Mom in the 70's ทะลุมิติมาเป็นคุณแม่ของเจ้าหัวผักกาดน้อยในยุค70 - ตอนที่ 12 : ยายของตูตูกับไคไค
- Home
- Mom in the 70's ทะลุมิติมาเป็นคุณแม่ของเจ้าหัวผักกาดน้อยในยุค70
- ตอนที่ 12 : ยายของตูตูกับไคไค
“ซีอิน ซีอินอยู่รึเปล่า” เสียงเรียกอยู่หน้าบ้านทำให้ตูตู
กับไคไคที่นั่งรอแม่อาบน้ำอยู่หันไปมองทันที
“ใครเยียกแม่อ่ะ” ตูตูถามขึ้น
“ไม่ยู้ไปดูไหม” ไคไคเองก็ไม่รู้แต่เขาจำได้ว่าไม่ใช่เสียง
ย่าของพวกเขาแน่นอน
“อื้มม” เด็กๆ ไถลตัวลงจากเก้าอี้ในห้องครัวก่อนเดิน
ออกไปนอกบ้าน
เพราะตอนเช้าซีอินจะออกกำลังกายจนเหงื่อชุ่มจึงต้อง
อาบน้ำเพื่อให้สบายตัว และตอนนี้เธอก็อาบน้ำอยู่จึงมีเพียง
เด็ก ๆ ที่สามารถไปเปิดประตูได้ แต่เพราะแม่เคยบอกพวกเขา
ไว้ว่าอย่าเปิดประตูให้คนไม่รู้จัก เพราะอาจเจอคนไม่ดีเอาได้
เจ้าหัวผักกาดทั้งสองเลยมายืนมองรั้วบ้านกันอยู่สองคนก่อนที่
ตูตูจะถามออกไป
“ใครมาคับ” เสียงน่ารักเอ่ยถามออกไปจนคนที่มาหา
ได้ยินชัดเจน
“เสียงนี้คงเป็นหลาน ๆ สินะ นี่ยายเอง” คุณแม่หลิน
เองก็รีบตอบกลับไป เธอไม่ได้เจอหลาน ๆ มานานแล้วอีกทั้ง
ตอนที่เจอก็เป็นตอนที่เด็ก ๆ ยังเล็กมากไม่รู้จะจำยายคนนี้กัน
ได้หรือเปล่า
“ยายคือใครคับ” ตูตูยังคงถามต่อไปไม่หยุด
“ยายก็คือยายไงเปิดประตูให้ยายหน่อยเร็วตูตู ไคไค”
คุณแม่หลินก็ร้อนใจคิดว่าลูกสาวตัวเองปล่อยให้เจ้าแฝดอยู่
กันเองอย่างที่เคยชอบทำอีกแล้วหรือเปล่า
“โฮ๊ะ!! ยู้จักตูตูกับไคไคโด้ยย” ตูตูตาโตหันไปพูดกับ
น้องชาย
“ยายคือใครคับ” ส่วนไคไคก็พยักหน้าให้พี่ชาย แล้ว
ถามกลับประโยคที่พี่ชายเคยถามไปแล้วอีกครั้ง
“ยายก็คือแม่ของแม่ตูตูกับไคไคยังไงล่ะ”
“แม่ของแม่หยอ” ตูตูหันมาพูดกับน้องชายเหมือน
ปรึกษากัน
“อื้มมแม่มีแม่ด้วย” ไคไคเองก็ได้แต่พยักหน้าหงึกหงัก
กับพี่ชายเพราะเขาก็ไม่รู้เหมือนกัน ถ้าซีอินมาได้ยินคงไม่รู้จะ
หัวเราะหรือร้องไห้ดีและคงได้แต่บอกเจ้าสองแฝดว่า แม่ก็มีแม่
นะลูก
เด็กๆ ยังคงพูดคุยกันแบบกระซิบกระซาบกันต่อแต่ไม่
ยอมเปิดประตูสักที แต่เป็นการกระซิบที่เสียงดังไปสามบ้าน
แปดบ้าน จนคนเป็นยายที่ยืนรออยู่นอกรั่วได้ยินหมด กระทั่ง
ซีอินแต่งตัวเสร็จเดินออกมาตามเด็ก ๆ ถึงเห็นว่าเจ้าหัว
ผักกาดไปยืนคุยกันอยู่ตรงรั้วบ้าน
“ตูตู ไคไค ไปทำอะไรกันตรงนั้น” เสียงนุ่ม ๆ เอ่ยถาม
เด็ก ๆ จึงรีบหันกลับไปหาแม่ทันที
“แม่มีคนมา…บอกว่าชื่อยายคับ” ตูตูรีบพูดกับแม่
เหมือนจะรีบฟ้อง
“บอกว่าเป็นแม่ของแม่ด้วยคับ” ไคไคก็รีบบอกเหมือน
จะฟ้องด้วยเหมือนกัน
“ยายหรอ” ซีอินรีบเดินไปเปิดประตูรั้วออกก่อนจะพบ
ผู้หญิงวัยกลางคนที่อยู่ในความทรงจำของเธอ กำลังยืนหอบ
หิ้วของในมืออยู่
“แม่มาได้ยังไงคะ รีบเข้ามาก่อนค่ะ” ซีอินรีบเปิดประตู
รั้วบ้านให้กว้างขึ้นก่อนจะรีบเข้าไปรับของจากมือของคุณแม่
หลินมาช่วยถือ
“แม่ก็มาเยี่ยมแล้วก็เอาของมาให้แกกับหลาน ๆ แม่น่ะ
สิ แต่เด็ก ๆ ไม่ยอมเปิดประตูให้สักที ว่ายังไงหื้ม ตูตู ไคไคจำ
ยายไม่ได้กันใช่ไหม” คุณแม่หลินเอ่ยเมื่อเข้ามาในพื้นที่บ้าน
แล้วก็ยื่นมือไปลูบ ๆ หัวกลม ๆ น่ารักและเอ่ยพูดกับเด็ก ๆ
อย่างเอ็นดู
“ก็เมื่อก่อนเวลาแม่มาเยี่ยมทีไรก็เป็นตอนเจ้าแฝด
ออกไปทำงานแลกแต้มกัน ส่วนก่อนนี้ที่เคยเจอก็เป็นตอนที่ตู
ตูกับไคไคยังเล็กมากคงจำไม่ได้หรอกค่ะ ตูตู ไคไคนี่คุณยาย
ของลูกนะเป็นแม่ของแม่เองจ้ะ”
เป็นเพราะก่อนนี้ลูก ๆ ยังเล็กมากเธอคนเดิมจึงไม่เคย
คิดจะพาลูกไปบ้านเดิมเลย และแม่ของเธอก็ยุ่ง ๆ ต้องเลี้ยง
หลาน ๆ ที่เป็นลูกของพี่ชายเธอด้วย นาน ๆ ทีถึงจะมาเยี่ยม
สักทีจึงทำให้ไม่ค่อยได้เจอลูกๆ ของเธอ
“คุณยาย/คุณยาย” สองเสียงประสานกันอย่างน่ารัก
ยิ่งทำให้คนเป็นยายเอ็นดูมากเข้าไปอีก
“เด็กดีๆ”
“งั้นเดี๋ยวตูตูกับไคไคไปนั่งเล่นระบายสีกับเขียน
ตัวอักษรที่แม่สอนกันก่อนนะจ๊ะ แม่ขอคุยกับคุณยายของลูก
ก่อน”
“คับ/คับ” จากนั้นเด็ก ๆ ก็นั่งเล่นกันอยู่ในห้องนอน
ส่วนซีอินก็พาแม่หลินมานั่งที่ห้องครัวแทน
“แล้วนี่แกยังปล่อยให้ตูตูกับไคไคไปทำงานเก็บผักป่า
แลกแต้มอยู่อีกหรือเปล่า” คุณแม่หลินถามหลังจากที่นั่งลงบน
เก้าอี้เรียบร้อยแล้ว ก่อนนี่เคยมาพูดกับลูกสาวเรื่องนี้แล้วว่า
เจ้าแฝดยังเด็กเกินไปแต่ลูกสาวเธอคนนี้ก็ไม่เคยสนใจจะฟัง
เลย
“หนูไม่ได้ให้ไปทำแล้วค่ะแม่ ว่าแต่แม่เถอะมาหาถึงนี่มี
เรื่องอะไรหรือเปล่าคะนี่หนูก็คิดว่าจะเอาของไปให้ที่บ้านอยู่
เลย”
“แม่ก็มาเยี่ยมนั่นแหละ ชาวบ้านพูดกันไปทั่วว่าแกดู
เปลี่ยนไปแม่เลยมาดูให้เห็นกับตาน่ะซี่~” คุณแม่หลินพูดลาก
หางเสียงยาวไปสายตาก็กวาดมองลูกสาวไปด้วย รู้สึกว่า
เปลี่ยนไปจริง ๆ ทั้งภายนอกที่ดูสะอาดหน้าตาผมเผ้ามองแล้ว
สบายตาขึ้น แล้วเหมือนจะผอมลงนิดหน่อย ทั้งการพูดจาก็ดี
ขึ้นดูเหมือนคนมีการศึกษาดี ๆ ดูอ่อนโยนและดูใจเย็นไม่ขี้
หงุดหงิดเหมือนเมื่อก่อน
“แล้วเป็นไงคะหนูเปลี่ยนไปจริง ๆ รึเปล่า” ซีอินเอ่ย
ถามพร้อมหัวเราะเบา ๆ ไปด้วยอย่างชอบใจ
“เปลี่ยนซี่~ แกดูสะอาดสะอ้านผิวพรรณดูสดใสขึ้น แต่
แกกินน้อยไปหรือเปล่าทำไมตัวยุบลงขนาดนี้ล่ะ ฉันอุตส่าห์หา
ของดี ๆ มาให้แกกินตั้งแต่เด็ก ๆ จะได้แข็งแรง ๆ แล้วดูตอนนี้
สิ แกต้องกินเยอะ ๆ เข้าใจไหม”
“แม่คะหนูอ้วนเกินไปแล้ว”
“ฮ้ายย!! ไม่อ้วนสักหน่อยแบบนี้ดูเป็นคนมีอันจะกินดี
จะตายไป”
คุณแม่หลินมักมีความคิดว่าอ้วน ๆ แล้วดูเป็นคนมีสง่า
ราศีเหมือนคนมีอันจะกิน จึงพยายามหาของมาให้ซีอินกิน
เยอะ ๆ ตั้งแต่เด็ก ๆ ทั้งที่เป็นยุคอดยาก ไม่รู้ว่าไปเอา
ความคิดแบบนี้มาจากไหนกันขุนจนเธออ้วนได้ขนาดนี้ แถมยัง
ซกมกอีกต่างหาก แต่เรื่องซกมกนี่เป็นเพราะเธอคนเดิมเองที่ขี้
เกียจไม่ใช่เพราะคุณแม่หลินสอนมาหรอก แต่เมื่อได้ฟังแม่ของ
เธอแล้วซีอินก็คิดว่าคงต้องปรับความคิดแม่ตัวเองในเรื่องนี้
บ้างแล้ว
“แม่คะอ้วน ๆ แบบนี้จะเป็นโรคร้ายและเจ็บป่วยได้ง่าย
วันก่อนหนูเข้าไปในเมืองอำเภอไปหาหมอมา หมอยังแนะนำ
ว่าหากหนูอยากมีสุขภาพที่ดีและมีชีวิตอยู่นาน ๆ ให้หนูลด
น้ำหนักด้วยนะคะแม่” ซีอินต้องอ้างแบบนี้คุณแม่เธอถึงจะ
ยอมเชื่อได้
“จริง ๆ หรือ” คุณแม่หลินทำหน้าตกใจไม่เคยรู้เลยว่า
อ้วนแล้วจะป่วยง่ายด้วย
“จริงสิคะหนูจะโกหกแม่ทำไม หนูอ้วนมากเกินไปเดิน
มากก็ปวดขาเลยไปหาหมอ แม่ก็รู้หมอในโรงพยาบาลเมือง
อำเภอนั้นเก่งมากขนาดไหน ทั้งยังเป็นโรงพยาบาลที่ใหญ่มาก
ด้วยคุณหมอเขาพูดไม่ผิดหรอกค่ะ”
“ได้ ๆ แม่เชื่อ ๆ งั้นแกก็รีบลดน้ำหนักเข้าล่ะ จะว่าไป
พอแกตัวยุบ ๆ ลงมาหน่อยก็สวยเหมือนแม่ตอนสาว ๆ เลย
นะเนี่ย” คุณแม่หลินมองซ้ายมองขวาแล้วก็พูดขึ้นมา
“หนูกำลังพยายามอยู่ค่ะ แม่รอเดี๋ยวหนูจะไปหยิบของ
มาให้แม่ก่อนจะได้เอากลับบ้านไปกิน” พูดจบก็รีบเดินเข้าไป
หยิบของมาให้คุณแม่หลินทันที
“จะซื้อมาให้ทำไม เก็บไว้ให้ตูตูกับไคไคเถอะดูสิมีแต่
ของดี ๆ ทั้งนั้นผลไม้นี้อีกมีแต่ของแพง ๆ” คุณแม่หลินนั้น
อยากให้ลูกสาวเก็บไว้บำรุงหลานชายของเธอมากกว่า
“หนูซื้อมาไว้ให้เด็ก ๆ แล้วค่ะตอนนี้แม่ดูสิคะตูตูกับไค
ไคได้กินอิ่มและดูดีขึ้นเยอะเลย ของส่วนนี้เป็นของที่เตรียมไว้
ให้บ้านหลิน คุณแม่ก็เอาไปให้ทุกคนที่บ้านกินเถอะค่ะ”
“ได้ ๆ อืม จริงสิดู ๆ ไปแล้วหน้าตาตูตูกับไคไคน่ารัก
มากเลยไม่บอกคงคิดว่าเป็นเด็กจากในเมือง ยิ่งดูยิ่งเหมือน
ลูกเขยมากเลย พูดถึงลูกเขยเวลาเขากลับมาช่วงวันหยุดแกก็
ดูแลเขาให้ดี ๆ หน่อย อุตส่าห์ได้คนดี ๆ มาทั้งทีอย่าทำตัวไม่ดี
เหมือนเดิมอีกเล่า” ตอนที่ได้ลูกเขยคนนี้มาคุณแม่หลินดีใจ
มากที่ลูกสาวได้แต่งงานกับคนดี ๆ ทั้งยังเป็นทหารอีก ถึงจะรู้
นิสัยของลูกสาวตัวเองดีว่าแย่แค่ไหน แต่ยังไงคนเป็นแม่ก็ต้อง
อยากให้ลูกตัวเองได้สิ่งที่ดี ๆอยู่แล้ว
“หนูรู้แล้วค่ะแม่ นี่หนูก็พึ่งส่งของกินของใช้ไปให้พ่อเจ้า
แฝดนะคะ ว่าแต่ตอนนี้ที่บ้านเป็นยังไงบ้างคะหนูไม่ได้ไปเยี่ยม
ที่บ้านตั้งนานแล้ว” แม้จะอยู่หมู่บ้านเดียวกันแต่ก็อยู่กันคนละ
ฝั่งคนละฟากของหมู่บ้านเลยทีเดียว ทำให้ตั้งแต่ซีอินแต่งงาน
เข้าบ้านเซียวไม่ค่อยได้กลับไปบ้านเดิมเสียเท่าไหร่
“ก็ดี ตอนนี้พี่ใหญ่แกได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าใน
โรงงานทอผ้าแล้วนะ ส่วนพี่รองแกก็ยังทำงานในแปลงนาอยู่
เหมือนเดิมนั่นแหละ พ่อแกเองก็บ่นคิดถึงแกอยู่ตลอด ส่วน
พี่สะใภ้แกสองคนก็ทำฉันหงุดหงิดอยู่เหมือนเดิม” ปกติแม่
หลินจะเป็นคนขี้หงุดหงิดซึ่งตัวซีอินคนเดิมก็ติดนิสัยแบบนี้มา
จากคุณแม่หลินเหมือนกัน แต่คุณแม่หลินไม่ใช่คนที่ถึงกับไม่มี
เหตุผลอะไรเลย แต่ถ้าจะให้มองในมุมของคนเป็นลูกสะใภ้แล้ว
ละก็นับว่าแม่ของเธอนั้นร้ายกาจกว่าคุณแม่เซียวเสียอีก
“แม่ก็ใจเย็น ๆ กับพี่สะใภ้ทั้งสองคนหน่อยเถอะค่ะ
หงุดหงิดมาก ๆ จะทำให้อารมณ์ไม่แจ่มใสแม่จะป่วยเอาได้นะ
คะ แถมยังจะแกไวด้วย”
“ไอ้แก่น่ะฉันแก่อยู่แล้วแหละ แต่หงุดหงิดก็ทำให้ป่วย
ได้ด้วยหรอ”
“ได้สิคะแม่ นอกจากเรื่องอ้วนแล้วคุณหมอบอกหนูมา
ด้วยว่าถ้าหงุดหงิดบ่อย ๆ จะทำให้ป่วยได้เพราะไม่มีความสุข
อีกทั้งยังแก่เร็วกว่าอายุจริงอีกนะคะ”
“รู้แล้วๆแม่เชื่อแกถ้าพี่สะใภ้ทั้งสองคนของแกไม่ทำ
เรื่องอะไรแย่จนเกินไปนัก แม่จะพยายามใจเย็นๆ ไม่หงุดหงิด
ก็แล้วกัน” เพราะเป็นลูกสาวที่รักมาก ดังนั้นไม่ว่าซีอินจะพูด
อะไรเธอก็เชื่อหมดนั่นแหละ
“ดีแล้วค่ะแม่ถ้าว่าง ๆ หนูจะพาตูตูกับไคไคไปเยี่ยมที่
บ้านนะคะ”
“ดี ๆ” คุณแม่หลินพยักหน้าอย่างพอใจ
สองแม่ลูกพูดคุยกันสักพัก ก็เห็นหัวกลม ๆ ที่แอบผลุบ
ๆ โผล่ ๆ อยู่ตรงขอบประตูห้องครัวของเจ้าหัวผักกาดทั้งสอง
คน
“ตูตู ไคไคว่าไงลูก”
“หิวคับ/หิวคับ”
“คุยเพลินจนจะได้เวลากินข้าวเที่ยงแล้ว งั้นเดี๋ยวแม่
ทำอาหารให้นะตูตูไคไค แม่เองก็อยู่กินข้าวกลางวันด้วยกัน
ก่อนนะคะ” เมื่อบอกลูกชายทั้งสองแล้วซีอินก็หันมาบอกแม่
ของเธอต่อ
“ได้ ๆ เดี๋ยวแม่ช่วยแกทำเอง” เพราะปกติเธอรู้ดีว่าลูก
สาวไม่ชอบเข้าครัวจึงอาสาช่วยทำด้วยกัน
จากนั้นคุณแม่หลินกับซีอินก็ช่วยกันทำกับข้าวสองสาม
อย่างและกินข้าวกลางวันด้วยกันก่อนที่คุณแม่หลินจะกลับ
บ้านไป เพราะนี่ก็ออกมานานหลายชั่วโมงแล้ว โดยมีตูตูกับไค
ไคที่เดินเตาะแตะออกมาส่งคุณยายที่หน้าบ้านด้วย
“คุณยายมาหาตูตูกับไคไคอีกนะคับ”
“มาอีกนะคับ”
“ได้ ๆ ไว้ว่าง ๆ ยายจะแวะมาเยี่ยมใหม่นะ”