เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 57 ตบหน้าต่อหน้าธารกำนัล
เหล่าฮูหยินกับฮูหยินรองอาการกำเริบในยามโฉ่ว[1]
ตอนนั้นแม้จะเป็นค่อนคืนหลังแล้ว ทว่ายังมีแขกเหรื่อไม่น้อย โดยเฉพาะแขกชายที่เฝ้าศพข้ามคืนอยู่ในเพิงที่นั่ง
ลู่สิงโจวก็อยู่ด้วย
เมื่อแม่บ้านอู๋หน้าซีดเผือดตามหาเขาเจอ บอกว่าเหล่าฮูหยินกับฮูหยินรองจู่ๆ ก็ปวดท้องทรมาน เขาก็รีบเรียกหูย่วนพั่น[2]ที่รั้งอยู่เฝ้าศพในเพิงที่นั่งเดียวกันมาด้วยโดยไม่ต้องคิด
หากเป็นเมื่อก่อน ลู่สิงโจวไม่มีทางเชิญใต้เท้าย่วนพั่นท่านนี้ได้ วันนี้บังเอิญสบจังหวะพอดี
เขามาช่วยตระกูลหลิวกับหย่งอันโหว หูย่วนพั่นเห็นแก่หน้าหย่งอันโหว จึงตามลู่สิงโจวไปยังเรือนที่พักสำหรับสตรีและเด็ก
หลิวฮูหยินกับลู่หมู่ก็วางงานสำคัญในมือลง รีบเร่งรุดมาเช่นกัน
รัชสมัยนี้ให้ความสำคัญกับการระวังระหว่างชายหญิง ทว่ามิได้เข้มงวดเท่ารัชสมัยก่อน นับประสาอะไรกับการป่วยต้องการแพทย์ด่วน
หลิวฮูหยินจัดหาสาวใช้จำนวนหนึ่งเฝ้าอยู่ใต้ระเบียงทางเดินและลานเรือน หากมีสตรีออกมา ให้แจ้งสถานการณ์แก่พวกนางทราบ หากถือสา ให้รั้งอยู่ในห้อง จะได้ไม่เจอกับฝ่ายชายเข้า
เหล่าฮูหยินกับฮูหยินรองอยู่บนเตียงเจ็บปวดเจียนตาย ร้องโหยหวนไม่สิ้น
หูย่วนพั่นใช้ประสบการณ์การเป็นแพทย์มาหลายปีวินิจฉัยว่า ทั้งสองน่าจะท้องเสีย
เขาถามทั้งสองเป็นอย่างแรกว่าตอนเย็นกินอะไรไป
ฮูหยินรองกุมท้องเอ่ยว่า “ก็ไม่ได้กินอะไรนะ…แค่อาหารของจวน…”
เหล่าฮูหยินเปิดครัวเล็กส่วนตัว ไม่มีทางกินเหมือนกันกับฮูหยินรอง ทว่าอาหารของเหล่าฮูหยินมักจะมอบให้แม่บ้านอู๋กินด้วยกันอยู่บ้าง แม่บ้านอู๋ไม่เป็นอะไร ก็หมายความว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่อาหาร
ลู่หมู่ถามว่า “น้องสะใภ้ หลังจากนั้นเจ้ากับท่านแม่ได้กินอะไรอีกหรือไม่”
ฮูหยินรองข่มอาการปวดท้องครุ่นคิด “ขะ ขนมกุ้ยฮวา…ขนมกุ้ยฮวาบนโต๊ะจานนั้น!”
ถ้อยคำนี้เอ่ยออกไป หลิวฮูหยินก็สีหน้าเปลี่ยนแปร
กินของที่จวนเลยท้องเสียอย่างนั้นรึ
ขนมกุ้ยฮวาในจานถูกกินหมดเกลี้ยงแต่แรกแล้ว เหลือเพียงเศษเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น
ลู่หมู่ยกจานมาตรงหน้าหูย่วนพั่น “ใต้เท้าหู”
หูย่วนพั่นมิได้ตอบสนองลู่หมู่ในทันที แววตาเขาพิกลยิ่ง จับชีพจรอีกหน ครั้นจับชีพจรของเหล่าฮูหยินเสร็จก็ไปจับชีพจรของฮูหยินรองต่อ
“ท่านพ่อ! ท่านแม่!”
“พี่ใหญ่! พี่สะใภ้ใหญ่!”
ลู่หลิงเซียวกับนายท่านรองลู่ตามมาแล้ว
ลู่สิงโจวถามบุตรชายว่า “เจ้าไปไหนมา เพิ่งจะมาเอาป่านนี้”
ลู่หลิงเซียวอ้าปากพะงาบๆ ละอายที่จะบอกว่าตนทำงานเสร็จก็ไปตามหาเมิ่งเชียนเชียน เสียดายที่ไม่พบ
“หลิงเซียวเจ้ามานี่ ถือตะเกียงให้หูย่วนพั่นที” ลู่หมู่เรียกบุตรชายมาจากลู่สิงโจว
“ขอรับ ท่านแม่”
ลู่หลิงเซียวหยิบตะเกียงน้ำมันมาจากโต๊ะ หยุดลงข้างเตียง “หูย่วนพั่น ท่านย่ากับอาสะใภ้รองของข้าเป็นอย่างไรบ้าง”
หูย่วนพั่นดึงมือกลับ “รบกวนหลิวฮูหยินส่งสาวใช้ไปตามใต้เท้าจั่วมาที”
ใต้เท้าจั่วก็เป็นย่วนพั่นแห่งสำนักแพทย์หลวงเช่นกัน ฝีมือการแพทย์ไม่แพ้หูย่วนพั่นเลย
หลิวฮูหยินรีบให้สาวใช้ไปทันที
ลู่หลิงเซียวถามว่า “ใต้เท้าหู ท่านย่ากับอาสะใภ้รองอาการหนักมากเลยหรือ”
“เรื่องนี้…”
หูย่วนพั่นละล้าละลัง “รอใต้เท้าจั่วมาค่อยว่ากันเถิด”
ใต้เท้าจั่วมาถึงอย่างรวดเร็ว เขาจับชีพจรให้เหล่าฮูหยินพลางถามว่า “โรคอะไรกัน แม้แต่เจ้ายังรักษามิได้…”
เขาเพิ่งเอ่ยได้ครึ่งทางก็ชะงักงัน
สัญญาณชีพจรนี้มัน…
หูย่วนพั่นแลกเปลี่ยนสายตากับเขา เข้าใจหรือยังว่าเหตุถึงเรียกเจ้ามา
ลู่สิงโจวประสานมือ “ย่วนพั่นทั้งสองท่าน มารดาข้าเป็นโรคอะไรกันแน่ โปรดจงบอกมาตามตรงเถิด!”
ใต้เท้าจั่วเอ่ยตามตรงว่า “ขอไม่ปิดบังแล้วกัน ลู่เหล่าฮูหยิน…มีสัญญาณชีพจรมงคล!”
ถ้อยคำนี้เอ่ยออกไป ราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ สั่นสะเทือนสมองทุกคนดังวิ้งๆ!
เขาว่าอย่างไรนะ
สัญญาณชีพจรมงคล?
ลู่เหล่าฮูหยินมีสัญญาณชีพจรมงคล?
นางเป็นหญิงชราวัยหกสิบแล้วนะ!
โลกมาถึงจุดนี้แล้วหรือนี่
นายท่านรองลู่ปากอ้าตาค้าง มองแม่ใหญ่ ก่อนหันไปมองภรรยา เขาถามอย่างอึ้งๆ ว่า “แล้ว…ภรรยาข้า…” (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
ใต้เท้าจั่วพยักหน้า “ก็มีสัญญาณชีพจรมงคลเช่นกัน”
นายท่านรองลู่ซวนเซ เกือบจะทรุดฮวบลงพื้น!
หลายเดือนแล้วที่เขามิได้ปลดปล่อย ภรรยาเขามีสัญญาณชีพจรมงคลได้อย่างไร!?
ฮูหยินรองแก้ต่างว่า “ท่านพี่! ข้าเปล่า!”
นางจะมีหรือไม่นั้นอธิบายยาก แต่เหล่าฮูหยินอายุหกสิบกว่าแล้ว หมดระดูไปนานแล้ว ต่อให้มีชายนอกก็ไม่มีทางตั้งครรภ์อยู่แล้ว
เพียงแต่ว่า หลักการนั้นมันก็เรื่องหนึ่ง ลือออกไป ชื่อเสียงเหม็นโฉ่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เหล่าฮูหยินสีหน้าเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวแดง ถูกวินิจฉัยว่ามีสัญญาณชีพจรมงคลต่อหน้าคนนอกและผู้อ่อนอาวุโสกว่าทั้งหลาย ช่างเป็นความอัปยศใหญ่หลวงยิ่ง!
ใต้เท้าจั่วลูบเคราไปมา คล้ายคิดบางอย่างอยู่จึงเอ่ยว่า “ทั้งสองอย่าเพิ่งร้อนใจไป สัญญาณชีพจรมงคลเป็นเพียงสัญญาณชีพจร มิได้หมายความว่าตั้งครรภ์จริงๆ บางทีอาจจะกินของผิดสำแดงหรือยาที่ไม่ควรกินทำให้มีสัญญาณชีพจรผิดปกติก็เป็นได้”
หูย่วนพั่นรับจานในมือลู่หมู่มา จรดปลายจมูกลองดูดม ก่อนขมวดคิ้วยื่นให้ใต้เท้าจั่ว
ใต้เท้าจั่วลองดมดูแล้ว ก็มองตะเกียงน้ำมันในมือลู่หลิงเซียว “รบกวนที”
ลู่หลิงเซียวขยับตะเกียงน้ำมันเข้าไปใกล้อีกนิด
ในจานเหลือเพียงเศษขนมนิดหน่อย แต่หากพินิจอย่างละเอียด คล้ายมีเศษสีน้ำตาลอมดำเล็กๆ น้อยๆ อยู่จำนวนหนึ่ง ผสมอยู่ในเม็ดงาสีดำ ยากยิ่งที่จะแยกแยะ
“ขนมกุ้ยฮวามีปัญหาใช่หรือไม่” ลู่หลิงเซียวขมวดคิ้วถาม
หลิวฮูหยินไม่พอใจขึ้นมา “แม่ทัพลู่ ขนมกุ้ยฮวาตระกูลลู่ของเราทำมาไม่ถึงพันจาน อย่างน้อยก็หลายร้อยจาน คนอื่นกินแล้วไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย”
ลู่หลิงเซียวอยากเอื้อนเอ่ยแต่ยั้งไว้
ใต้เท้าจั่วเอ่ย “ปริมาณน้อยเกินไป กลิ่นก็จางไปหมดแล้ว ยากจะแยกแยะได้ว่าเป็นยาหรือไม่”
ลู่หมู่สงบนิ่งถามอย่างเยือกเย็นว่า “แม่บ้านอู๋ เมื่อครู่นี้เจ้าเฝ้าอยู่ในห้องตลอด ขนมกุ้ยฮวาจานนี้เอามาจากไหน แล้วผ่านมือผู้ใดบ้าง”
“ข้า…ข้า…” แม่บ้านอู๋ตอบไม่ได้
หลิวฮูหยินแค่นเสียงเอ่ยว่า “งีบหลับล่ะสิ แม้แต่อาหารถูกคนวางยาแล้วยังไม่รู้เรื่อง!”
แม่บ้านอู๋แก้ต่างว่า “ถูกคนวางยาในตระกูลหลิวของพวกท่าน ยังจะมาโบ้ยให้พวกเราอีกหรือ”
หลิวฮูหยินโมโหยกใหญ่ “เจ้า”
ลู่สิงโจวมิได้ห้ามปรามแม่บ้านอู๋ เพราะเขาก็ต้องการคำอธิบายเช่นกัน แม่บ้านอู๋ดูเหมือนบุ่มบ่ามไร้มารยาท ทว่ากลับพูดในสิ่งที่เขาอยากจะพูดพอดี
ความอัปยศเช่นนี้ จำเป็นต้องอธิบายว่าถูกคนวางยาทำร้ายเท่านั้น ไม่เช่นนั้นชื่อเสียงของตระกูลลู่คงป่นปี้
ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังถกเถียงกัน เสียงสนทนาของคนสองคนก็แว่วมาจากหน้าประตู
“เอ๋? เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร มาหาห้องสุขาหรือ”
“มิใช่”
“เจ้าไม่เป็นอะไรหรือ”
“ไยข้าต้องเป็นอะไรด้วย”
“เจ้ากินขนมกุ้ยฮวาไปนี่ ไม่ท้องเสียหรือ”
ลู่หลิงหลงเพิ่งจะตื่น ก็พบว่าขนมกุ้ยฮวาบนโต๊ะหมดเกลี้ยงแล้ว นางนึกว่าเมิ่งเชียนเชียนกลับมากิน ดีอกดีใจจนไม่นอนแล้ว ไปตามหาเมิ่งเชียนเชียนจนทั่วเพราะอยากเห็นนางเรี่ยราด
“หลิงหลงเจ้าพูดว่าอย่างไรนะ”
ลู่หลิงเซียวสีหน้าเย็นเยียบดุจน้ำแข็งเดินออกมา
ลู่สิงโจวอยากห้ามก็ไม่ทันเสียแล้ว ลู่หลิงเซียวคว้าข้อมือลู่หลิงหลงเอาไว้ ดวงตาเต็มไปด้วยโทสะจ้องนางเขม็ง “เจ้าใส่อะไรลงไปในขนมกุ้ยฮวา”
ลู่หลิงหลงขมวดคิ้วเอ่ย “พี่ใหญ่…ท่านจับข้าเจ็บหมดแล้ว…”
ลู่หลิงเซียวเอ่ยเสียงเย็น “รีบพูดมา! ไม่เช่นนั้นวันนี้ข้าจะไล่เจ้าออกจากตระกูล!”
ลู่หลิงหลงตกใจจนเสียขวัญ สะอื้นเอ่ยอย่างน้อยใจในความไม่เป็นธรรมว่า “ก็แค่ยาระบายเท่านั้นเอง กินไม่ตายหรอกน่า ท่านรีบปล่อยข้านะ!”
“เจ้าเอายาระบายมาจากไหน”
“ของแม่บ้านอู๋!”
แม่บ้านอู๋คลำหาขวดในแขนเสื้อตามสัญชาตญาณทันที นางเปิดจุกขวดออกมาดู สีหน้าพลันเปลี่ยนเ!
หลิวฮูหยินยิ้มเหน็บแนม “คนหนึ่งคือแม่บ้านตระกูลลู่ของพวกเจ้า คนหนึ่งก็เป็นคุณหนูตระกูลลู่ของพวกเจ้า เรื่องนี้ ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกข้าตระกูลหลิวแล้วกระมัง”
ใครก็ตามที่วางยาล้วนสามารถเอ่ยได้ว่าตระกูลหลิวดูแลไม่ดี ทว่าคนตระกูลลู่ปิดประตูทำร้ายกันเอง เรื่องนี้จะมาโทษตระกูลหลิวไม่ได้แล้ว!
ขณะนั้นเอง เหล่าฮูหยินกับฮูหยินรองก็หายปวดท้องเป็นปลิดทิ้ง ทว่าสีหน้าทั้งคู่เริ่มดูไม่ได้เสียแล้ว
ลู่สิงโจวตระหนักได้ถึงบางอย่าง รีบไปคว้าขวดใบนั้น น่าเสียดายที่ช้าไปก้าวหนึ่ง
เมิ่งเชียนเชียนชิงขวดมายื่นให้ใต้เท้าจั่วกับหูย่วนพั่น “ใต้เท้าทั้งสอง รบกวนดูให้ทีเจ้าค่ะ ในนี้คือยาอะไร”
เหล่าฮูหยินสีหน้าพลันเปลี่ยน “ดูไม่ได้นะ!”
[1] ยามโฉ่ว 01.00-03.00 น.
[2] ย่วนพั่น หัวหน้าของบรรดาหมอหลวงทั้งหลาย ควบคุมดูแลทั้งสำนักแพทย์หลวง