ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 791 ข้าจะตายอยู่แล้ว
บทที่ 791 ข้าจะตายอยู่แล้ว
“เฮอะเฮอะ! พอคิดมากก็จะเอาชีวิตคนแล้วงั้นสิ?” เกาเหล่าซื่อประชด “ครอบครัวพี่น้องเจ้าร้ายกาจจริง ๆ หัวหน้าพรรคของพวกเรายังไม่กล้าเอาชีวิตใครง่าย ๆ แต่เขากลับใจกล้าทีเดียว ทั้งยังเป็นปัญญาชนที่มีตำแหน่งติดตัวอีกต่างหาก คิดว่าศาลาว่าการกับโจวเสวียแค่ตั้งประดับเอาไว้เฉย ๆ งั้นรึ?”
“นั่นเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันไม่ใช่หรือ? ใครจะอยากให้เกิดเรื่องแบบนี้?” อาเฉินแบมือด้วยสีหน้าอมทุกข์ “หัวหน้าพรรค เรื่องนี้แค่อธิบายก็จบแล้วนี่นา ทำไมตอนนี้ยังไม่จบอีกเล่า ตกลงเป็นเรื่องอะไรกันแน่?”
“เป็นเรื่องอะไรกันแน่? เจ้ายังจะมาแกล้งโง่อีก อาเฉิน มือปราบมาเยือนถึงบ้านเจ้าแล้ว ตอนนี้เรื่องหนักหนาแค่ไหน เจ้ายังไม่รู้อีกหรือ?” เกาเหล่าซื่อไม่เชื่อถือคำพูดของอาเฉินเลยสักนิด เขาเหน็บออกมาตรง ๆ ว่า “พรรคใหญ่หลายพรรคถูกเรียกออกไปเจรจาแล้ว ลากมาจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่จบ ทางโจวเสวียยืนกรานว่าถ้าทางนี้ไม่มอบคำอธิบายออกไป พวกเขาไม่ยอมจบแน่”
“ไม่…ไม่ถึงขั้นนั้นกระมัง?” อาเฉินถาม “พวกเราก็ผ่านมาได้ตั้งหลายปีแล้วนี่? ต่างคนต่างทำธุระของตัวเอง อยู่ร่วมกันอย่างสงบไร้เรื่องราว ทำไมคราวนี้ถึงทำให้เป็นเรื่องใหญ่? พวกเขาคิดจะทำอะไรกันแน่?”
“คิดจะทำอะไร? เฮอะ!” เกาเหล่าซื่อพูด “อยากให้ครอบครัวพี่น้องเจ้าจรลีไปอยู่ในคุก ภายภาคหน้าก็ไม่ต้องออกมาแล้วน่ะสิ”
พอได้ยินอย่างนั้น อาเฉินก็พลันร้อนใจ “นั่นจะได้อย่างไร? สามีกับลูกชายเข้าคุก บ้านนั้นเหลือแค่ผู้หญิงกับพวกเด็ก ๆ จะทำอย่างไร? เรือนหลังนั้นถูกสั่งปิดไปแล้ว ตอนนี้พวกเขามีบ้านแต่ก็ไม่อาจกลับไปได้…”
“ยังคิดจะกลับบ้านอีก? ลำพังครอบครัวพี่น้องของเจ้ารักษาชีวิตเอาไว้ได้ก็ไม่เลวแล้ว ยังมีเจ้า” เกาเหล่าซื่อมองมาพลางเอ่ยว่า “จะช่วยเจ้าไว้ได้ไหมก็ยังไม่รู้”
“ร้ายแรงขนาดนี้?!” อาเฉินเริ่มรู้สึกหวั่นใจ
แม้เขาจะรู้ว่าตนเองอาจต้องติดร่างแหไปด้วย แต่เกาเหล่าซื่อกลับพูดว่า ‘จะช่วยไว้ได้ไหม’
หมายความว่าอย่างไร?
เฉินหลิ่งเกือบจะสังหารคน แล้วมาเกี่ยวกับเขาได้อย่างไร?
เขาไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้าเสียหน่อย…
“เจ้าได้วางแผนไว้ล่วงหน้าหรือไม่ ผู้ใดจะไปรู้? เจ้ามีหลักฐาน?” เกาเหล่าซื่อพูด “ตอนนี้แม้แต่พรรคซานไห่ยังปัดความเกี่ยวข้องไม่ได้ ไม่มีหลักฐานที่เอื้อต่อพวกเราเลยสักนิด เจ้ายังคิดว่าเจ้าจะรอดตัวไปได้? คิดว่าคนทั้งพรรคนั่งคุยสัพเพเหระอยู่ที่นี่กันทั้งวันโดยไม่ทำอะไรเลยงั้นเรอะ?”
“เรื่องแบบนี้มีหลักฐานเสียที่ไหน?” อาเฉินหมดคำจะพูด “นี่มันหาเรื่องกันโดยไร้เหตุผลชัด ๆ?”
“คนจากโจวเสวียพูดเช่นนี้ แน่จริงเจ้าก็ไปเอาเรื่องโจวเสวียโน่น เจ้าพูดชนะพวกเขาได้ไหม?”
อาเฉินสะอึก “พวกเขาเป็นปัญญาชน ฝึกฝนฝีปากมาแล้ว ข้าเป็นแค่คนหยาบกร้านคนหนึ่ง จะพูดชนะพวกเขาได้อย่างไร? ไม่ใช่สิ หัวหน้า เรื่องนี้ไม่มีวิธีอื่นแล้ว?”
หัวหน้าพรรคซานไห่ที่ไม่ได้พูดอะไรมานานเห็นพวกเขาคุยไปได้พอสมควรแล้วจึงเอ่ยขึ้นเนิบช้า “ตอนนี้ข้าก็จวนเจียนจะปกป้องตัวเองไม่ได้อยู่แล้ว พูดชัดเจนขนาดนี้ เจ้ายังอยากให้ข้าพูดอะไรอีก?”
อาเฉินใจเต้นระทึก “ร้ายแรงถึงขั้นนี้? เช่นนั้นตอนนี้…ตอนนี้จะทำอย่างไรดี?”
“ที่ข้าให้เฟิ่งข่ายเฟิงพาคนไปทุบบ้านเจ้าก็ทำไปเพื่อให้พรรคอื่นดู” หัวหน้าพรรคซานไห่พูด “พี่น้องของเจ้าคนนั้นก็ไม่ต้องไปคิดหวังอีกแล้ว รอดูว่าจะช่วยเจ้าไว้ได้ไหมดีกว่า ถ้าแม้แต่เจ้าก็ช่วยไว้ไม่ได้…เจ้าก็รู้กฎระเบียบในพรรคดี เจ้าไปอย่างวางใจเถอะ คนในพรรคจะช่วยดูแลให้เอง…”
อาเฉินคิดไม่ถึงเลยว่าหัวหน้าพรรคจะกล่าวเช่นนี้ ในใจพลันหนาววาบ
“หัวหน้า นี่ท่านกลับ…”
“เฮ้อ…” หัวหน้าพรรคซานไห่ถอนหายใจพลางตบไล่เขาแล้วพูดว่า “ข้ารู้ว่าหลายปีมานี้เจ้าทุ่มเทเพื่อพรรคมามาก แต่ในพรรคยังต้องเลี้ยงพี่น้องอีกหลายคน ข้าไม่อาจปล่อยให้พวกเขาไม่มีข้าวกินเพียงเพื่อช่วยเจ้าคนเดียว”
หลังจากนั้นหัวหน้าพรรคยังพูดอะไรอีก แต่อาเฉินไม่ได้ฟังอีกต่อไปแล้ว
ครึ่งคืนหลัง อาเฉินเดินกลับไปถึงเรือนด้วยฝีเท้าโซซัดโซเซ
“ตาเฒ่า เจ้ากลับมาได้เสียที…”
พอเฉินจ้าวซื่อเห็นเขาก็ร้องไห้โฮออกมาทันที
นางร่ำไห้ฟ้องต่ออาเฉินว่า เฟิ่งข่ายเฟิงนั่นไม่ใช่คน พูดไม่เป็นคำพูด
อาเฉินเพิ่งจากไป เจ้าเด็กนั่นก็บอกให้คนทุบข้าวของต่อทันที
“ฮือ ๆๆๆๆ…เจ้าดูบ้านพวกเราสิ ถูกทุบจนมีสภาพไหนแล้ว?”
“ตาเฒ่า แบบนี้มันเกินไป พวกเขาไม่เห็นท่านอยู่ในสายตาเลยสักนิด”
“เจ้าลำบากเพื่อพรรคซานไห่มานานหลายปี พวกเขากลับทำอย่างนี้กับเจ้า? ทำแบบนี้กับบ้านของเจ้า?”
……
ลูกสะใภ้ได้ยินว่าเขากลับมาแล้วก็วิ่งเข้ามาฟ้องทั้งน้ำตา บอกว่าตนเองต้องชอกช้ำใจเพียงไหน เด็ก ๆ ต้องตกใจเพียงใด ขอให้พ่อสามีช่วยเรียกร้องความเป็นธรรมให้พวกนาง
อาเฉินพลันลุกขึ้นมา คว้ากาน้ำชาบนพื้นเขวี้ยงลงไปสุดแรง
เพล้ง!!!
เสียงแตกดังสนั่นทำให้พวกผู้หญิงที่กำลังร่ำไห้สะดุ้งตกใจไปตาม ๆ กัน
พ่อสามีตอบสนองรุนแรงเกินไปหน่อยไหม?
รุนแรงก็ดี รุนแรงแล้วจะได้ไปคิดบัญชีกับพวกนั้น ให้พวกนางได้ระบายความคับแค้นใจ
ขณะที่พวกนางคิดเช่นนั้น อาเฉินก็หัวเราะเสียงเย็นแล้วเอ่ยว่า “ร้องไห้ ๆๆ เอาแต่ร้องไห้อยู่นั่นแหละ นอกจากร้องไห้ พวกเจ้ายังทำอะไรเป็นอีก?”
พวกนางคิดไม่ถึงเลยว่าอาเฉินจะระเบิดโทสะใส่พวกตน ผ่านไปครู่หนึ่งแล้วก็ยังไม่ได้สติคืนมา
“ตาเฒ่า…”
เฉินจ้าวซื่อเพิ่งจะพูดขึ้นมาก็ถูกอาเฉินตวาดกลับมา “ยังจะเรียกทำไมอีก? เรียกไปก็ไร้ประโยชน์ มาเรียกข้าข้าก็ช่วยพวกเจ้าไม่ไหวหรอกนะ ข้าไปข้างนอกมาทั้งวันแล้ว เหนื่อยขนาดนี้ กลับมาตอนดึก พวกเจ้ายังไม่รู้จักยกน้ำชามาให้ข้า?”
“อีกอย่าง เรือนนี่ก็เหมือนกัน ผ่านไปนานขนาดนี้แล้ว พวกเจ้ายังไม่เก็บกวาดกันอีก? ตั้งใจทิ้งไว้แบบนี้ให้ข้ากลับมาเห็นใช่ไหม?”
“อยากให้ข้าระบายโทสะให้พวกเจ้างั้นเรอะ? ข้าใกล้จะตายอยู่รอมร่อ ยังจะมาระบายโทสะแทนพวกเจ้าหาพระแสงอะไรอีก!”
……
เฉินจ้าวซื่อกับเหล่าลูกสะใภ้มองหน้ากัน รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา
“ตาเฒ่า เจ้าพูดแบบนี้ได้อย่างไร?” เฉินจ้าวซื่อปั้นยิ้ม กล่าวอย่างฝืดเฝื่อน “ท่านหมอก็บอกแล้วนี่ว่าให้เจ้าโมโหให้น้อยลงหน่อย ไม่อย่างนั้นร่างกายจะรับไม่ไหว…”
“โมโหน้อยลงข้าก็อยู่ได้นานขึ้นอีกหลายปี?” อาเฉินกล่าวอย่างโกรธกริ้ว “ข้าจะตายอยู่แล้ว พวกเจ้าได้ยินไหม? หัวหน้าพรรคซานไห่พูดเองกับปากว่าหลังจากข้าตายไป พรรคซานไห่จะช่วยดูแลพวกเจ้า”
คราวนี้ ในที่สุดเฉินจ้าวซื่อก็ตั้งสติได้เสียที “เจ้าไม่ได้พูดไปเพราะโมโหหรอกหรือ? เป็นเรื่องจริง? หัวหน้าพรรคพูดแบบนี้จริง ๆ?!”
นางพลันกระวนกระวายใจขึ้นมา รีบร้อนมาถามยืนยันต่อหน้าอาเฉิน
“จริง! ข้าได้ยินหัวหน้าพรรคพูดกับหูตัวเอง” อาเฉินพูด
“จะเป็นไปได้อย่างไร?!” เหล่าลูกสะใภ้ใจหายวาบ ไม่มีแก่ใจมาน้อยเนื้อต่ำใจอะไรอีก รีบร้อนถามว่า “ท่านพ่อ เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ? ก็แค่เข้าใจผิดว่าครอบครัวปัญญาชนขโมยเงินเท่านั้นเองไม่ใช่หรือเจ้าคะ เรื่องแค่นี้ อธิบายกันรู้เรื่องก็จบแล้วนี่นา? อีกอย่าง ท่านก็ไม่ใช่คนใส่ร้ายพวกเขา ถ้าจะเกิดเรื่องก็ต้องเป็นคนอื่น เกี่ยวอันใดกับท่าน?”