ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 906 ขัดขวาง!
“ตึง!”
ร่างกระดูกใหญ่มหึมาของโครงกระดูกปีศาจเลือดลดตัวลงจากกลาง อากาศสูงมาขวางอยู่เบื้องหน้าหอเรือนหินหลังนั้น
เงาร่างของเนี่ยเทียนยืนตระหง่านอยู่ตรงไหล่ซ้ายของโครงกระดูก ปีศาจเลือดราวกับทวนที่ตั้งตรง
เกราะมังกรเพลิงสวมอยู่บนร่างของเขา ลวดลายสีแดงมากมายที่สลัก อยู่บนเสื้อเกราะลุกไหม้ไปด้วยเปลวเพลิง
ต้วนสือหู่ไม่มีเวลาให้คิดมาก เขาเองก็บินออกมาจากยอดหอเรือนหิน จ้องหยวนจิ่วชวนด้วยสีหน้าพร้อมต่อสู้ “ผู้อาวุโสหยวน ดินแดนดาวตก เป็นเพียงสถานที่เล็กๆ แห่งหนึ่งเท่านั้น ที่นั่นไม่มีแม้แต่ผู้ฝึกลมปราณ สายฟ้าแดนว่างเปล่า เจ้าไปดินแดนดาวตกก็มีแต่จะเสียเวลาเปล่าเท่านั้น”
“ต่อให้แมลงวันจะเล็กแค่ไหน ก็ยังเป็นเนื้อชิ้นหนึ่ง” หยวนจิ่วชวนสี หน้าทะมึน “ไม่มีผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่านั่งบัญชาการณ์ก็ยิ่งสะดวกให้ข้า จัดการ ด้วยสภาพของข้าในตอนนี้ การฝ่าทะลุเขตวิญญาณจำเป็นต้องใช้ผู้ ที่ฝึกพลังสายฟ้ามากที่สุด ดินแดนดาวตกนี้ ข้าจะไปแน่นอน ทางที่ดีที่สุด พวกเจ้าควรทำตัวให้มันดีๆ หน่อย”
“อีกไม่นานผู้อาวุโสเมิ่งหลีของสำนักอักขระเทพก็จะมา” ต้วนสือหู่เอ่ย ขู่
“สำนักอักขระเทพ?” หยวนจิ่วชวนหัวเราะหึหึ “สำนักอักขระเทพของ พวกเจ้ายังเอาตัวเองไม่รอด พวกเขาไม่มีทางมาสนใจเรื่องในอาณาจักรวอ
หลิวแน่นอน เท่าที่ข้ารู้มา มหาราชาสายเลือดระดับเก้าของเผ่าภูตผีปีศาจ และอสูรกายได้ขับเรือรบทางช้างเผือกมุ่งหน้าไปยังสำนักอักขระเทพแล้ว สำนักอักขระเทพจะรอดพ้นจากกองทัพใหญ่ของเผ่าภูตผีปีศาจและอสูร กายได้หรือไม่ก็ยังไม่รู้ได้ แล้วมีหรือจะส่งคนมาช่วย?”
ต้วนสือหู่หน้าเปลี่ยนสี
เขาคิดไม่ถึงว่าหยวนจิ่วชวนจะรู้สถานการณ์ของดินแดนพงฟ้าดีขนาด นี้
เรื่องที่กองทัพใหญ่ของเผ่าภูตผีปีศาจและอสูรกายบุกไปยังสำนัก อักขระเทพ เขาย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ
และก็เพราะเหตุนี้ เมิ่งหลี จิ่งโหรวถึงได้ถูกเรียกตัวกลับสำนักอักขระ เทพ
“พอที เลิกเล่นลูกไม้กับข้าได้แล้ว” หยวนจิ่วชวนสีหน้าหงุดหงิด จากนั้นเขาก็เดินเข้าไปยังประตูหินที่มีโครงกระดูกปีศาจเลือดขวางอยู่ อย่างเนิบช้า
เงาร่างของเขาเมื่อเทียบกับโครงกระดูกปีศาจเลือดที่สูงสามสิบเมตร แล้วก็เรียกว่าเล็กกะจิดริดจนแทบไม่มีค่าพอให้พูดถึง
ทว่าปราณที่ปลดปล่อยออกมาจากร่างของเขากลับน่าตะลึงอย่างถึง ที่สุด
“อู้!”
เมฆสายฟ้าที่หายเข้าไปในร่างของเขาพลันลอยออกมาจากเหนือ กระหม่อมของเขาแล้วก่อตัวกันขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
ในเมฆสายฟ้ามีเส้นสายฟ้าแลบปลาบอย่างบ้าคลั่ง เสียงอึกทึกที่น่า หวาดกลัวดังไม่หยุด ตราราชาสายฟ้าและลูกสายฟ้าหลายลูกต่างก็ลอย ขึ้นมาในเมฆสายฟ้าก้อนนั้น
“หลีกไป!”
หยวนจิ่วชวนเงยหน้ามองเนี่ยเทียนที่ยืนอยู่บนไหล่ของโครงกระดูก ปีศาจเลือดด้วยสายตาเย็นชาแล้วตวาดเสียงหนัก
“ลงมือ!”
เนี่ยเทียนถ่ายทอดข้อความผ่านจิตอย่างรวดเร็ว
จุดลึกในดวงตาที่เป็นสีเทาเหลือบเขียวของโครงกระดูกปีศาจเลือด พลันมีแสงสีเขียวเปล่งวาบออกมา ก่อนที่ปราณความตายสีเทาซีดจะแผ่ กระจายไปทั่ว
“พรวด!”
ปลายนิ้วกระดูกของโครงกระดูกปีศาจเลือดมีเลือดลมมารวมอยู่ ด้วยกัน ซึ่งมองดูคล้ายกระแสธารแห่งความตายที่ไหลรินออกมา
เวทลับทางสายเลือดที่เป็นพลังแห่งความตายก่อตัวขึ้นในเสี้ยววินาที!
แม่น้ำแห่งความตายหลายเส้นตัดสลับกันอยู่เบื้องหน้าโครงกระดูก ปีศาจเลือด พลังความตายเข้มข้นแฝงเร้นไว้ด้วยพลังลึกลับที่ทำให้หมื่น สรรพสิ่งร่วงโรยกำลังแผ่อวลไปอย่างเงียบเชียบ
ต้วนสือหู่หน้าเปลี่ยนสี
เมื่อไอความตายแผ่ออกมา เขาที่อยู่ห่างจากโครงกระดูกปีศาจเลือดไม่ ไกลก็รู้สึกเกิดความหวาดกลัวว่าเลือดลมจะแห้งขอด เลือดเนื้อหมดสิ้นซึ่ง ความชุ่มชื้น และอีกไม่นานก็จะแห้งเหี่ยวเฉาตาย
ต้วนสือหู่ถูกบีบให้ต้องถอยไปข้างหลัง
“แค่หุ่นเชิดของเผ่าโครงกระดูก ทว่ากลับยังใช้เวทลับทางสายเลือด เหมือนตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ น่าสนใจ”
หยวนจิ่วชวนรู้สึกตะลึงเล็กน้อย เขาหัวเราะหึหึ แล้วจึงยื่นมือชี้ไป ข้างหน้า
เมฆสายฟ้าที่ลอยอยู่เหนือศีรษะของเขาพลันขยายใหญ่ พริบตาเดียวก็ มีขนาดใหญ่กว่าเดิมนับสิบเท่า
จุดลึกของเมฆสายฟ้ามีเส้นสายฟ้าจำนวนนับไม่ถ้วนบินออกมาพร้อม กับเสียงฟ้าร้องดังกระหึ่มซึ่งพุ่งเข้าโจมตีโครงกระดูกปีศาจเลือด
เรือนกายกระดูกใหญ่มหึมาของโครงกระดูกปีศาจเลือดถูกสายฟ้านับ พันนับหมื่นซึ่งกลายมาเป็นทวนสายฟ้ากระแทกโจมตีราวพายุฝนกระหน่ำ ร่างกระดูกไม่ดับสลายของโครงกระดูกปีศาจเลือดถึงกับมีเสียงกร๊อบๆ ดัง ลั่น ข้อกระดูกส่วนหนึ่งเหมือนเกิดลางว่าจะปริแตก
และในระยะเวลาสั้นๆ นั้น เมฆสายฟ้าก็กลบทับร่างโครงกระดูกปีศาจ เลือดไว้จนมิด
เนี่ยเทียนที่ยืนอยู่บนไหล่ของโครงกระดูกปีศาจเลือดค้นพบทันทีว่า ตัวเองมาอยู่ในทะเลสายฟ้ากว้างใหญ่ไพศาล สิ่งที่เห็นอยู่ในสายตามีเพียง สายฟ้าเส้นขนาดเท่าแขนคน
สายฟ้าหนายาวหลายเส้นที่นอกจากจะโจมตีร่างของโครงกระดูกปีศาจ เลือดแล้วยังมีส่วนหนึ่งตรงดิ่งมาหาเขาด้วย
“เกราะมังกรเพลิง!”
เปลวเพลิงร้อนแรงไหลบ่าออกมาจากในเสื้อเกราะ ครั้นจึงกลายมา เป็นทะเลเพลิงผืนหนึ่ง
สายฟ้าขนาดเท่าแขนที่หายเข้าไปในทะเลเพลิงเล็กๆ ผืนนั้นถูกเปลวไฟ เผาไหม้จนค่อยๆ หดเล็กลง
พอถูกเปลวเพลิงร้อนแรงหลอมละลาย สายฟ้าที่หดเล็กลงจนเหลือแค่ ขนาดเท่าเส้นผมซึ่งพุ่งยิงไปยังร่างของเนี่ยเทียนอีกครั้งก็ถูกเกราะมังกร เพลิงกำจัดทิ้งได้อย่างง่ายดาย
“ปังๆๆ!”
เสียงสายฟ้าระเบิดที่ทั้งดังถี่และหนักอึ้งกังวานออกมาจากบนเสื้อ เกราะที่แข็งแกร่งทนทานประดุจเหล็กกล้า ทว่ากลับไม่มีร่องรอยใดเหลือ ทิ้งไว้บนเสื้อเกราะ และเนี่ยเทียนเองก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดอะไร
แต่เส้นสายตาของเขากลับไม่มีเงาร่างของหยวนจิ่วชวนอยู่อีกแล้ว สิ่งที่ เห็นมีเพียงสายฟ้าจำนวนมากที่กำลังเริงระบำ
“อู้!”
รอจนเขาตั้งตัวได้ เมฆสายฟ้าที่ห่อหุ้มสายฟ้าจำนวนนับไม่ถ้วนเอาไว้ก็ พลันก่อตัวขึ้นมาอีกผืนหนึ่ง
เมฆสายฟ้าผืนนั้นพุ่งตรงไปยังชั้นล่างของหอเรือนหิน หายเข้าไปยัง ประตูหินที่เปิดอยู่
จุดที่เมฆสายฟ้าไปรวมตัวกันอยู่ย่อมต้องเป็นหยวนจิ่วชวน
หยวนจิ่วชวนใช้เมฆสายฟ้ามาบังร่างของโครงกระดูกปีศาจเลือด ทำให้ เขาสับสน ใช้สายฟ้ามาถ่วงเวลาเขา ส่วนตัวเองนั้นเดินผ่านพันธนาการ จากโครงกระดูกปีศาจเลือดเข้าไปในห้องโถงซึ่งมีค่ายกลนำส่งขนาดใหญ่ที่ เชื่อมโยงไปยังดินแดนดาวตกตั้งอยู่อย่างง่ายดาย
รอจนเมฆสายฟ้าที่ปกคลุมไปทั่วหายไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อเงยหน้าขึ้น เนี่ยเทียนก็มองเห็นว่าหยวนจิ่วชวนไปยืนอยู่ตรงหน้าค่ายกลนำส่งแล้ว
“ดินแดนดาวตก…”
เขาพึมพำ กำลังเคลื่อนพิกัดสถานีของค่ายกลนำส่ง เตรียมจะเปิดใช้ ค่ายกลให้พาเขาข้ามดินแดนออกไป
บนร่างที่ใหญ่โตของโครงกระดูกปีศาจเลือดยังคงมีสายฟ้าแน่นขนัด ไหลว่ายวน ปราณแห่งความตายที่หุ่นเชิดเลือดตัวนี้ปล่อยออกมาได้ถูก สายฟ้ากำราบเอาไว้แล้ว
เดิมทีต้วนสือหู่ก็คิดจะลงมือ แต่เขายังไม่ทันได้ทำอะไรก็พบว่าหยวน จิ่วชวนไปอยู่ตรงค่ายกลนำส่งเสียแล้ว
“ฟิ้ว!”
ร่างของเนี่ยเทียนบินลงมาจากไหล่ของโครงกระดูกปีศาจเลือด หมาย จะเข้าไปในห้องโถง
เวลานี้เขาเห็นว่าหยวนจิ่วชวนได้เข้าไปยืนอยู่กลางค่ายกลนำส่งแล้ว
ค่ายกลโคจรทันที
คลื่นห้วงมิติไหลบ่าออกมาจากในค่ายกล แสงสว่างพร่างพราวปกคลุม ไปทั่วค่ายกลที่สามารถข้ามผ่านดินแดนหลังนั้น
“อู้!”
ที่น่าแปลกใจก็คือจู่ๆ กลับมีเจดีย์วิเศษขนาดเล็กหลังหนึ่งบินออกมา จากค่ายกล
“เจดีย์ซวีหลิง!”
เนี่ยเทียนตัวสั่นสะท้าน อุทานเสียงหลงอย่างห้ามไม่ได้
จุดลึกของค่ายกล เงาร่างของหยวนจิ่วชวนที่ถูกแสงพร่างพราวปกคลุม พลันเปลี่ยนมาเป็นพร่าเลือน
ทางเข้าห้วงมิติเส้นหนึ่งก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะดูดหยวนจิ่วช วนเข้าไปข้างใน
“ใคร?!”
เสียงคำรามของหยวนจิ่วชวนดังออกมจากทางเข้าห้วงมิตินั้น น้ำเสียง ของเขาเต็มไปด้วยความเดือดดาลและแค้นเคือง
ไม่นานเสียงนั้นก็ค่อยๆ จางหายไป ที่หายไปพร้อมกันยังมีหยวนจิ่วช วนและทางเข้าห้วงมิติเส้นนั้นด้วย
ม่านแสงพร่างพราวหายไปอย่างรวดเร็ว ค่ายกลนำส่งข้ามดินแดนหลัง นั้นกลับคืนมาสงบนิ่งดังเดิมอีกครั้ง
เวลานี้ต้วนสือหู่และเนี่ยเทียนสองคนก็กำลังยืนมองไปยังค่ายกลนั้น ด้วยอาการเหม่อลอย
เจดีย์ซวีหลิงขนาดเล็กลอยนิ่งๆ อยู่เหนือค่ายกลนำส่งหลังนั้น
“แค่กๆ”
เสียงกระแอมไอของจ้าวซานหลิงดังออกมาจากความว่างเปล่าเหนือ ศีรษะของคนทั้งสอง
เขาปรากฏตัวอยู่ในจุดลึกของม่านน้ำรอบนอกอาณาจักรวอหลิวที่เต็ม ไปด้วยรอยแยกห้วงมิติ สีหน้าของเขาเหนื่อยล้า ก่อนจะค่อยๆ บินมาช้าๆ
จ้าวซานหลิงหน้าซีดขาว อาภรณ์ที่สวมใส่มีคราบเลือดให้เห็นอย่าง เด่นชัดคล้ายเพิ่งผ่านเคราะห์ครั้งใหญ่มา
“ผู้อาวุโสจ้าว!” ต้วนสือหู่ตัวสั่น
เนี่ยเทียนทั้งตะลึงทั้งดีใจ “ท่านกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“ก่อนหน้านี้ไม่นาน” จ้าวซานหลิงมาหยุดอยู่หน้าประตูหิน สีหน้าของ เขาประหลาดใจ “ค่ายกลนำส่งหลังนั้น…”
“ศิษย์พี่หญิงเผยสลักค่ายกลห้วงมิติอย่างใหม่ลงไปข้างในนั้น” เนี่ย เทียนรู้ว่าเขาตกใจเรื่องอะไรจึงอธิบายให้เขาฟัง “พลังของศิษย์พี่หญิงเผย ทำให้ค่ายกลนำส่งนี้สามารถเดินทางไปยังอาณาจักรเลี่ยคงได้อีกครั้ง”
“นาง…นางมีความรู้ด้านพลังห้วงมิติสูงขนาดนี้เชียวหรือ นี่จะเป็นไปได้ อย่างไร?” จ้าวซานหลิงตะลึงลาน
“แล้วหยวนจิ่วชวนผู้นั้นล่ะ?” ต้วนสือหู่ยังเป็นกังวลกับเรื่องนี้
“ถูกข้าส่งตัวไปยังพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วนแล้ว เมื่อเขาอยู่ในพื้นที่ห้วงมิติ ปั่นป่วน เว้นเสียแต่ว่าจะหาประตูแห่งมิติลับบานอื่นที่ซ่อนอยู่เจอถึงจะมี
โอกาสรอดชีวิตกลับมา” จ้าวซานหลิงแค่นเสียงเย็น “ไอ้หมอนี่ค่อนข้างจะ ประหลาด จิตวิญญาณไม่ธรรมดา เนื่องจากข้าได้รับบาดเจ็บสาหัส ตอนที่ กลับมาจึงไม่แน่ใจว่าจะเอาชนะเขาได้ ดังนั้นถึงได้ซ่อนตัวอยู่ในรอยแยก ห้วงมิติเส้นที่เชื่อมไปยังสนามรบสุ้ยเมี่ยซึ่งอยู่ในจุดลึกของม่านน้ำ อาณาจักรวอหลิว แล้วรอให้เขาพาตัวมาติดกับเอง”
“คนผู้นี้คิดจะไปดินแดนดาวตก คนมากมายของที่นั่นอาจต้องมาตาย เพราะคนผู้นี้ ข้าย่อมไม่ยอมให้เขาสมปรารถนาอยู่แล้ว”
“ตอนนี้ดีแล้ว เมื่อไปถึงพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วน คนที่ไม่เชี่ยวชาญการไข เวทลับห้วงมิติอย่างเขา คิดจะหาประตูห้วงมิติให้เจอแล้วกลับมายัง ดินแดนดวงดาวของเผ่ามนุษย์อีกครั้ง เกรงว่าคงต้องใช้ทุกแรงกายและทุก วิธีที่มี”
“บางทีรอให้พวกเราได้ยินข่าวของเขาอีกครั้งก็อาจจะเป็นอีกหนึ่งร้อย ปีให้หลังแล้วก็เป็นได้”
เนี่ยเทียนแอบผ่อนลมหายใจ “ยังดีที่ท่านกลับมาทันเวลา”
“ไหนว่ารอยแยกห้วงมิติเส้นที่เชื่อมไปยังสนามรบสุ้ยเมี่ยกลับไปไม่ มั่นคงแล้วยังไงล่ะ?” ต้วนสือหู่งงงัน
“ข้ามีอาวุธล้ำค่าห้วงมิติ ความรู้ที่ข้ามีต่อพลังห้วงมิติก็มากพอจะให้ข้า อาศัยเจดีย์ซวีหลิงมาเปิดทางให้ข้าเดินทางโดยลำพังได้” จ้าวซานหลิง กล่าวอย่างภาคภูมิใจในตัวเอง
——