Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 54: โซนาตาและโรมิเอล
ปี 9545 ช่วงเวลาก่อนหน้าร็อบจะรายงานกลับไปหาอีริธ
ณ ปราสาทคานิเดียน อาณาจักรโคลดาเรีย ทวีปโคลดาเรีย โลกปีศาจ…
บนบังลังก์ที่มักจะว่างเปล่าอยู่เสมอ ร่าง ๆ หนึ่งได้ประทับอยู่ที่นั่น ร่างกายผอมโซจนเหลือแค่หนังหุ้มกระดูก ผมยาวหงอกขาวยุ่งเหยิงราวกับขาดการดูแล ถ้าร่างที่ประทับอยู่ไม่ได้อยู่ในชุดทรงเครื่องเต็มยศ คงไม่มีใครคิดว่าสารรูปแบบนี้คือราชาปีศาจผู้มีอำนาจเหนือทุกชีวิตในอาณาจักรแห่งนี้
“ท่านเซลซารอส… ข้าเกรงว่าสุขภาพท่าน…” ปีศาจสาวใช้พยายามห้ามไม่ให้เขาฝืนตัว แต่อีกฝ่ายยกมือที่อ่อนแรงขึ้นปราม
“สารรูปข้า ดูแย่มากเลยเหรอ” เสียงของเขาทั้งเบาและแหบพร่า แต่แทนที่จะน่าสงสารมันกลับดูน่ากลัว ป่าเถื่อนและเต็มไปด้วยจิตมุ่งร้าย
ไม่มีใครกล้าตอบคำถาม พวกเขาไม่อยากพูดโกหกกับราชาของตน แต่ก็หวั่นเกรงที่จะบอกความจริงให้ขุ่นเคือง เหล่าบริวารได้แต่หลบสายตาผู้เป็นนาย
“ข้าเข้าใจว่าพวกเจ้ากังวล แต่อีกไม่นาน นางจะมาแน่”
“ข้าไม่เข้าใจ ทำไมท่านจึงมั่นใจเช่นนั้น” บิ๊กโบนโครงกระดูกร่างยักษ์โพล่งขึ้น
“เพราะข้ารู้สึกได้… สัญชาตญาณของปีศาจกำลังชักนำนางสู่ความมืด และมันจะนำนางมาหาข้า”
“หากนางมีพลังอย่างที่เล่าลือ ข้าเกรงว่ามันจะยิ่งทำให้อาการของท่านเลวร้ายลง” ขุนนางรายหนึ่งชี้แจงความกังวลที่เขาและอีกหลาย ๆ คนกังวลอยู่เช่นกัน
“พลังที่ทำร้ายข้าอยู่ในตอนนี้เป็นพลังคนละแบบกับที่ปีศาจอย่างเรามี แต่พลังของนางเหมือนกับพวกเรา นางจะทำให้ข้าแข็งแกร่งขึ้นจนคุมพลังนี้ได้”
“และเมื่อถึงตอนนั้น ก็จะไม่มีใครหยุดท่านเซลซารอสของพวกเราได้” ผู้ที่เพิ่งมาถึงเอ่ยขึ้น เขาคือปีศาจที่มีร่างกายผสมระหว่างมนุษย์และอีกา โครว์ขุนพลอันดับหนึ่งได้กลับมาแล้ว
“แต่ก่อนอื่นเราต้องจัดการกับพวกตัวเกะกะให้หมดก่อน” เซลซารอสพยายามฝืนลุกขึ้น เขาแน่ใจว่าศัตรูไม่ได้มีเพียงแค่เรวาเรนท์ หรือเจ็ดปีศาจสงครามที่ในอดีตเคยทำงานรับใช้เขา ชะตากรรมกำลังดึงดูดพาบรรดาศัตรูทั้งหลายมา เฉกเช่นเดียวกับที่ชักนำจิ้งจอกเพลิงเก้าหางให้มาหาเขา
โรมิเอลยกด้ามร่มขึ้นเสมอหน้าผาก เขารวบรวมสมาธิแค่ครู่เดียวพายุฝนก็ก่อตัวขึ้น ความเร็วและรัศมีของพลังแตกต่างจากตัวเขาเมื่อหนึ่งร้อยสิบหกปีก่อน เพียงไม่นานนัก เขาทำให้หมู่บ้านที่แห้งแล้งอย่างลอสวิลล์และอยู่ในที่ราบต่ำเต็มไปด้วยมวลน้ำปริมาณมหาศาล
เขาหวังว่าน้ำจะช่วยให้เชอรีสอ่อนแรงลงได้บ้าง แต่มันไม่เป็นเช่นนั้น เธอไม่ได้เดือดร้อนกับน้ำที่ท่วมสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในระดับความสูงที่เกือบท่วมมิดหลังคาบ้าน
โรมิเอลเก็บบรอลสะพายไว้ด้านหลังและหันมาใช้ดาบคู่พ่อลูกแทน น้ำยกตัวขึ้นเป็นเกลียวคลื่นและประสานรวมเข้ากับดาบทั้งสองเล่มและทำให้ดาบมีอานุภาพในการทำลายมากขึ้น โรมิเอลมั่นใจว่าการโจมตีนี้จะต้องสร้างความเสียหายร้ายแรงให้อีกฝ่ายอย่างแน่นอน
ทั้งที่หมายมั่นปั้นมือว่าการจู่โจมครั้งนี้จะจบชีวิตอีกฝ่ายได้ แต่ดาบของเขากลับไปไม่ถึง มันถูกหยุดไว้โดยร่าง ๆ หนึ่งปรากฏขึ้นมากั้นระหว่างเขาและปีศาจจิ้งจอก คนแปลกหน้าใช้แค่เท้าของเขาหยุดดาบของโรมิเอลเอาไว้ได้ ก่อนจะโดดแยกไปที่พื้น ผละออกจากโรมิเอลไป
โรมิเอลจ้องผู้มาใหม่อย่างพิจารณา เขาแน่ใจว่าชายผู้นี้ไม่ใช่เผ่าปีศาจแต่นั่นก็ยิ่งทำให้ทุกอย่างดูเหลือเชือ ไม่น่าจะมีมนุษย์คนใดหยุดการโจมตีเมื่อครู่ได้
“คิดจะทำอะไรกันแน่/ทำบ้าอะไรของแกวะ” ทั้งสองฝ่ายพูดประโยคที่เกือบเหมือนกันในจังหวะเดียวกัน
“ระวังนะโรมิเอล เจ้ามนุษย์นี่แข็งแกร่งพอ ๆ กับโครว์เลย” บรอลว่า
“ให้ช่วยไหม” ดีวานเข้ามายืนประจันหน้าข้างๆ โซนาตาอีกคน สังหรณ์ของเขาบอกว่าศัตรูรายนี้มีบางอย่างคล้ายกับตัวเขาเมื่อไม่นานมานี้สมัยที่ยังจมอยู่ในความเคียดแค้นจนตามืดบอด
“ขอบใจ แต่นายไปช่วยคนอื่นจับเชอรีสเถอะ ทางนั้นก็ตึงมือเหมือนกัน”
ดีวานพยักหน้า “อย่าฝืนล่ะ” เขาพูดทิ้งท้ายไว้ก่อนที่จะปล่อยให้โซนาตารับมือกับโรมิเอลต่อ
…ฟังนะโรมิเอล อย่าปล่อยให้หมอนั่นใช้ดาบได้…
เวอร์รีนสื่อสารกับทุกคนผ่านทางจิต เขารู้จักดาบดำที่โซนาตาพกไว้ และรู้ดีว่าหากอีกฝ่ายนำมันมาใช้งาน มันจะต้องเป็นการต่อสู้ที่ยากลำบากขึ้นอีก
…ดาบนั่นคืออะไรเหรอท่านพ่อ…
เดลฟีเดียเกิดอยากรู้จนต้องขอแทรกเข้ามา
…เจ้านั่นเคยเป็นเผ่าเดียวกับเรา ดาบปีศาจที่พัฒนาตัวเองจนกลายเป็นสุดยอดดาบ ได้ยินมาว่าหลังจากทำให้ตนเองกลายเป็นโลหะแห่งเทพก็ถูกช่างในตำนานหลอมใหม่จนกลายเป็นแบบนั้น…
…แสดงว่าเหนือว่าพวกเจ้าพ่อลูกอีกงั้นเหรอ…
โรมิเอลไม่ค่อยอยากเชื่อ เขาไม่เคยเห็นดาบที่เหนือกว่าเวอร์รีนและเดลฟีเดียมาก่อน แม้แต่อาวุธของเดมอนลอร์ดที่ว่ากันว่าอยู่ชั้นสูงสุดของอาวุธในเนเธอร์เวิลด์ก็ยังด้อยกว่าทั้งสองด้วยซ้ำ เขาจินตนาการไม่ออกว่าจะมีอะไรเหนือกว่าไปได้
…เทียบกันไม่ได้เลย ที่ซีนมีการแบ่งชั้นอาวุธตามระดับ อย่างพวกข้าสองพ่อลูกอยู่ในระดับที่เจ็ดเท่านั้น แต่ดาบดำเล่มนั้นอยู่ลำดับที่สิบอย่างแน่นอน มันเป็นระดับสูงสุด…
โซนาตาจ้องมองโรมิเอลที่เงียบไปแล้วครู่ใหญ่ การที่อีกฝ่ายเฉย เขาที่นิ่งตามไม่ได้แค่ยืนจ้องให้เวลาเสียเปล่า โซนาตาใช้จังหวะนี้มองอ่านรูปแบบความคิดและลักษณะพิเศษของโรมิเอลจนทะลุปรุโปร่ง เขาเห็นความเชื่อมโยงทางวิญญาณระหว่างร่างมนุษย์และปีศาจร่ม รวมถึงเห็นเศษเสี้ยวพลังอื่นที่ถูกบรอลดูดกลืนมาเป็นของตน
…เจ้านี่ใช้ร่มนั่นกินปีศาจตัวอื่นแล้วขโมยพลังมา…
โซนาตาปล่อยให้หน้าที่จับกุมเชอรีสเป็นของพรรคพวกและทุ่มสมาธิกับการรับมือโรมิเอล ตอนนี้ระดับน้ำลดลงแล้วแต่เขาอาศัยหลังคาบ้านเรือนเป็นฐานส่งเพื่อเข้าปะทะกับโรมิเอล ไม่เสี่ยงลงไปสู้ในน้ำที่อีกฝ่ายอาจจะได้เปรียบ เขาไม่อาจปล่อยอีกฝ่ายไปเฉย ๆ ได้เพราะท่าทีแสดงออกแต่แรกชวนให้คิดว่าอีกฝ่ายคิดร้ายกับเชอรีสอยู่
โรมิเอลนึกสงสัยในฝีมือของโซนาตา เขาจึงต้องการต่อสู้กลับเพื่อวัดฝีมือ เขามีการโจมตีระยะไกลหลายแบบแต่วิธีการต่อสู้ที่หวังผลได้ก็ยังเป็นระยะใกล้ที่เขาจะได้ใช้ดาบคู่อย่างเต็มที่ โรมิเอลหมุนตัวพร้อมกับควงดาบทั้งคู่ไปด้วย เป็นระยะที่เขาคิดว่าไม่น่าพลาดแต่โซนาตาก็ยังถอยหลบไปได้เพียงฉิวเฉียด
…เร็วมาก… เป็นความคิดที่ทั้งสองฝ่ายคิดตรงกัน
เคยมีคำพูดว่าการที่คนมือเปล่าจะชนะคนมีอาวุธได้จำเป็นจะต้องเก่งกว่าอีกฝ่ายอย่างน้อยสองถึงสามเท่า โซนาตามีทางเลือกสองทางเพื่อให้ข้อเสียเปรียบหายไป หนึ่งคือใช้แอนติแมทเทอร์กันช่วย ปืนนี้มีพลังทำลายรุนแรงและยังสามารถรีชาร์ตตัวเองได้ด้วย ปัญหาคือเขาแน่ใจว่าโรมิเอลเองย่อมไม่ยอมให้ถูกยิงได้ง่าย ๆ อาวุธอีกอย่างของเขาคือดาบดำที่เขาไม่สามารถคุมได้อย่างสมบูรณ์ โซนาตาไม่อยากเสี่ยงตกอยู่ในลักษณะหมดสภาพหลังจากใช้มัน เขาจึงไม่เสียเวลาคิดมาก แทบตัดตัวเลือกนี้ออกไปทันทีที่คิดถึงมัน
เขาเลือกทางเลือกที่สาม แทนที่จะใช้ปืนหรือดาบ เขาใช้ร่มแทน โซนาตาเลียนแบบรูปแบบวิญญาณของโรมิเอลและแบ่งวิญญาณตนเองออกมา ร่มปีศาจที่เกิดจากส่วนหนึ่งของเขาปรากฏขึ้นในมือของเขา
ต่อให้เตรียมใจไว้แล้วว่าอีกฝ่ายต้องมีความสามารถขั้นสูงจึงมีดาบระดับสูงสุด แต่โรมิเอลก็ยังตกใจจนเกือบเผลออุทานออกมากับสิ่งที่ตาเห็น ใครจะไปคาดคิดว่ามนุษย์จะมีทักษะแบบนี้ได้ โรมิเอลใช้ย่างก้าวไร้ตัวตนถอยหนีเพื่อตั้งหลัก แต่โซนาตาใช้วิชาเดียวกันตามมาติด ๆ แถมยังโจมตีด้วยการเปลี่ยนร่มในมือให้กลายเป็นเคียวยักษ์
โซนาตาสามารถเลียนแบบทุกอย่างได้โดยเป้าหมายต้องอยู่ในระยะยี่สิบเมตร โซนาตาอาจดูคล้ายเสียเปรียบอยู่บ้างเพราะต้องระวังไม่ให้โรมิเอลออกไปนอกระยะ แต่โรมิเอลเองก็ไม่รู้ตรงจุดนี้
“พลังของเจ้านี่คือเลียนแบบพลังของคนอื่นได้แม้ไม่เคยเห็นมาก่อน เราต้องสู้โดยคิดเผื่อว่ามันใช้วิชาของเราได้ทุกอย่าง” บรอลตะโกน เขาไม่สนใจแล้วว่าโซนาตาจะได้ยินไปด้วยหรือไม่
“แค้นเหลือเกินนน” เสียงประหลาดที่ไม่รู้ที่มาดังขึ้น
โซนาตามองหาที่มาของเสียงและพบว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นจากจุดใดจุดหนึ่งเพียงจุดเดียว เสียงลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นจากทั่วทั้งหมู่บ้าน เมื่อสังเกตจากสีหน้าประหลาดใจของโรมิเอลก็แน่ชัดว่าไม่ใช่ฝีมือของอีกฝ่ายอย่างแน่นอน
จากเสียง สิ่งที่ตามมาคือการปรากฏตัว ร่างวิญญาณนับสิบนับร้อยค่อย ๆ ผุดขึ้นจากผืนน้ำ บ้างยังมีรูปร่างของโครงกระดูกโปร่งใส บ้างเป็นวิญญาณที่มีรูปร่างเหมือนมนุษย์หรือเผ่าปีศาจ ทุกตนต่างร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด
“ฆ่าพวกเราทำไม” วิญญาณผู้หญิงรายหนึ่งโผล่ขึ้นมาใกล้กับโซนาตาและเกาะขาเขาเอาไว้
มันทำให้โซนาตาลังเลว่าจะตบมุกว่า “อันเดดมันคือพวกที่ตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ” หรือ “หัดแหกตาดูซะบ้าง ฉันไม่ใช่คนทำพวกแกว้อย”
ไม่ใช่แค่โซนาตาที่ถูกวิญญาณเล่นงาน อัลโต ดีวาน เจเนวีฟ เวเน และบรรดาทหารที่พามาต่างก็ถูกเล่นงานกันถ้วนหน้า วิญญาณพวกนี้เหมารวมว่าทุกคนคือคนที่ทำร้ายพวกเขา แม้แต่โรมิเอลเองก็ไม่รอด เขากลายเป็นเป้าหมายด้วยเช่นกัน
“อย่าให้เชอรีสหนีไปได้” โซนาตาตะโกนบอกทุกคนอย่างสุดเสียง
เวเนที่อยู่ใกล้กับจิ้งจอกเชอรีสใช้เวทมนตร์เฮอร์มิต เวทมนตร์ของเธอแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมมากมันจึงได้ผลชะงัด แต่เพราะวิญญาณหลายตนพร้อมใจกันเข้ามาจับตัวเธอไว้ มันทำให้เธอหยุดเชอรีสไว้ไม่ได้อีกต่อไป
เจเนวีฟพยายามร่ายเวทโจมตีหลายบทใส่พวกวิญญาณ แต่มันไม่ได้ผล ทุกอย่างที่ใช้กลับทะลุผ่านร่างของพวกนี้ไป เวทมนตร์ไม่สามารถทำอะไรผีร้ายพวกนี้ได้เลย การโจมตีทางกายภาพก็ด้วย
อัลโตเคยเจออะไรคล้ายแบบนี้มาก่อนตอนที่สู้กับราชาบอร์แมน ตอนนั้นกริฟให้ลูกน้องของเขาร่ายเวทเปลี่ยนอาวุธของเขาให้อยู่ในสภาพวิญญาณ เขาจึงรู้ดีว่าการต่อสู้กับวิญญาณเป็นอันตราย ไม่ได้ง่่ายจะรับมือ
นักรบเคออสคนหนึ่งตกเป็นเหยื่อรายแรก เขาถูกผีร้ายสามตนเล่นงานจนล้มคะมำ ความกลัวสุดขั้วหัวใจทำให้หนึ่งในวิญญาณร้ายเหล่านั้นเข้าแทรกแซงเข้าไปควบคุมร่างได้สำเร็จ บังคับให้เขาใช้ดาบบั่นคอตัวเอง
โซนาตาและโรมิเอลสบตากัน ทั้งคู่ต่างต้องการสงบศึกกันชั่วคราว เชอรีสซึ่งไม่ใช่สิ่งที่วิญญาณสามารถต่อสู้ได้ ตอนนี้เธอกระโจนแค่ไม่กี่ครั้งก็หายลับไปจากสายตาของทั้งโซนาตาและโรมิเอล
“แบล็คเฟลม” ดีวานร่ายเวทเพลิงดำใส่พวกวิญญาณ เขาเองก็ไม่แน่ใจว่ามันจะได้ผลจนกระทั่งไฟนั้นลุกติดขึ้นบนดวงวิญญาณตนหนึ่ง และจากนั้นจึงลามต่อไปยังพวกวิญญาณตนอื่น
“เวทมนตร์แสงก็ใช้ได้ผล” พาลาดินรายหนึ่งตะโกนอย่างลิงโลด เขาเองเพิ่งจัดการวิญญาณไปได้ตนหนึ่ง
ทุกคนที่สามารถใช้เวทมนตร์ธาตุแสงได้สติกลับมา พวกเขาเริ่มโต้กลับ
สถานการณ์ที่วุ่นวายและยากจะควบคุม กลับมาสู่สภาพปกติอีกครั้ง วิญญาณร้ายถูกทำลายจนหมดสิ้น ระดับน้ำที่เคยเจิ่งนองลดลงไปจนพื้นแทบแห้งผาก ที่สำคัญปีศาจลึกลับผู้ใช้ร่มจากไปโดยที่ไม่มีใครแม้กระทั่งโซนาตาที่รู้ตัวถึงจังหวะที่เขาจากไป แต่โซนาตาแน่ใจว่าเขาต้องได้พบกันอีกครั้งอย่างแน่นอน ฝ่ายนั้นดูเหมือนต้องการจัดการกับเชอรีส
ขณะที่ทุกคนโล่งใจและเข้าใจว่าเรื่องวุ่นวายในหมู่บ้านนี้ได้จบลงแล้ว พวกเขาต้องตกใจเมื่อเห็นดวงวิญญาณอีกดวงปรากฏขึ้น แต่ก่อนที่ทุกคนจะจัดการกับวิญญาณตนดังกล่าว วิญญาณดวงนั้นก็รีบทำท่าทางบ่งบอกว่าเธอมาอย่างมิตร ไม่ใช่ศัตรู
“ข้าชื่อมาริโซล ไม่ต้องกังวล ข้าไม่มีเจตนาร้าย” เธอเพียงแค่อยากขอบคุณพวกโซนาตาที่ไล่เชอรีสไป รวมทั้งช่วยปลดปล่อยวิญญาณแค้นของคนทั้งหมู่บ้าน
“เธอคือเรวาเรนท์งั้นเหรอ” เวเนแสดงท่าทางไม่ไว้ใจ วิญญาณตนนี้ไม่เหมือนอันเดดตนอื่น ดูคล้ายกับว่าเป็นวิญญาณของมนุษย์ธรรมดา
“ข้าไม่รู้ว่าพวกท่านเคยมีปัญญาอะไรกับเรวาเรนท์ แต่เรวาเรนท์แบ่งเป็นหลายกลุ่ม ลอสวิลล์ ที่นี่ไม่เคยโจมตีใครก่อน”
“พอละๆ รู้เรื่องว่าไม่ต้องสู้อีกแล้ว” โซนาตาโบกไม้โบกมือห้ามหลาย ๆ คนที่ตั้งท่าเตรียมบู๊ เขาพยักพเยิดหน้าไปที่วิญญาณสาว “เธอออกมาเพราะมีอะไรอยากจะพูดใช่ไหม รีบพูดมาเถอะ”
มาริโซลพยักหน้า เธอขอบคุณพวกโซนาตาอีกครั้ง และเริ่มเล่าเรื่องที่เธอรู้มา
เล่าย้อนไปถึงเมื่อหลายพันปีก่อน สมัยที่เนเธอร์เวิลด์ยังมีสมดุลมากกว่านี้ อาณาจักรโคลดาเรียที่อยู่ทางตอนเหนือถูกปกครองโดยฟาซาเบล ปีศาจจิ้งจอกที่แข็งแกร่งที่สุดที่เคยมีมา แต่แล้วการตายของฟาซาเบลและเหล่าราชาปีศาจตนอื่นในสงครามกับมนุษย์ก็ทำให้สมดุลพังทลาย ปีศาจจิ้งจอกน้ำแข็งเซลซารอส ฟริกัสโตขึ้นมาเป็นใหญ่แทนและได้ขยายอำนาจออกไปจนทั่ว
เซลซารอสรู้ดีว่าอำนาจของตนนั้นเทียบไม่ได้กับฟาซาเบล เขาจึงสรรหาวิธีการมากมายเพื่อยกระดับตัวเอง จนเมื่อหลายร้อยปีก่อน เขาได้พบกับสตรีผู้ที่สามารถทำให้ความฝันของเขาเป็นจริงได้ เธอคือปีศาจจิ้งจอกที่มีเส้นขนทั่วกายเป็นสีทอง
“บรรพบุรุษของเชอรีส” โซนาตาพึมพำ
“ข้าเองไม่รู้ว่าเธอมีพลังอะไรซ่อนอยู่ แต่เซลซารอสเชื่อว่าถ้าได้ซีรินมาอยู่ข้างกาย เขาจะครอบครองทั้งเนเธอร์เวิลด์และโลกได้ง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ”
เรื่องหลังจากนั้นโซนาตาเคยได้ยินจากปากเชอรีสแล้ว ซีรินหนีการหมั้นหมายขึ้นไปบนโลกมนุษย์ และที่นั่นเธอได้พบกับเจ้าชายของเอเทเซียและตกร่องปล่องชิ้นแต่งงานกัน จนเวลาผ่านมาหลายร้อยปี ทายาทคนปัจจุบันที่เหลืออยู่มีเพียงเชอรีสเท่านั้น และเธอก็มีพลังทัดเทียมกับบรรพบุรุษอีกด้วย
“เธอคิดว่าเชอรีสมีพลังที่เซลซารอสต้องการใช่ไหม”
“ข้าไม่รู้ว่าเธอมีพลังนั้นจริงหรือไม่ แต่ข่าวลือแพร่ไปทั่ว และมีหลายคนที่เชื่อ ทั้งโคลดาเรียที่อยากได้ตัวเธอ ทั้งศัตรูที่อยากกำจัดเธอทิ้งก่อนที่จะมีใครได้ตัวเธอไป ผู้หญิงคนนั้นกำลังดึงดูดหายนะมาหาตัวเธอเอง มาสู่ทุกที่ที่เธอไป”
“นี่มันเรื่องใหญ่กว่าที่คิดไว้” เจเนวีฟถอนหายใจแทบจะพร้อมกันกับเวเน เธอหวั่นใจว่าเรื่องนี้จะใหญ่โตยิ่งกว่าสงครามระหว่างเอเทเซียและเรวาเรนท์ซะอีก
“ไม่ต้องไปคิดอะไรให้วุ่นวาย เป้าหมายของเราก็ยังเหมือนเดิม รีบชิงตัวเธอกลับก่อนที่ปีศาจตนอื่นจะเข้ามายุ่งก็พอ” ดีวานออกความเห็นซึ่งทุกคนเห็นพ้องกัน
“ถ้าพวกท่านต้องผ่านขึ้นเหนือ จะต้องผ่านหมู่บ้านของเรวาเรนท์อีกหลายแห่ง ต้องระวังกองทัพของเนรอสให้ดี” นั่นคือคำเตือนสุดท้ายของมาริโซล
“เนรอส” เจเนวีฟที่หน้าซีดอยู่แล้วยิ่งซีดเซียวลงกว่าเดิม เธอเคยได้ยินชื่อเมืองนี้จากแม่บุญธรรม มันคือเมืองหลวงที่แท้จริงของเรวาเรนท์และเป็นที่อยู่ของจักรพรรดิแวมไพร์ตัวจริงด้วย เธอได้แต่ภาวนาว่าจะไม่ต้องไปเกี่ยวข้องอะไรกับพวกเรวาเรนท์มากไปกว่านี้
ไม่ได้มีแค่ด้านของโซนาตาที่เกิดการเผชิญหน้ากับศัตรูที่ร้ายกาจ ด้านของด็อกมาเองก็เกิดเรื่องขึ้นเช่นกัน
อลินารู้สึกหงุดหงิดมาหลายวันแล้ว เธอจับสัมผัสได้ว่ากำลังถูกจับตามองอยู่แต่กลับหาที่มาของผู้เฝ้ามองปริศนาไม่ได้ แถมกาเรนยิ่งยั่วโมโหเธอขึ้นอีกเพราะนอกจากจะไม่สนใจที่เธอเตือนแล้ว เขายังใช้เวลาทั้งหมดไปกับการตามจีบคนนั้นทีคนนี้ที
“ดอกไม้นี่มาจากไหน” เมลิสซาจากกลุ่มอีลิทไฟว์มองดอกไม้หน้าตาประหลาดที่ถูกวางไว้บนโต๊ะประจำตัวเธอในโรงงานประกอบยาน ดอกไม้เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยเห็นได้บ่อยในเนเธอร์เวิลด์ เธอจึงคิดว่ามีใครกำลังแกล้งเธออยู่
หญิงสาววางมือลงบนดอกไม้อย่างระแวดระวัง พอแน่ใจว่าดอกไม้คือดอกไม้ ไม่ได้จู่โจมเธอ เธอจึงใช้พลังจิตที่เรียกว่าไซโคเมทรีอ่านความทรงจำที่ตกค้างอยู่ในสิ่งของ เธอเห็นกาเรนเอาดอกไม้นี้ไปมอบให้ด็อกเตอร์พัค มินอาแต่ถูกอีกฝ่ายทิ้งต่อหน้าอย่างไม่ไยดี เขาจึงนำมาให้กับเธอแทน
“ไอ้ท่านกาเรน…”
เมลิสซาไม่รอช้ารีบไปฟ้องอลินาในทันที แล้วก็ได้ผล อลินาเรียกรวมตัวไซเลนเซอร์ซึ่งกาเรนก็มาเข้าประชุมด้วยโดยไม่รู้เรื่องรู้ราวว่าเป้าหมายหลักในการเรียกมาครั้งนี้ก็คือการจัดการกับเขา
…ไม่กี่วินาทีต่อมา ร่างของเขาอยู่ในสภาพหัวทิ่มลงไปในถังขยะใบโต
“ฉันบอกแล้วไง! พวกเราโดนจับตาดูจริง ๆ” อลินาไม่รู้ว่าพูดแบบนี้ครั้งที่เท่าไหร่แล้ว
“บอกแล้วไงว่าเชื่อ แต่ถ้าอีกฝ่ายคือร็อบ โอลด์จริง เราก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี” เคสเทรลพยายามไม่เหล่ตามองไปที่ทางกาเรนซึ่งพยายามดิ้นรนออกมาจากถังขยะ ท่าทีการพูดของเขาเหมือนไม่ยี่หระเรื่องมีคนเฝ้ามอง เพราะเขาคิดว่าถ้าอีกฝ่ายโผล่มาต่อหน้าเขาก็น่าจะหาวิธีอะไรจัดการได้
“ถ้าหมอนั่นบุกเข้ามาเมื่อไหร่ ฉันนี่แหละจะปกป้องทุกคนเอง” กาเรนหาทางหลุดออกมาจากถังขยะได้ เขาเก็กหน้าหล่อทั้งที่ยังมีเศษอะไรสักอย่างติดอยู่บนหัว