Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 416 ความรู้สึกที่มิได้สูญเสียนางไปมันช่างสุขใจยิ่งนัก
- Home
- Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
- ตอนที่ 416 ความรู้สึกที่มิได้สูญเสียนางไปมันช่างสุขใจยิ่งนัก
โอวหยงตายแล้ว และได้เจ็บปวดอย่างมากก่อนตาย เป็นเพราะ
ระดับการบ่มเพาะของเขานั้นสูง สายฟ้าปีศาจแห่งโลหิตทำลายล้างจึงมิ
อาจที่จะสังหารเขาได้ในทันที แต่มันก็หมายถึงความเจ็บปวดก่อนตายที่
ยาวนานขึ้น ไม่ว่าอย่างไรสุดท้ายเขาก็เป็นได้เพียงศพที่เหี่ยวแห้ง
สายฟ้าปีศาจแห่งโลหิตทำลายล้างกู่ร้องและกลับมายังแขนหลินหมิง
และรวบกลับไปเป็นจิตวิญญาณสายฟ้าปีศาจศักดิ์สิทธิ์เช่นเดิม
ฉินเหยาอ้าปากค้าง ช่างเป็นการสังหารที่น่าขนลุกยิ่งนัก นี่ย่อมมิใช่
วิถีทางแห่งคุณธรรม
หลินหมิงหันกลับไปมองนาง ฉินเหยาสะดุ้ง ก่อนที่จะรู้ตัว มือของ
นางก็ชุ่มไปด้วยเหงื่อเรียบร้อยแล้ว
“ขอบคุณยิ่งนัก” หลินหมิงได้เห็นเมื่อก่อนหน้านี้เมื่อฉินเหยาได้ช่วย
ฉินซิงเซวียนเอาไว้ เขาคิดว่าฉินเหยานั้นคงได้ดูแลฉินซิงเซวียนเช่นนี้เสมอ
มา มิเช่นนั้น ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ มันคงเป็นไปมิได้ที่ฉินซิงเซวียนจะ
รอดมาได้จนถึงตอนนี้ หากมิได้นางช่วยเอาไว้มาตลอด
“นี่สำหรับท่าน” หลินหมิงหยิบเอาโอสถ 2 ขวดออกมาจากแหวน
มิติ
เมื่อตอนที่หลินหมิงได้เอาแหวนมิติของเหล่ยมู่ไป่มา นอกจากหอก
ง้าวโลหิตล้างผลาญและแผ่นหยกเคล็ดบ่มเพาะปีศาจบรรพกาลแล้วนั้น
ยังมีโอสถและสมบัติล้ำค่าอยู่มากมาย โอสถบางอย่างล้ำค่ายิ่งกว่าโอสถ
เปิดทางสวรรค์เสียอีก
หลินหมิงมิได้ตระหนี่ เขาเอาขวดโอสถสมดุลพลังต้นกำเนิดและขวด
โอสถโอสถจิตวิญญาณปฐพี ทั้งสองโอสถนี้เป็นโอสถปาฏิหาริย์ที่ใช้ปรับ
สภาพของนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าและนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้า มันมี
ความสามารถในการทำให้การบ่มเพาะเสถียร สามารถที่จะสร้างและ
ปรับแต่งปราณแท้ภายในร่างของคนผู้นั้นได้อีกด้วย
มันอาจจะเรียกได้ว่าคือการเสริมความแข็งแกร่งให้กับผู้หนึ่งโดยการ
สร้างความเสถียรให้กับการบ่มเพาะมากขึ้นเรื่อยๆ การบ่มเพาะของ
หลินหมิงนั้นเสถียรเป็นอย่างยิ่งแล้ว เช่นนั้นโอสถทั้งสองอย่างนี้จึงไร้
ประโยชน์สำหรับเขา
โอสถที่สามารถสร้างความเสถียรให้กับการบ่มเพาะนั้นล้ำค่ายิ่งกว่า
โอสถที่สามารถเพิ่มพูนการบ่มเพาะ โอสถจิตวิญญาณปฐพี 2 เม็ด
เทียบเท่ากับโอสถเปิดทางสวรรค์ 1 เม็ด สำหรับโอสถสมดุลพลังต้น
กำเนิด 1 เม็ดล้ำค่ายิ่งกว่าโอสถเปิดทางสวรรค์ 1 เม็ดเสียอีก!
เพียงช่วงลมหายใจเดียว หลินหมิงก็ได้ให้โอสถสมดุลพลังต้นกำเนิด
และโอสถจิตวิญญาณปฐพีที่ล้ำค่ากับผู้อื่น
ฉินเหยารับเอาโอสถทั้งสองมา หลังจากที่สูดดมกลิ่นที่แผ่ออกมา
นางก็ตกตะลึง “พวกมันคือ…. โอสถจิตวิญญาณปฐพีหรือ!?”
สำหรับฉินเหยา โอสถจิตวิญญาณปฐพีเป็นเพียงแค่ตำนาน ภายใน
หุบเขาเจ็ดแก่นแท้นั้น มีเพียงศิษย์สายตรงเช่นเจียงเป่าอวิ้น ฉินหวู่ซิน
และตัวตนอื่นๆเช่นนี้เท่านั้นจึงจะได้รับโอสถจิตวิญญาณปฐพี 1-2 เม็ด
เมื่อพวกเขาสามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณต้นฟ้าเพื่อที่จะได้ช่วยให้การบ่ม
เพาะของพวกเขาเสถียรนั้นเอง
แต่หลินหมิงนั้นมีอยู่ในครอบครองถึง 8 เม็ด!
โอสถจิตวิญญาณปฐพี 2 เม็ดเทียบเท่ากับโอสถเปิดทางสวรรค์ 1
เม็ด!
สำหรับนักสู้จากหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ นี่เป็นโอสถที่แพงจนทำให้ทุกคน
ต้องมึนงง นางจะกล้าใช้มันได้อย่างไร?
ในเมื่อนางได้โอสถจิตวิญญาณปฐพีมา นางอาจจะใช้มันแลกเปลี่ยน
กับโอสถเปิดทางสวรรค์ ถึงแม้โอสถจิตวิญญาณปฐพีจะส่งผลอย่างมาก
ผลที่คล้ายกันก็จะขึ้นอยู่ความหมั่นเพียรของคนผู้นั้นใช้ระยะเวลาที่
ยาวนานอีกด้วย
แต่โอสถเปิดทางสวรรค์นั้นแตกต่างออกไป หากปราศจากโอสถ
เปิดทางสวรรค์แล้วนั้น ไม่ว่าคนผู้นั้นจะหมั่นเพียรเพียงใด มันก็เป็นไป
มิได้ที่พวกเขาจะสามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณปลายฟ้าได้
ฉะนั้นสำหรับศิษย์ของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ โอสถจิตวิญญาณปฐพีเป็น
เสมือนเนื้ออร่อยและมีคุณค่าของสัตว์อสูรดุร้าย ที่อร่อยและมีคุณค่าไม่
เหมาะกับคนยากจน คนยากจนนั้นไม่ควรที่จะกินเนื้อชั้นดีเช่นนี้ พวกเขา
อาจจะนำมันไปแลกเป็นข้าวหลายกระสอบจะดีกว่า ซึ่งจะมีประโยชน์
สำหรับพวกเขามากกว่านั่นเอง
“ข้า…” ฉินเหยานั้นมิรู้ว่าจะกล่าวสิ่งใดออกไปดี นางรู้จักโอสถจิต
วิญญาณปฐพี แต่นางมิเคยรู้จักโอสถสมดุลพลังต้นกำเนิดมาก่อน แต่จาก
การได้เห็นพลังต้นกำเนิดสวรรค์และปฐพีที่อัดแน่นภายในโอสถสมดุล
พลังต้นกำเนิด นางก็เดาว่ามันล้ำค่ายิ่งกว่าโอสถจิตวิญญาณปฐพีเสียอีก
ความจริงแล้ว 1-2 โอสถเปิดทางสวรรค์มันก็มากพอสำหรับนางแล้ว
เหตุผลที่นางยอมเสี่ยงชีวิตมายังเกาะปีศาจโลหิตแห่งนี้ ก็เพื่อที่จะได้เอา
หินลมปราณแท้ระดับกลางไปแลกเปลี่ยนกับโอสถเปิดทางสวรรค์ สำหรับ
โอสถจิตวิญญาณปฐพี มันเป็นเพียงสมบัติที่ฟุ่มเฟือยสำหรับนาง
หลินหมิงสามารถที่จะเดาได้ว่าฉินเหยานั้นกำลังคิดสิ่งใดอยู่ เขาจึง
ยิ้มและกล่าวว่า “โอสถจิตวิญญาณปฐพีนี้สำหรับให้ท่านกลืนกินลงไป
ปราณแท้ภายในร่างของท่านค่อนข้างยุ่งเหยิง และการบ่มเพาะของท่านก็
ไม่เสถียร มิเช่นนั้นเพียงปีศาจโลหิตไม่กี่ตนคงไม่อาจที่จะทำอันใดท่านได้
ด้วยสภาพของท่านในปัจจุบันมันยากที่จะทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณปลายฟ้า
หากท่านกินโอสถจิตวิญญาณปฐพีลงไป การบ่มเพาะของท่านก็จะเสถียร
และมีโอกาสมากขึ้น สำหรับโอสถสมดุลพลังต้นกำเนิด หากมีถึง 3 เม็ด
จะสามารถแลกเปลี่ยนเป็นโอสถเปิดทางสวรรค์ได้อย่างน้อย 3 เม็ด
เมื่อใดที่การบ่มเพาะของท่านเสถียรขึ้นมา เพียงแค่โอสถเปิดทางสวรรค์
2-3 เม็ด ก็มากพอที่จะทำให้ท่านทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณปลายฟ้าแล้ว!”
โอสถสมดุลพลังต้นกำเนิด 3 เม็ด จะสามารถแลกเปลี่ยนเป็นโอสถ
เปิดทางสวรรค์ได้อย่างน้อย 3 เม็ดเช่นนั้นหรือ?
ฉินเหยาตกตะลึง
ในตอนนี้เอง ฉินจื่อหยาจึงหัวเราะและกล่าวว่า “ฉินเหยา โอสถ
สมดุลพลังต้นกำเนิดนั้นสำหรับนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าใช้ มันมีระดับ
เหนือว่าโอสถเปิดทางสวรรค์ ข้าสามารถที่จะขอให้ท่านเจ้าสำนักช่วยเจ้า
แลกเปลี่ยนได้ ผู้อาวุโสหลายคนของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้คงยินดีที่จะ
แลกเปลี่ยนเป็นอย่างยิ่งแน่”
ฉินจื่อหยาเป็นผู้อาวุโสของแผนกพิณ หากเขาช่วยนางแลกเปลี่ยน
เช่นนั้นนางก็จะมิต้องกลัวว่าตนจะโดนปล้น และยังจะปลอดภัยกว่าด้วย
ฉินจื่อหยามิได้มีโอสถเปิดทางสวรรค์ เช่นนั้นเขาคงจะยินดีแลกเปลี่ยนกับ
นางแล้ว สำหรับนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้านั้นโอสถเปิดทางสวรรค์ไร้
ประโยชน์ แต่โอสถสมดุลพลังต้นกำเนิดสามารถที่จะทำให้การบ่มเพาะ
ของพวกเขาแข็งแกร่งขึ้นได้
ฉินเหยาตื่นเต้นจนพูดอะไรไม่ออกมา นางกุมหน้าอกขณะที่หายใจ
อย่างยากลำบากด้วยความตื่นเต้น ทุกอย่างที่เกิดขึ้นราวกับเป็นความฝัน
สำหรับนาง!
ขั้นปราณปลายฟ้า! นางได้ตัดสินใจมานานแล้วว่าจะทำทุกอย่าง
จนกว่าจะไปถึงเป้าหมายนี้ แต่ถึงกระนั้น นางก็ได้ตระหนักว่า เป้าหมาย
ของนางช่างห่างไกลยิ่งนัก!
ขณะที่หลินหมิงมองดูสีหน้าตื่นเต้นของฉินเหยา เขาช่วยไม่ได้ที่จะ
ถอนหายใจด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย เขาเข้าใจถึงอารมณ์ของนางเป็น
อย่างดีในตอนนี้ ในอาณาจักรลิขิตฟ้า มีนักสู้มากมายที่ตั้งความหวังใน
ชีวิตไว้ว่าจะทะลวงเข้าสู่ขั้นผสานชีพจรให้ได้ สำหรับพวกเขา นักสู้ขั้น
ปราณปลายฟ้านั้นเป็นเสมือนเทพโบราณในตำนาน
แต่ในตอนนี้ ขวดโอสถทั้งสองที่สามารถสร้างนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้า
ขึ้นมาได้ และความใฝ่ฝันตลอดชีวิตของศิษย์สำนักระดับ 3 ก็กลายเป็น
สมปรารถนา
อาจกล่าวได้ว่าความไม่เสมอภาคในโลกนี้นั้นแตกต่างกันอย่างยิ่ง
หากสิ่งมีชีวิตอื่นราวกับเป็นเพียงมด สำหรับบางคนที่เชื่อว่าตนนั้นอยู่
เหนือผู้อื่นก็ยังเป็นเพียงแค่มดตัวใหญ่สำหรับหลินหมิงเท่านั้น
เส้นทางของหลินหมิงนั้นยังอีกยาวไกลอย่างยิ่ง
“แม่นางฉินเหยา ได้โปรดอย่าได้กระจายข่าวที่ข้ายังมีชีวิตออกไป”
“ข้า… ข้าเข้าใจ” ฉินเหยาผงกศีรษะ ถึงแม้นางพยายามที่จะสงบใจ
ตนเอง แต่เสียงของนางก็ยังคงสั่นอยู่ดี
หลินหมิงยิ้ม จากนั้นก็โค้งตัวลงมาและอุ้มเอาฉินซิงเซวียนที่กำลัง
หลับอยู่
ขณะที่เขาเก็บซ่อนจิตสังหารเอาไว้ชั่วคราว หลินหมิงก็ได้หาที่สงบๆ
ในเกาะปีศาจโลหิต และทำเตียงที่ทำจากหญ้าและเสื้อผ้า และวางฉินซิง
เซวียนลงไปให้นางได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
เมื่อใดที่ฉินซิงเซวียนดีขึ้นแล้ว เขาก็จะได้สงบใจลงได้เสียทีและจะไป
เยี่ยมหุบเขาเจ็ดแก่นแท้เสียหน่อย
ฉินซิงเซวียนพักผ่อนอยู่ 2 วันเต็ม ในช่วงเวลานั้น ฉินจื่อหยาคอยอยู่
ใกล้ๆ ในสองวันมานี้ ฉินจื่อหยาได้สนทนากับฉินเหยา ทั้งสองราวกับเป็น
ขนของนก ฉินจื่อหยานั้นมีพรสวรรค์ที่สูงมากอยู่แล้ว แต่เพียงแค่เริ่มบ่ม
เพาะช้าไปเท่านั้นเอง ซึ่งเป็นการพลาดโอกาสทองในช่วงรุ่นเยาว์ของชีวิต
แต่เขาก็ได้มีความรู้ที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับเคล็ดบ่มเพาะของแผนกพิณ และเขา
ยังเข้าใจในความซับซ้อนของหัวใจแห่งพิณอีกด้วย หลังจากที่เขาและฉิน
เหยาสนทนากันมา 2 วัน ฉินเหยาก็เป็นผู้ได้ประโยชน์อย่างมากจากการ
สนทนาในครั้งนี้
2 วันผ่านไปอย่างสงบ หลินหมิงได้วางค่ายกลอย่างง่ายเอาไว้
โดยรอบ เพราะเจ้าเพลิงประกายนั้นค่อนข้างสะดุดตาเป็นอย่างมาก
ถึงแม้พวกเขาจะซ่อนอยู่ในถ้ำและมิได้เกรงกลัวปีศาจโลหิต แต่เขาก็กลัว
ว่าหากมีการต่อสู้ขึ้นจะเป็นการรบกวนการพักผ่อนของฉินซิงเซวียน
………….
ฉินซิงเซวียนหลับอย่างสบาย สีหน้าเต็มไปด้วยความสงบ ใบหน้า
แดงระเรื่ออย่างมีเสน่ห์ ราวกับผิวเด็ก
บางครั้งนางขมวดคิ้ว และมีความตื่นตระหนก อาการเช่นนี้น่าจะ
เป็นเพราะสิ่งต่างๆที่นางได้พบเจอมาในหลายวันที่ผ่านมานี้ หลินหมิงได้
เสียชีวิต ตระกูลฉินของนางใกล้ล่มสลายเพราะงูพิษเช่นโอวหยางปั่วเยี่ยน
และยังอันตรายบนเกาะปีศาจโลหิต สิ่งต่างๆเหล่านั้นคือฝันร้ายของนาง
กดดันนาง ทำให้ยากที่จะหายใจ
เมื่อใดที่หลินหมิงมองเห็นฉินซิงเซวียนเป็นเช่นนี้ เขาทำได้เพียงแค่
เป็นห่วงและเกิดความกังวล เขาก็จะกุมมือของนางไว้ หวังว่ามันจะช่วย
ให้นางรู้สึกสบายใจ…
การกระทำเช่นนี้ราวกับปาฏิหาริย์ เมื่อใดที่หลินหมิงกุมมือของนาง
ฉินซิงเซวียนก็จะสงบลงได้เสมอ และบางครั้งนางก็มีรอยยิ้มที่มุมปาก
อย่างมีความสุขปรากฏออกมา
ถ้ำนี้ค่อนข้างเย็น ความชื้นก่อตัวที่ด้านบนของถ้ำ กลายเป็นหยดน้ำ
ใส มันมีขนาดใหญ่พอที่จะทำให้เมื่อหยดลงมาจะมีเสียงใสดังก้องไปทั่วถ้ำ
อย่างไรก็ตามฉินซิงเซวียนมิได้รู้สึกหนาว เพราะปราณโลหิตของวิหค
เพลิงที่อยู่ในร่างของนาง ทำให้โลหิตชีวิตของนางราวกับมีเตาไฟอยู่
ภายในร่าง บางครั้งนางก็เหงื่อตก นางมักจะดึงผ้าห่มออกโดยไม่รู้ตัวและ
แม้แต่ดึงเสื้อผ้าด้วยเช่นกัน
เมื่อเป็นเช่นนี้หลินหมิงทำได้เพียงเขินอายและดึงชุดของฉินซิงเซวียน
ให้อยู่แบบเดิม รอคอยให้ปราณโลหิตของวิหคเพลิงซึมเข้าไปในไขกระดูก
และผสานเข้ากับนางอย่างสมบูรณ์
เวลาดูเหมือนเดินค่อนข้างช้า เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ผ่านไปอีกเพียง 1 วัน
ตอนนี้เป็นเวลากลางคืน ดวงจันทร์สาดแสงส่องสว่างอยู่บนฟากฟ้า
ยามค่ำคืน เป็นเพราะว่าหมอกสีแดงไม่เคยหมดไปจากเกาะปีศาจโลหิต
แสงจันทร์จึงกลายเป็นสีแดง แต่มันกลับค่อนข้างงดงามอย่างยิ่ง
ฉินซิงเซวียนสงบลงอย่างสมบูรณ์แล้ว ใบหน้าที่แดงระเรื่อก็จาง
หายไป
สายเลือดเปลี่ยนแปลงเสร็จสมบูรณ์อย่างเงียบๆ
น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงมาจากหางตาของฉินซิงเซวียน ภายในดวง
จันทร์สีแดงที่สาดส่องลงมา มันราวกับพลังแห่งสีโลหิตซ่อนอยู่ในท้องฟ้า
ยามค่ำคืน มันยิ่งทำให้รู้สึกปวดใจ
ขณะที่หยดน้ำตาไหลลงมาบนแก้มของนาง มันก็ถูกเช็ดออกโดยนิ้ว
มือ หลินหมิงเช็ดมันอย่างอ่อนโยน เต็มไปด้วยความเศร้า
ในตอนนี้เอง ฉินซิงเซวียนไอออกมา สีหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
และจากนั้น… นางก็ลืมตาขึ้นมา
ขณะที่วิสัยทัศน์ที่พร่ามัวของนางกลายเป็นชัดเจนขึ้น นางก็มองเห็น
ใบหน้าของหลินหมิง
นางก็ตกตะลึงในทันที
ใน 2 วันที่ผ่านมานางได้พบกับฝันที่แสนหวานและฝันที่แสนโหดร้าย
ในตอนนี้ นางพบว่ายากที่จะแยกว่าสิ่งใดคือความจริงหรือความฝัน ใน
ความฝันเหล่านั้น นางจำได้ว่าก่อนที่นางจะตาย นางได้เห็นหลินหมิงขี่
วิหคเพลิงมาหานาง ฉากนี้ปรากฏอยู่ในความฝันของนางครั้งแล้วครั้งเล่า
แต่ในความฝันนางก็มิได้รู้ว่าหลินหมิงตายไปแล้วหรือมีชีวิตอยู่จริงๆ
ในตอนที่นางได้ตื่นขึ้นมา นางคิดว่าจะกลายเป็นเพียงผู้หญิงคนนึ
งที่อยู่ในโลกแห่งความตายอันแสนอ้างว้างและมืดมิด แต่สิ่งที่นางพบเห็น
กลับเป็นหลินหมิงที่นั่งอยู่ด้านข้างของนาง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วย
รอยยิ้มที่อ่อนโยน
ในตอนนี้ น้ำตาของฉินซิงเซวียนไม่อาจที่จะหยุดไหลได้อีกต่อไป นาง
โผเข้าหาอ้อมแขนของหลินหมิง ร้องไห้สะอึกสะอื้น
นางกุมมือของหลินหมิงเอาไว้แน่น นางกลัวว่าหากปล่อยมือ นางจะ
สูญเสียเขาไป
“ไม่เป็นอะไรแล้ว ทุกอย่างจะต้องไม่เป็นอะไร ข้าอยู่เคียงข้างเจ้า
แล้ว” หลินหมิงลูบหลังของฉินซิงเซวียนอย่างอ่อนโยน หัวใจของเขาเต็ม
ไปด้วยอารมณ์ ความรู้สึกที่มิได้สูญเสียนางไปมันช่างสุขใจยิ่งนัก
ฉินซิงเซวียนโอบกอดหลินหมิง นางยังคงร้องไห้โดยปราศจากคำพูด
ใดๆ ความคับแค้นใจทั้งหมด ความอยุติธรรมและความทุกข์ทรมานที่นาง
เก็บไว้ในใจ ตอนนี้มันได้ละลายหายไปเหมือนหิมะภายใต้ดวงอาทิตย์ฤดู
ร้อน
ทันใดนั้นฉินซิงเซวียนรู้สึกว่าชีวิตของนางมิอาจแยกขาดจากหลินห
มิงได้ แม้ว่าระหว่างพวกเขาจะต่างสถานะกัน นางก็จะใช้ทุกอย่างที่มีเพื่อ
คอยเกื้อหนุนเขา กระทั่งเป็นแมลงเม่าบินเข้ากองไฟนางก็ยอม…
ด้วยกลิ่นและเรือนร่างอันงดงามของฉินซิงเซวียนแนบชิดร่างกาย
ของเขา หลินหมิงก็สุขใจไปกับช่วงเวลานี้ด้วยหัวใจที่เต้นแรง หลังจาก
ผ่านไปนาน ฉินซิงเซวียนก็กล่าวขึ้น “อืม…ข้าหิว…”
หลังจากที่มิได้กินอะไรมา 3 วัน ฉินซิงเซวียนก็ย่อมหิวโหย