล้วหรือไม่
และจะให้อีกโอกาสแก่เจ้าในการสร้างรากเซียนเก้าดารา”
“เจ้าอ่านม้วนหยกที่ข้าให้ไปแล้ว น่าจะรู้ว่ารากเซียนเก้าดารา
หมายความเช่นไร มีเพียงรากเซียนคุณภาพสูงเช่นนี้ เจ้าจึงมีโอกาส
ได้เป็นเซียนสวรรค์สูงขึ้น”
“แน่นอนว่าต้องมีข้อแม้ ซึ่งก็คือวรยุทธ์ที่เจ้าใช้เพิ่มพลังต่อสู้”
ในที่สุดเหมียวเสียก็เผยเจตนา
เจียงผิงอันตอบ “ศิษย์พี่หญิง ข้าบอกแล้ว ยามข้าเรียนวิชานี้ ข้า
ถูกสะกดห้าม มิอาจแพร่งพรายสอนผู้ใดต่อได้”
เหมียวเสียจัดเส้นผมอันยุ่งเหยิงของนาง “เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องสนใจ
ภพเซียนเรามีวิธีการมากมายนัก เจ้าก็แค่ต้องใช้วรยุทธ์สักสองสาม
หนในค่ายกลพิเศษ ก็จะอนุมานการทำงานของวรยุทธ์ได้แล้ว”
“แน่นอน ข้ามิให้เจ้าขาดทุนเสียเปล่าหรอก ถึงยามนั้น ข้าจะให้
ทรัพยากรกับเจ้าตามระดับวรยุทธ์นี้”
“เจ้าไม่ต้องห่วงว่าข้า ศิษย์พี่หญิงผู้นี้จะมีทรัพยากรไม่พอจ่าย
เจ้าก็รู้แล้ว พ่อข้าเป็นผู้อาวุโส”
น ้าตกธารเซียนโปรยกระจาย สองบุคคลมองหน้ากันอยู่เนิ่นนาน
“ขออภัยด้วยศิษย์พี่หญิง วรยุทธ์นี้เป็นมรดกของอาจารย์ข้า มิ
อาจถ่ายทอดได้จริง ๆ”
เจียงผิงอันสำเร็จวิชาโกหกหน้าตายมานานแล้ว
สีหน้าของเหมียวเสียพลันสร่างเมา พูดขึ้นอย่างจริงจัง “เจ้าต้อง
คิดดี ๆ นะ นี่คือโอกาสได้รากเซียนสวรรค์เก้าดาราของเจ้าเชียว”
“คุณภาพของรากเซียนส่งผลต่อความสำเร็จในภายหน้าของเจ้า
ด้วยรากเซียนสวรรค์เก้าดารา เจ้าจะเป็นเป้าหมายการฝึกฝนหลัก
ของสำนัก ไม่ต้องทำภารกิจเลยด้วยซ ้าไป”
“หากเจ้าพลาด ชีวิตนี้เจ้าก็จะไม่มีโอกาสแล้วนะ”
“นอกจากนั้น ข้าจะสอนวิชาต่อสู้ชั้นสูงกับเจ้าได้อีก ซึ่งล้วน
แข็งแกร่งกว่าวรยุทธ์ที่เจ้ามีแต่เดิม”
เจียงผิงอันไม่สะท้าน “ขออภัยด้วยศิษย์พี่หญิง ข้ามิอาจทรยศ
อาจารย์ได้”
“ขออภัยกับผีสิ! เห็นหน้านิ่ง ๆ เหมือนเป็นอัมพาตของเจ้าแล้ว
ข้าล่ะอยากทุบสักตุ้บนัก หากไม่มีรากเซียนเก้าดารา ชีวิตเจ้าจะมิ
อาจสำเร็จสูงอะไรได้เลยนะ!”
เหมียวเสียเหวี่ยงน ้าเต้าสุราแล้วฮึดฮัดจากไป นางเพิ่งเคยได้พบ
ศิษย์น้องไม่น่ารักเช่นนี้ แน่นอกเสียจริง
เจียงผิงอันมองอีกฝ่ายจากจรอย่างเงียบเชียบ เขาพร้อมสร้าง
รากเซียนแล้ว
ที่นี่คือเคหาพำนักเซียน มิอาจอยู่นานได้ แม้จะให้สมบัติลับ
แลกเปลี่ยน แต่ก็ให้ความรู้สึกเหมือนพึ่งบารมีผู้อื่นอยู่เสมอ
เพื่อเพิ่มระดับของรากเซียน เจียงผิงอันจึงตัดสินใจใช้ ‘โอสถเทว
ทัณฑ์ชุบลักษณ์’ ควบคู่ไปกับ ‘โอสถวิญญาณสุญญะ’
สู้เพื่ออนาคต
โลกานับหมื่น สรรพชีวิตสารพัน บนเส้นทางบรรลุเซียน ผู้
เหยียบย่างสู่จุดสูงสุดได้ล้วนยอดเยี่ยม
บ้างมีสายเลือดชั้นดีจากบรรพชน การฝึกฝนจึงไร้กำแพงกั้น
บ้างมีขุมกำลังยิ่งใหญ่หนุนหลัง ทรัพยากรไร้จำกัด บ้างหามีสิ่งใด มี
เพียงต่อสู้ดิ้นรนจึงเหยียบยืนบนจุดสูงสุดเหนือเผ่าพันธุ์ทั้งปวงใน
โลกา
เขานำโอสถวิญญาณสุญญะและโอสถเทวทัณฑ์ชุบลักษณ์
ออกมาอย่างละเม็ด
โอสถวิญญาณสุญญะแผ่รัศมีทองเรือง ปราณเซียนคละคลุ้งโอบ
คลุม
โอสถเทวทัณฑ์ชุบลักษณ์เป็นสีดำทั้งเม็ด แผ่อำนาจกดดันทรง
พลังเยี่ยงยอดฝีมือ
ขณะที่เจียงผิงอันจะกลืนยาลงไป จู่ ๆ ก็ชะงักแล้วมองมือสั่น ๆ
ของตน
ความกลัวปรากฏขึ้นในใจ
กลัวว่าตนจะตายในทัณฑ์อัสนี กลัวว่าตนจะคิดผิด กลัวว่าจะมิ
อาจได้พบหน้าบุตรีอีก
หากความเชื่อของเขาไม่แข็งกล้า ก็จะกระทบต่อการรับมือทัณฑ์
อัสนี
เขาเก็บโอสถไปก่อน เข้าสู่โลกใบน้อยในกาย ปราชิดเข้าหาเนิน
ดินเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง
ตรงหน้าเนินดินนี้มีป้ายศิลาป้ายหนึ่งตั้งอยู่ บนนั้นสลักนามสอง
บุคคล ซึ่งก็คือสุสานพ่อแม่ของเจียงผิงอัน
เจียงผิงอันยืนหน้าสุสาน มีสิ่งอยากพูดเยอะแยะไปหมด แต่
ขณะนี้กลับไม่รู้จะพูดอะไร
เขายืนอยู่เช่นนี้สามวัน
เขาหวนนึกย้อนอดีต ครั้งแรกที่เขาฆ่าคน ครั้งแรกที่เผชิญผู้ฝึก
ตน ความสิ้นหวังที่เกิดกับเขายามถูกเคลื่อนย้ายไปยังเขตหวงห้าม
เหวลึก…
วิกฤติเสี่ยงตายและความยากลำบากเกินคาดฝันทำให้เขารู้สึก
จนใจเป็นครั้งคราว แต่เมื่อหวนนึกถึง กลับดูเหมือนสรรพสิ่งมิใช่เรื่อง
ใหญ่
เขาโบกมือเบา ๆ แล้วฝุ่นบนป้ายหลุมศพก็หายไป พร้อม ๆ กับ
ความกลัว สับสนและลังเลในใจเขาด้วย
นับแต่ที่หมู่บ้านน้อยจนบัดนี้ เขาเผชิญวิกฤติยากลำบากเกินนับ
ถ้วน แต่ก็ล้วนผ่านพ้นมาได้
ไร้สิ่งใดหยุดเขาได้ ไม่ว่ากาลก่อนหรือภายหน้า!
ชีวิตยังมี เขาก็ควรเดินหน้าเผชิญความกลัว!
เขากลืนโอสถวิญญาณสุญญะและโอสถเทวทัณฑ์ชุบลักษณ์ไป
ในคราวเดียว
สำเร็จหรือไม่ก็ให้ประจักษ์ไป