ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 528 เฉียนซินผู้นี้สารเลวเกินไป
บทที่ 528 เฉียนซินผู้นี้สารเลวเกินไป
“พี่ห้า เฉียนซินผู้นี้สารเลวเกินไปแล้ว เขาสมรู้ร่วมคิดกับคนพวกนั้นเพื่อหลอกลวงเอาสูตรอาหารของครอบครัวพวกท่าน”
“พวกเขาวางแผนไว้ว่าจะหาวิธีปลดแม่ของเฉียนซินกลับบ้านเดิม ให้นางเอาความมาฟ้องบ้านเดิม พอคนสกุลจูไปโวยวายทางนั้นก็ทำให้มีคนตาย หรือไม่อย่างนั้นก็ทำให้มรดกตกทอดจากบรรพบุรุษตกแตกเสียหาย”
“เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเขาก็จะกล่าวหาพวกท่าน บังคับให้พวกท่านเอาสูตรอาหารไปชดใช้”
……
ครั้นได้ยินว่าเฉียนซินสมคบคิดกับคนในบ่อนพนันเพื่อลวงเอาสูตรอาหารของครอบครัวเขา จูอู่ก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอย่างไรเลยจริง ๆ
หมายความว่าอาหญิงรองไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ต้องถูกปลดกลับมาบ้านเดิมเพราะเหตุนี้
เมื่อลองตรองดูก็พอจะทำความเข้าใจได้ อาหญิงรองไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ถูกปลดกลับบ้านเดิมมากะทันหัน ขอเพียงสกุลจูหุนหันพลันแล่นสักหน่อยจะต้องไปโวยวายที่นั่นแน่นอน
แต่คิดไม่ถึงว่าครั้งนี้มารดาของเขากลับไม่ได้ไปเอาเรื่องทางนั้น แต่ไปพบเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสของสองหมู่บ้าน
ด้วยเหตุนี้ บทละครนี้จึงแสดงต่อไปไม่ได้ สกุลเฉียนจึงยืนกรานไม่ให้อาหญิงรองกลับไป
“พี่ห้า เดิมทีพวกข้าอยากกลับมาเร็วกว่านี้ แต่หลายวันที่ผ่านมางานค่อนข้างยุ่ง วันนี้ค่อยมีเวลาว่าง พวกข้าจึงลากลับมาหนึ่งวัน”
“เดี๋ยวพวกข้าก็ต้องรีบกลับไปแล้ว พี่ห้า ถ้าท่านอยากถามอะไรโปรดถามมาได้เลย ถ้าพวกข้าไปแล้วก็คงไม่ได้ถามแล้วนะ”
จูกู่กับจูหมี่เกรงว่าพวกตนจะเล่าได้ไม่ชัดเจน จึงบอกให้จูอู่เป็นคนถาม
จูอู่ยังไม่ได้อ้าปากถามก็ได้ยินเสียงท้องใครบางคนดังขึ้นมา
โครกคราก…
จูอู่ประหลาดใจ “พวกเจ้ายังไม่ได้กินข้าว? ตอนเดินทางมาก็ไม่รู้จักซื้ออะไรกินหน่อยรึ?”
จูกู่กับจูหมี่มีสีหน้าลำบากใจ “พวกข้ารีบกลับมาจึงลืมไปเสียสนิท”
“พวกเจ้านี่น้า…” จูอู่กล่าวเป็นเชิงซาบซึ้งและตำหนิ “จริง ๆ เลย ทำไมโง่แบบนี้? ตัวเองกลับมาไม่ได้ก็ไม่รู้จักไปฝากคำพูดไว้กับพวกพี่เป้า? เมื่อกี้พวกเจ้ายังพูดว่าพี่เป้าทำการค้ากับพวกข้าไม่ใช่รึ พวกเจ้าไปฝากเรื่องเอาไว้ เขาจะต้องเอามาบอกต่อพวกข้าแน่นอน”
จูกู่กับจูหมี่อึก ๆ อัก ๆ ไม่กล้าพูดออกมา
เพราะว่าพวกเขาอยากสร้างความชอบ
จูอู่ดูแลพวกเขาดีเช่นนี้ พวกเขาก็อยากตอบแทนบุญคุณ จึงอยากทำเรื่องที่มีประโยชน์บ้าง สองฝ่ายจะได้ใกล้ชิดกันกว่าเดิม
ขณะที่เรื่องนี้ก็เป็นโอกาสอันดีในความคิดของพวกเขา
จูอู่พอจะเดาได้ แต่ไม่ได้เปิดโปง
“คราวหน้าอย่าทำอะไรโง่ ๆ แบบนี้อีก เอาล่ะ ในเมื่อพวกเจ้ายังไม่ได้กินข้าวก็เข้ามากินอะไรในเรือนก่อนเถอะ ข้าจะทำแป้งกรอบให้พวกเจ้า”
จูอู่เชิญพวกเขาเข้ามาในเรือน
จูกู่กับจูหมี่เกรงใจ “ไม่ดีกว่า…พี่ห้า ไม่เหมาะสม”
“มีอะไรเหมาะสมไม่เหมาะสม? ทำไมล่ะ พวกเจ้าไม่เห็นข้าเป็นพี่ชายงั้นรึ? แค่เรียกข้าว่าพี่ห้าไปอย่างนั้น แต่ไม่ได้คิดว่าข้าเป็นพี่จริง ๆ?” จูอู่ย่อมไม่พลาดโอกาสซื้อใจอีกฝ่ายอยู่แล้ว เขาเปิดประตูเรือนให้ทั้งสองคนเข้ามา
เขาบอกให้ทั้งคู่เบาเสียง คนอื่น ๆ เข้านอนกันหมดแล้ว ไม่รบกวนพวกเขาจะดีกว่า
บอกให้ทั้งสองคนนั่งลงในครัว เทน้ำเปล่าให้พวกเขา
“จุดไฟให้ข้าที ข้าขอดูก่อนว่าในครัวมีของกินอะไรบ้าง…” จูอู่พูด
จูกู่กับจูหมี่นั่งลงบนตั่งหน้าเตาอย่างเชื่อฟัง แล้วลอบมองไปทั่วห้องครัวของสกุลจู
พวกเขาเพิ่งเคยเข้ามาในห้องครัวของสกุลจูเป็นครั้งแรก ดูไปแล้วก็เพียงกว้างกว่าห้องครัวที่เรือนพวกตนเล็กน้อย คล้ายจะไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ
ยามนั้น จูซื่อตื่นขึ้นมากลางดึก พอเห็นแสงไฟในห้องครัวก็วิ่งมาทางนี้
“เอ๊ะ? เสี่ยวกู่ เสี่ยวหมี่ มาได้อย่างไร? พวกเจ้าทำงานในตำบลไม่ใช่รึ?” จูซื่อค่อนข้างประหลาดใจ เห็นจูอู่กำลังคุ้ยหาอะไรในตู้ก็ถามอย่างสงสัย “เจ้าห้า เจ้าค้นตู้ทำไม?”
จูกู่กับจูหมี่ดีดร่างลุกขึ้นมา ท่าทางประดักประเดิด
“เสี่ยวกู่กับเสี่ยวหมี่มาส่งข่าว เรื่องอาหญิงรองถูกปลดมีเบาะแสแล้ว” จูอู่ยิ้ม “พวกเขาซื่อบื้อ คิดแต่จะมาส่งข่าว แม้แต่ข้าวก็ยังไม่กิน หิวจนท้องร้องโครกครากแล้ว ข้าว่าจะทำอะไรให้พวกเขากินสักหน่อย…”
“มีเบาะแสก็ดีแล้ว ขอบใจพวกเจ้ามาก นั่งลงก่อน อีกไม่นานของกินก็เสร็จแล้ว” จูซื่อบอกให้พวกเขานั่งลงแล้วหันไปถามจูอู่ว่าหาของกินได้หรือยัง
จูอู่ส่ายหน้า “ไม่มี เก็บกวาดสะอาดหมดจดยิ่ง…”
“ต้องสะอาดอยู่แล้วสิ ใครเขาเอาของกินไว้ในครัวบ้าง? พรุ่งนี้เป็นเวรพี่สะใภ้ทำอาหาร สิ่งของคงอยู่ในห้องพี่สะใภ้ใหญ่” จูซื่อพูด “แต่ตอนนี้พี่สะใภ้ใหญ่คงนอนแล้ว พวกเราไม่รบกวนนางดีกว่า เมียข้าดูแลเรื่องขายอาหาร ที่นางก็มีของกินเหมือนกัน เดี๋ยวข้าไปเอามาให้”
“อย่างนั้นก็รบกวนท่านแล้ว พี่สี่”
“คนกันเองทั้งนั้นจะพูดจาเกรงใจไปทำไม รอก่อน ต้มน้ำรอไว้เลย อย่างอื่นไม่ต้อง รอข้ากลับมา…” จูซื่อเดินออกไปพลางบ่นว่า “ฝีมือทำอาหารของเจ้าสู้ข้าไม่ได้ อย่าทำเลย เดี๋ยวข้าก็กลับมาแล้ว คนเขาดั้นด้นมาแต่ไกลก็ต้องหาของอร่อยให้กินสิ”
จูอู่มองเงาหลังพี่สี่ของตนเอง รอยยิ้มบนใบหน้าฉายแววอ่อนใจ
เขากล่าวกับจูกู่และจูหมี่ว่า “เห็นไหม พี่ห้าผู้กล้าไม่ธรรมดาของพวกเจ้า ในสายตาพี่สี่กลับเป็นแค่เด็กอมมือที่แม้แต่กับข้าวก็ยังทำไม่เป็น”
“เฮอะ ๆๆ…” จูกู่กับจูหมี่ถูกสัพยอกจนหัวเราะออกมาเสียงเบา “นั่นเป็นเพราะพี่สี่เป็นห่วงท่าน กลัวท่านจะลำบากต่างหาก ผู้ชายชนบทอย่างพวกเรามีใครทำกับข้าวไม่เป็นบ้าง ก็แค่ทำได้ไม่อร่อยหน่อยก็เท่านั้นแหละ”
จูอู่นั่งลงจุดไฟไปกับพวกเขาแล้วเอ่ยว่า “นั่นก็ไม่แน่หรอก ข้าบอกพวกเจ้าก็ได้ว่าพวกเจ้ามีลาภปากแล้ว ฝีมือทำอาหารของพี่สี่ดีอย่าบอกใครเชียว เขามีพรสวรรค์ด้านการทำอาหารยิ่ง เก่งกว่าพวกพี่สะใภ้เสียอีก ถ้าไม่ใช่เพราะผู้ชายไม่สะดวกจะเข้าห้องครัว ข้าคิดว่าพี่สี่คงอยากมานอนในห้องครัวแล้วล่ะ…”
“จริงรึ? พี่สี่ร้ายกาจขนาดนั้นเชียว?” จูกู่กับจูหมี่ไม่คิดว่าผู้ชายเข้าครัวจะมีปัญหาตรงไหน เพราะที่บ้านพวกเขาไม่มีลูกสาว ตอนที่มารดาของพวกเขาไม่ว่างก็มักจะบังคับให้พวกเขาไปทำกับข้าว
แต่ฝีมือด้านการทำอาหารนั้นคงไม่ขอพูดถึง แค่พอเข้าปากกินได้ก็เท่านั้น
“ใช่แล้ว! จริงแท้แน่นอน” จูอู่พยักหน้า “พวกเจ้าได้กินแล้วก็จะรู้เอง”
จูซื่อไปกลับอย่างรวดเร็ว หิ้วตะกร้าที่บรรจุสิ่งของไว้ไม่น้อยกลับมาด้วยใบหนึ่ง
“พวกเจ้ามีลาภปากแล้ว” เขาพูดพร้อมรอยยิ้ม “ที่พี่สะใภ้สี่ของพวกเจ้ามีเส้นมันเทศที่ตากแห้งเสร็จแล้วกับเครื่องทำน้ำพริกที่เตรียมไว้เสร็จสรรพ ข้าจะปรุงของอร่อยให้พวกเจ้ากิน ผัดใส่เส้นมันเทศ รับรองว่าอร่อยเลิศ”
“อร่อยเท่าก๋วยเตี๋ยวรสเปรี้ยวหวานที่วางขายในตำบลไหม?” จูกู่ได้ยินดังนั้นก็ถามขึ้น
“ไม่เหมือนกัน ข้างนอกก็ส่วนข้างนอก อันนี้คือในบ้าน…” จูซื่อก็บอกไม่ได้เช่นกัน
ของที่ขายข้างนอกคือสิ่งที่พวกพี่สะใภ้ทำภายใต้การกำกับดูแลของเย่อวี๋หราน แต่ตอนนี้เขาเอาของที่เตรียมไว้แล้วมาปรุงเล็กน้อย คงไม่แย่กว่าที่เอาไปขายข้างนอกหรอกกระมัง?
แน่นอนว่าถ้าเป็นผู้ชายสกุลจูคนอื่นนั่นก็ไม่แน่ แต่ถ้าเป็นเขา…